บทที่ 5 กินข้าว

-A A +A

บทที่ 5 กินข้าว

ไบรท์ปาดเหงื่อที่ไหลมาอยูที่ดวงตา หลังจากที่เขาได้วิ่งมาอยู่สักพัก เขาก็สัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าที่ประเดประดังเข้ามายังร่างกาย ถ้าเป็นไปได้เด็กน้อยก็อยากล้มตัวลงนอนเสียเดือนนี้ แต่เมื่อสังเกตเขาก็พบว่าอีกเพียงไม่นาน เขาก็จะถึงยังจุดหมาย ต้นไม้ขนาดใหญ่ห่างไปไม่ไกลนัก หากคาดคะเนด้วยสายตาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกเพียง 3 ถึง4 นาทีนี้ ไบรท์ก็จะได้หยุดพัก 

เพียงไม่นานม้าตรงหน้าก็หยุดลง พร้อมกับพี่สาวของไบรท์ที่กระโดดลงจากอาชา หลังจากนั้นพี่สาวของไบรท์จึงหันมามองยังไบรท์ เธอถอนหายใจก่อนที่จะตัดสินใจถามน้องชายของตนเอง

“สัมผัสอะไรได้บ้างหรือเปล่า หลังจากที่ฉันให้แกออกกำลังกายมาตั้งแต่เช้า ถ้ารู้สึกถึงพลังเวทย์แสดงว่าสอบผ่าน แต่ถ้าไม่รู้สึกถึงพลังแสดงว่ายังไม่ผ่าน”

ไบรท์ส่ายหน้า “ไม่เห็นสัมผัสพลังอะไรได้เลย วิ่งมาตั้งแต่เช้าแต่ก็ไม่มีพลังไงปรากฏขึ้นเลย”

ไออุ้มน้องสาวของตนเองลงจากหลังม้าพลางมองสำรวจน้องชายที่ยืนหอบเหนื่อยอยู่ไม่ห่าง หล่อนเม้มปาก  “นี่ไบรท์ สัมผัสอะไรได้บ้างไหม”

ไบรท์มองพี่สาวของตนเองอย่างงง “สัมผัสอะไร หมายความว่ายังไงหรอพี่”

“วิธีที่จะสามารถพัฒนาพลังเวทย์ส่วนใหญ่มีอยู่ 2 วิธีหลัก ๆ อย่างแรกก็คือนั่งสมาธิและดูดพลังธรรมชาติเข้าไปในร่างกายแต่วิธีนี้จะสัมผัสพลังเวทย์ได้ช้ากว่าปกติถ้าไม่ได้อยู่ในที่ที่มีพลังธาตุหนาแน่น ก็จะไม่สามารถสัมผัสพลังเวทย์ได้”

“แล้ววิธีที่ 2 มันคืออะไรหรอพี่” ไบรท์ถาม

“วิธีที่ 2 เป็นวิธีที่ฉันใช้ฝึก ทำให้ฉันค้นพบว่าพลังเวทย์ของฉันมีอยู่ 2 ธาตหลัก ธาตุแรกคือธาตุน้ำ ส่วนภาพที่ 2 ก็คือธาตุลม ธาตุแรกฉันใช้การนั่งสมาธิและดูดซับพลังธรรมชาติเพื่อนำมันเข้าไปกระตุ้นธาตุในร่างกายส่วนวิธีที่ 2 ที่ฉันได้เจอกับพลังธาตุลม วิธีนั้นก็คือการฝืนขีดจำกัดของร่างกาย” 

สิ้นคำกล่าวของพี่สาว ไบรท์ก็หลับตาเพื่อสัมผัสพลังที่อยู่รอบ ๆ ร่างกาย ทว่าเขากลับไม่ค้นพบพลังที่อยู่ในร่าง “อย่างนั้นหรอ แต่ว่าตั้งแต่ที่ผมได้วิ่งมาตลอดทั้งวันผมก็ไม่เห็นเจอพลังอะไรเลย”

“แต่ว่าถ้ายังไม่ค้นพบก็ช่วยไม่ได้”

“นั่นน่ะสิ ถ้ายังงั้นก็ปล่อยมันก่อนเถอะ สัมผัสถึงพลังเวทย์ได้ค่อยว่ากันก็แล้วกัน แต่ก่อนอื่นตอนนี้หาที่กินข้าวก่อนดีกว่า มายน่าจะหิวแล้วล่ะ ส่วนฉันก็อยากหยุดพักสักหน่อย”

สิ้นคำกล่าวของพี่สาว ไบรท์จึงเลิกคิ้วขึ้น “พี่นั่งหม้ามาตลอดทาง จะพักอะไรอีกล่ะ คุณพี่จะพูดแบบนี้น่าจะเป็นผมมากกว่าผมวิ่งมาตลอดทางเลยนะ”

“อย่าพูดมากเลยน่า ที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะว่าฉันขี้เกียจ ไม่สิสัมภาระมันเยอะ แล้วอีกอย่างถ้าเดินไปอีกสักหน่อยเราก็จะถึงร้านอาหารกันแล้วด้วย”

ไบรท์สูดหายใจ ความจริงแล้วเขาอยากจะขอพักกันสักหน่อย ทว่าสายตาที่ไอที่มองมาเป็นเชิงปรามาสทำให้ไบรท์ต้องกืนคำพูดลงคอ 

มายลูบท้องของตนเองทำให้ไบรท์และไอรู้ในทันทีว่าตอนนี้น้องสาวคนสุดท้องของพวกเขาหิวข้าวเสียแล้ว “หนูหิวข้าวแล้ว”

ไอนำมือไปลูบศีรษะของมาย เธอยิ้มก่อนที่จะมองไปยังไบรท์เป็นเชิงสั่งง แต่ว่าปากของไอกลับกล่าว “ต้องรอพี่ไบร์ก่อนพอพี่เขาหายเหนื่อยแล้วเราค่อยไปกินข้าวกัน”

เมื่อเห็นท่าทางของพี่สาวตนเอง ไบรท์จึงสูดหายใจ “ไปต่อกันเถอะ”

2 คนรีบก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงสิบนาทีพวกเขาก็มายังร้านอาหารแห่งหนึ่ง  ร้านอาหารแถวนี้เป็นร้านอาหารธรรมดา ร้านอาหารที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กมากนัก ผู้คนที่อยู่ในร้านแห่งนี้บ้างก็กินอาหารบ้างก็กำลังสั่ง พวกเขารีบเดินแล้วมานั่งโต๊ะที่ห่างจากผู้คน 

หลังจากนั้น ไอจึงสั่งเมนูให้น้องของเธอทั้งสองคน  โดยที่เธอไม่ถามน้องชายของตนเอง แต่กลับไปถามน้องสาวคนสุดท้อง 

ไบรท์ยิ้มกับภาพตรงหน้า สำหรับเขาการกินก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก หลังจากไอจดเมนูของน้องสาวก็ยื่นเมนูให้กับไบรท์ “จะเอาอะไรก็สั่งเอา”

“ไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี พี่กินกาแฟหรือเปล่า” ไบรท์มองกระดาษที่อยู่ในมือของพี่สาวของตนเอง

ไอส่ายหน้าปฏิเสธ “ปกติฉันไม่กินกาแฟอยู่แล้ว แต่ถ้าอย่างนั้นสั่งช็อคโกแลตร้อนให้มายด์ดีกว่าไหม”

หญิงสาวเปลี่ยนสายตาไปมองยังน้องสาวของเธอ เมื่อน้องสาวของตนเองพยัคฆ์น่ารับ ไอจึงจดเมนูอาหารเพิ่ม ก่อนที่จะยื่นกระดาษให้น้องชายของตนเอง 

เขาหยิบกระดาษที่อยู่ในมือก่อนที่จะจดอาหารที่เขาจะกินไปอย่างรวดเร็ว

 เพียงไม่นานข้าวผัดไข่จำนวน 2 จานและผัดกระเพราจำนวน 1 จานก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะ

ไอแบ่งข้าวผัดไข่ให้กับน้องสาวของตนเอง ก่อนที่จะถามมาย “จะเติมเครื่องปรุงอะไรหรือเปล่า”

มายส่ายหัวปฏิเสธ หลังจากนั้นไอกับมายก็เริ่มรับประทานอาหาร 

เขามองภาพตรงหน้าก่อนที่จะอมยิ้ม ดื่มที่เขาไม่คิดเลยว่าพี่สาวและน้องสาวจะสนิทกันเร็วถึงขนาดนี้ อันที่จริงตั้งแต่เขาอาศัยอยู่กับน้องสาวของตนเอง ไบรท์ก็ไม่ได้สนิทอะไรกับน้องมากมาย วันๆเขาสนใจอยู่กับเวทมนต์มากกว่า 

ไบรท์มองไปยังรอบ ๆ ผู้คนส่วนใหญ่กำลังก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร บ้างก็กำลังก้มหน้าก้มตาดื่มสุรา เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าการดื่มสุรามันมีประโยชน์อย่างไร และการดื่มตอนกลางวันมันจะมีความสุขมากแค่ไหน ถ้าเขาอายุ 20 แล้วเขาก็อยากจะลองดื่มสักครั้ง 

“มองอะไรของแก รีบๆกินเร็วๆเข้าจะได้รีบๆไป ฉันจะได้ฝึกร่างกายให้แกต่อด้วย จนกว่าแกจะสัมผัสพลังเวทย์ได้เราจะยังไม่หยุดการฝึกแบบนี้”

เสียงของไอทำให้ไบรท์ละสายตาจากภาพเบื้องหน้า เขาเปลี่ยนสายตาไปมองอย่างพี่สาวของตนเอง“ฝึกยัง หมายถึงว่าผมต้องลงไปวิ่งตามพี่อีกนั้นหรอ”

ไอพยักหน้ารับในขณะที่มือของหล่อนกกำลัต้นงตักอาหารเข้าปาก เมื่อไบรท์เห็นเช่นนั้นไบรท์จึงมีสีหน้าปั้นยาก “ไหนๆก็ไหนๆแล้วขอพักร่างกายได้หรือเปล่า”

ไอเงยหน้าจากจานข้าวของตนเอง เธอใช้สายตามองน้องชาย ก่อนที่จะกัดฟันเอ่ย “นี่รู้หรือเปล่าว่าโรงเรียนเวทมนตร์จะเปิดตอนไหน โรงเรียนเวทย์มนต์จะเปิดในวันที่ 5 เดือนนี้ วันนี้เป็นวันที่ 1 ของเดือนแสดงว่ามีเวลาอีก 2 วันที่จะสอบเข้า”

“แล้วมันจะทำไมหรอ ที่พี่พาผมมาไม่ใช่ว่าผมสามารถสอบเข้าโรงเรียนนี้ได้ง่ายๆอย่างนั้นหรอ”

ไอส่ายหัวปฏิเสธ “ถ้าสอบเข้าได้ง่าย ๆ ฉันคงไม่รีบฝึกร่างกายของแกตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านมาหรอก รีบๆกินข้าวและรีบๆไปฝึกร่างกายต่อได้แล้ว ตอนนี้แกสามารถใช้เวทย์ไฟได้ในระดับขั้นต้น แต่ว่าเป้าหมายของฉันก็คือจะทำให้แก่ใช้เวทย์ถ้าตื่นได้ ทางที่ดีอยากให้ใช้เวทย์ที่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย”

ไอหยุดพูด หล่อนหยิบน้ำขึ้นมาดื่มก่อนที่จะมองหน้าน้องชาย “ท่าการฝึกร่างกายตลอด 1 วันนี้ยังทำให้แกไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ธาตุอื่นได้ เราก็คงจะต้องเปลี่ยนวิธีการฝึก ต่อให้แกจะต้องเสี่ยงตายฉันก็จะทำให้แกใช้เวทมนต์ธาตุอื่นให้ได้”

“การใช้เวทย์มนต์ 2 ธาตุมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราสามารถใช้เวทมนตร์ธาตุใดธาตุหนึ่งได้ชำนาญมันก็คงมีประโยชน์มากกว่าไม่ใช่หรือไง” ไบรท์ถามอย่างสงสัย

 ไอยิ้มพลางลูบหัวของน้องสาว “ถ้าคนทั่วไปมันก็คงเป็นอย่างนั้น แต่ว่าแกก็รู้ไม่ใช่หรอ ตั้งแต่ที่ฝึกกับปู่มา พลังเวทย์ของแกก็ไม่พัฒนาขึ้นเลย นั่นก็เป็นเพราะว่าธาตุในร่างกายของแกมีมากกว่า 1 ธาตุ ฉันมีเวทย์แหล่งน้ำและเวทย์แห่งลม”

ไอเปลี่ยนสายตาไปมองหน้าน้องสาวของตนเอง “ส่วนมายถ้าขาดไม่ผิดก็น่าจะมีธาตุน้ำอยู่ในร่างกาย ถึงแม้พลังเวทย์จะไม่ชัดเจนนักก็ตาม”

มายหยุดรับประทานอาหาร ก่อนที่จะมองหน้าของพี่สาวของตนเอง “หนูมีพลังเวทย์ด้วยหรอคะ”

ไอยิ้ม “มีสิแต่ในกรณีของหนูเป็นเด็กพิเศษที่มีพลังเวทย์ธาตุบริสุทธิ์ พลังเวทย์พลังเวทย์ธาตุบริสุทธิ์จะไม่ถูกปลุกให้ตื่นง่ายๆ”

“แสดงว่าหนูก็เป็นเด็กพิเศษใช่ไหมคะ”

ไอพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว”

ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน จู่ๆก็มีเสียงของชายท่าทางกำยำดังขัดขึ้น มันมองมายังพวกไอยังหยามหยัน “จะพูดคุยอะไรกันนักกันหนาไอ้พวกนักเวทกระจอก”

สิ้นคำกล่าว ชายผู้นั้นจึงปากาสุราของตนเองมายังโต๊ะของไบรท์ กาสุลามาอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นมันก็กระทบจานข้าวของเด็กน้อยอย่างจัง จานข้าวผัดกระเพราแตก ข้าวที่อยู่ในการกระจัดกระจาย 

เศษอาหารกระเด็นกระดอนมายังไบรท์ ทว่ามันกลับไม่โดนทางไอเลยแม้เพียงนิด 

ไบรท์มองข้าวของตนเอง ก่อนที่จะเปลี่ยนสายตาไปมองมาย เด็กน้อยมีท่าทางตกใจและหวาดกลัว เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงละสายตาและหันไปมองยังชายขี้เมาตรงหน้า

“มองอะไรไอ้เด็กน้อย แค่แหย่นิดแหย่หน่อยทำไม่พอใจอย่างนั้นหรอ มองหน้ากับฉันหาเรื่องหรือไง จากที่ประเมินแกคงอยู่ในระดับนักเวทฝึกหัดสินะ “

ไบรท์มองหน้าชายตรงหน้า เขากัดฟันกล่าว “แล้วมันจะทำไม”

เขาเรียกเวทไฟขึ้นมาไว้บนมือ ก่อนที่จะตัดสินใจปาใส่หน้าของชายแปกหน้า ก่อนที่เวทไฟของเขาจะโดนหน้าของชายฉกรรจ์ พลังของเขาก็สลายหายไปในพริบตา

“อย่ามีเรื่องกับคนอื่นตามใจชอบ พวกเราไม่ควรเสียเวลากับพวกบ้าที่ชอบหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว” 

สิ้นคำกล่าวของไอ หล่อนจึงสบัดมือไปหาชายคนที่ทำให้ข้ราวเเพื่อนหน้าของไบรท์ เพียงไม่ถึง 2 วิก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ ก็ปรากฏและล้อมรอบตัวของชายฉกรรจ์ เพียงไม่นานก็น้ำแข็งก็แช่แข็งร่างของชายตรงหน้าจน

ไอไม่หันกลับไปมอง หญิงสาวลูบหัวของน้องสาวก่อนที่จะมองหน้าของไบรท์

ไอยิ้ม “ไม่ว่าแกจะเป็นใครก็ไม่มีสิทธิ์มากวนเวลากินข้าวของฉัน แล้วอีกอย่างจงรู้ไว้ด้วยว่าน้องของฉันฉันมีสิทธิ์ทำร้ายได้แค่คนเดียวเท่านั้น เพราะว่าน้องชายของฉันคือของเล่นชั้นดีที่ทำให้ชีวิตของฉันตื่นเต้นขึ้น ส่วนแก่ก็จงหลับไหลไปจนถึงวันพรุ่งนี้เถอะ”

หลังจากนั้นไอจึงสั่งข้าวให้กับไบรท์ เพราะน้องชายของเธอรับประทานอาหารเสร็จ พวกเธอจึงเดินทางต่อไป โดยที่หญิงสาวไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำของเธอมีสายตาของบุรุษผู้หนึ่งจับจ้องอยู่ 

สารบัญ / เมนูนิยาย