พบเธอ...จึงพบ 'รัก'

-A A +A

พบเธอ...จึงพบ 'รัก'

พบเธอ...จึงพบ ‘รัก’

 

บรรญากาศในสถาณีขนส่งของยามบ่ายร้อนอบอ้าวพอสมควร อีกทั้งผู้คนที่มารอรถโดยสานเองก็มีค่อนข้างมาก แต่เพราะความเคยชิน ดังนั้นธีรทรจึงรู้สึกผ่อนคลายเหลียวมองนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย

 

รถโดยสารหลายคันวิ่งเข้ามาภายในพื้นที่สถานีพร้อมกับเสียงประกาสแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ดังก้องไปทั้งบริเวณ ธีรทรไล่สายตาหารถคันที่เขาจะขึ้น เมื่อพบเป้าหมาย ชายหนุ่มจึงเริ่มสาวท้าวตามคนอื่นๆ ขึ้นไป

 

ภายในรถ จำนวนของผู้โดยสารมีมากจนมีหลายคนต้องยืน ซึ่งนั่นรวมถึงเขาด้วย แต่ก็ไม่ได้คิดมากหรือรู้สึกลำบากอะไร เพราะเป็นธรรมดาของบ่ายวันอาทิตย์ ที่มักจะมีคนเยอะแบบนี้เสมอ เพราะเป็นเวลาที่นักศึกษา รวมไปถึงบรรดาพนักงานทั้งหลายจะต้องกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง จังหวัดที่ธีรทรกำลังเดินทางไป ก็มีมหาวิทยาลัยอยู่สองสามแห่ง นี่ยังไม่รวมมหา’ลัยอื่นๆ ที่รถสายนี้จะผ่านทางอีก ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่คนมากขนาดนี้

 

รถเคลื่อนตัวออกจากที่ช้าๆ ธีรทรกระชับกระเป๋าสะพายให้เข้าที่ ก่อนจะใช้มือจับพนักพิงของที่นั่งด้านขวามือเป็นหลักยึดเพื่อไม่ให้เสียการทรงตัวเมื่อรถเบรก

 

เป็นเพราะอากาศร้อนในตอนบ่าย ทำให้ถนนดูโล่งตาพอสมควร ร้านขายอาหารที่รถวิ่งผ่าน ต่างพากันเริ่มเก็บข้าวของเพื่อพักผ่อน ส่วนบางร้าน ก็กำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อที่จะขายในช่วงเย็น

 

เมื่อผ่านออกมาถึงแถบชานเมือง รถโดยสารเริ่มเพิ่มระดับความเร็วขึ้นตามลำดับ การเคลื่อนที่ของรถเริ่มคงที่ ทำให้การทรงตัวยืนทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก ชายหนุ่มกวาดตามองออกนอกรถอีกครั้ง บ้านเรือนเริ่มบางตาลงไปเรื่อยๆ สลับกันไปกับไร่นาที่เริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว

 

เนื่องเพราะรถคันนี้ไม่ใช่รถด่วน ดังนั้นรถจึงต้องจอดรับและจอดส่งผู้โดยสารอยู่เป็นระยะ ถึงแม้จังหวัดที่เขากำลังไปอยู่ไม่ไกลมาก แต่หากนั่งรถโดยสารไป ก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงหนึ่งเลยทีเดียว

 

ระหว่างที่เขากำลังยืนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย รถโดยสารก็พลันเบรกอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้มือที่จับพนักพิงเบาะข้างๆ เอาไว้หลวมๆ หลุดออกจากที่จับอย่างชั่วไม่ได้ ร่างของธีรทรพุ่งถลาไปทางด้านหน้า เห็นชัดว่าตัวเขาคงต้องล้มกลิ้งไปตามพื้นรถ คงบาดเจ็บไม่มากก็น้อย ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงแรงฉุดดึงที่มาจากต้นแขน เมื่อเจ้าของแรงเห็นว่าแค่นี้คงรั้งร่างชายหนุ่มไม่อยู่ เลยตัดสินใจสอดแขนของตัวเองเข้ามาใต้แขนของเขา แล้วใช้แขนข้างนั้นเกี่ยวกับแขนของเขาเอาไว้เพื่อไม่ให้ล้มลงไป

 

เมื่อรถชะลอตัวช้าลงจนพอตั้งตัวได้ เขาจึงมีโอกาสหันมองตรงต้นแขนของตัวเอง เรียวแขนเล็กๆ ที่กำลังเกี่ยวกับแขนของเขาอยู่ เป็นสิ่งแรกที่ชายหนุ่มได้เห็น พออีกฝ่ายรู้ว่าเขาเริ่มทรงตัวได้แล้ว จึงค่อยๆ ปลดแขนของตัวเองออกอย่างช้าๆ

 

เขาเอื้อมมือไปจับพนักพิงไว้ตามเดิม พลางก็ถือโอกาสนั้นมองหน้าผู้ที่ช่วยเหลือให้ชัดขึ้น เธอเป็นหญิงสาวตัวเล็ก ปากนิดจมูกหน่อยทำให้เธอแลดูน่ารัก แก้มเธอออกสีระเรื่อเพราะคงเหนื่อยจากการที่ออกแรงฉุดร่างของเขาเมื่อครู่ ธีรทรบอกไม่ได้ว่าหญิงสาวเป็นคนสวยหรือเปล่า ชายหนุ่มรู้เพียงว่า เธอไม่มีอะไรดูขัดตาของเขาเลยแม้แต่อย่างเดียว

 

 ดวงตาคู่ใสแหงนมองหน้าเขานิดๆ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว “มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

 

ธีรทรสะดุ้ง เขาคงเผลอมองดูเธอนานไป ทำให้เธอแปลกใจแน่ๆ “เปล่าครับ คือผมอยากจะขอบคุณเรื่องเมื่อครู่นะครับ”

 

หญิงสาวยิ้มละไม ทำให้จัยของธีรทรรู้สึกเต้นแรงแปลกๆ “ไม่เป็นไรค่ะ ก็เมื่อกี้คุณจะล้มอยู่แล้ว ถ้าฉันไม่ช่วย คุณคงต้องเจ็บมากแน่เลย”

 

ชายหนุ่มห้ามตัวเองไม่ให้เผลอยิ้มกว้างออกมา “ขอบคุณอีกจริงๆ คะ...!”

 

ก่อนที่คำสุดท้ายจะได้หลุดออกจากปาก รถที่ชะลอความเร็วเมื่อครู่ ก็ออกตัวเร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับคนขับไม่ได้ใส่ใจในความปลอดภัยของลูกค้าที่ยืนอยู่เลย

 

ร่างของธีรทรผงะหงายไปด้านหลังอย่างช่วยตัวเองไม่ได้ ยังดีที่มีมือเล็กๆ ข้างหนึ่งยื่นมาจับมือเขาเอาไว้ทันการ มือของชายหนุ่มเลยไม่ได้หลุดออกจากพนักพิงเหมือนครั้งที่แล้ว ทำให้เขาตั้งหลักยืนได้โดยไม่ยากลำบากเท่าไหร่นัก

 

‘ซุ่มซ่ามจริงๆ เลยเรา’ ธีรทรคิด ปกติเขาก็เคยเสียการทรงตัวแบบนี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เกิดติดต่อกันเหมือนครั้งนี้

 

“ระวังนะคะ เดี๋ยวจะเสียหลักลงไปอีก” เสียงของเธอดังเตือนมา ทำให้เขากระชับพนักพิงแน่นขึ้นอีก

 

“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มเอ่ยบอก

 

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบ จากที่ได้ยิน ธีรทรบอกได้เลยว่า หญิงสาวเป็นคนที่มีเสียงหวานมาก เสียงเล็กๆ ของเธอไม่ได้ฟังดูแหลมหู แต่มันมีความแหบเครือเข้ามาปนนิดๆ ทำให้เสียงที่ได้ยินหวานละมุนลงตัว

 

ไม่รู้ว่าเขาและเธอจะมีความพึงพอใจในตัวอีกฝ่ายเหมือนกันหรือไม่ เพราะถึงแม้ยามนั้นจะผ่านไปได้ครู่ใหย่แล้ว แต่มือของเธอก็ยังกุมมือของเขาอยู่ พลอยทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นอย่างประหลาด ในใจอยากจะพูดกับเธอให้มากกว่านี้ อยากจะถามชื่อเธอ อยากจะรู้ว่าเธอเรียนอยู่มหา’ลัยเดียวกันหรือเปล่า...แต่นั่นมันก็เป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้น เพราะด้วยสถานการณ์ที่อยู่บนรถ ปนกับความเขิน ทำให้ปากไม่ได้ขยับเผยเอาสิ่งที่ใจของเขาคิดออกไปให้เธอรู้

 

รถเคลื่อนตัวมาหยุดลงตรง บขส ของจังหวัดปลายทาง ทำให้ชายหนุ่มรู้ตัว หากเขาไม่ตัดสินใจพูดไปในตอนนี้ เมื่อเธอและเขาแยกกันไป เส้นทางชีวิต...อาจไม่ได้มาบรรจบกันอีก

 

ธีรทรกับหญิงสาวลงจากรถมาพร้อมๆ กัน ระหว่างที่เธอจะเดินกลืนไปกับกลุ่มคน ชายหนุ่มรีบก้าวตามไป “เดี๋ยวก่อนครับ”

 

เสียงเรียกของเขา ทำให้เธอหยุดเดินและหันมามอง “คะ?”

 

ธีรทรยิ้มเขินๆ “เอ่อ...คือ ให้ผมไปส่งไหมครับ คุณพักอยู่ที่ไหน หรือเรียนที่ไหนครับ?” เขาถามด้วยอาการเกร็งนิดๆ

 

“จะไปส่ง ต้องถามถึงที่เรียนด้วยเหรอคะ?” หญิงสาวถาม พลางส่งยิ้มละไมเป็นเชิงขี้เล่นมาให้

 

“คือ...ก็ถามไว้ไงครับ เผื่อเราเรียนที่เดียวกัน จะได้รู้จักกันเอาไว้” เขาตอบไม่เต็มเสียงนัก

 

“เป็นรุ่นพี่ประสาอะไร จำรุ่นน้องตัวเองไม่ได้คะ คุณพี่ธี?” หญิงสาวถาม ทำท่างอนเล็กน้อย

 

“อะไรนะครับ!?” ธีรทรตกใจ พลางครุ่นคิด ไม่แปลกที่รุ่นพี่ปีสามอย่างเขาจะจำรุ่นน้องในสาขาตัวเองได้ไม่หมด ไม่ใช่เพราะรุ่นน้องมีเยอะจนจำไม่ได้ แต่เป็นเพราะเขาไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลน้อง อีกอย่าง เขาก็ไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องของสาขาด้วย

 

“อุ้มปีสองค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการนะคะพี่ธี” หญิงสาวพูด พลางส่งยิ้มให้

 

“คะ...ครับ เช่นกันครับ” ธีรทรรู้สึกเกินความคาดหมายไปมาก

 

“ไหนว่าจะไปส่งไงคะ อากาสก็ร้อนด้วย พี่ธีจอดรถไว้ตรงไหนคะ?” อุ้มถาม

 

ธีรทรพาหญิงสาวเดินไปยังจุดที่เขาฝากรถเอาไว้ ใช้เวลาไม่นาน ทั้งคู่ก็ได้มานั่งบนรถมอเตอร์ไซค์คันเดียวกัน ชายหนุ่มและหญิงสาวพูดคุยกันไปตลอดทาง น่าแปลก ที่ชายหนุ่มกับหญิงสาวรุ่นน้องเข้ากันได้ง่ายอย่างบังเอิญ เขาไม่เคยมีความรักมาก่อน ทว่าเมื่อพบเธอ ทำให้ชายหนุ่มตระหนักรู้ในบางเรื่อง...เรื่องนั้นก็คือ ‘พบเธอ จึงพบรัก’

 

ถึงแม้อากาศในบ่ายวันนี้จะร้อน แต่ถ้าทั้งสองคนประครองความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันไว้ได้เรื่อยๆ อากาสร้อนในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้น ที่จะทำให้หัวใจสองดวง เย็นชื่นฉ่ำไปด้วย ‘ความรัก’ ตลอดกาล

แสดงความคิดเห็น