โรงเรียนของผม

-A A +A
ความทรงจำในห้องเรียน

โรงเรียนของผม

โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เด็กๆ ก็ไม่ซุกซน พวกเราทุกคนชอบมาโรงเรียน ชอบมา ชอบมาโรงเรียน

ผมคงหวังว่าผู้อ่านคงจะเคยได้ยินเพลงนี้กันเสียแล้วไม่ว่าจะสมัยไหน ยุคไหน รุ่นไหนก็ต้องมาโรงเรียนกันหมดทุกคน แล้วต่างกันอย่างไร ผมคิดว่า การสอนแต่ละคนนั้นอยากให้ลูกศิษย์นั้นเป็นคนดี มีความรู้ แล้วสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ผมเองก็คิดไว้แบบนี้เช่นกัน

 ถ้าเราเรียนจบมาแล้วได้วุฒิการศึกษาแล้ว เวลาทำงานไม่ได้ใช้ความสามารถนำไปใช้ในงานที่เราเรียนจบไปแล้ว จะมีคนจ้างทำงานหรือ คำตอบคือ ไม่นะ เขาก็จะถามเรากลับคืนมาว่า ทำอะไรเป็นบ้าง แล้วมีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้วกี่ปี ถ้าเราตอบไปว่า “ผมยังไม่มีประสบการณ์ผมอยากทำงานในสิ่งที่ผมรักมากๆ ขอให้ผมหาประสบการณ์ด้วยตัวเองได้ไหมครับ” ผมคิดว่าคงจะมีคนจ้างงานเราแน่นอนแล้วอีกอย่างคือ งานเอกสารรับรองว่าเขาอยากให้เราได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วไม่เคยอู้งานเป็นอันขาด อย่างนี้มันก็ใช่นะครับ

  ก็เหมือนกับคำว่า โรงเรียนคืออะไร โรงเรียนคือ สถานที่ที่ให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสในการรับอบรมสั่งสอนจากครูผู้สอนและได้รับการถ่ายทอดความรู้ ครูก็คือผู้ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้เพื่อให้เราได้สามารถเรียนรู้และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

 เพราะฉะนั้นแล้ว โรงเรียนจึงเปรียบเหมือนบ้านหลังที่สองของเรา มีทั้งเพื่อนที่คอยช่วยเหลือ คอยพูดคุย และให้แลกเปลี่ยนความคิดของเพื่อนร่วมห้อง เพื่อนบางคนของเราเขาอาจจะมีความคิดไม่เหมือนกับของเราก็เป็นได้ แต่บางคนนั้นคิดเหมือนกันกับเราเป็นอย่างมาก แต่ก็มีความคิดที่แตกต่างในบางเรื่อง หรือแม้กระทั่งว่าบางคนนั้น ย่อมอคติกับ ความคิดของเพื่อนอีกคนหรือความคิดเห็นไม่ตรงกัน หรือมีการโต้เถียงกันก็มี

แต่ในสำหรับผมแล้วนั้น โรงเรียนคือสถานที่ให้ความรู้ เพราะสมัยก่อนนั้น พวกเราจะเรียนอยู่ที่บ้านมีหนังสือหรือตำราสักเล่มหนึ่ง ก็มีผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองมาคอยอยู่ข้างๆ เราแต่พอมีอยู่ช่วงหนึ่งได้มีการเปลี่ยนไป จากเดิมคือ มีคุณครู มีเด็กนักเรียนคอยเปิดตำราหนังสือ แม่บ้าน หรือแม้กระทั่งมี ภารโรง และครูใหญ่ โรงเรียนในตามความคิดของผมคือ สถานที่ที่น่าเรียน เก็บค่าเทอมถูกๆ ไม่แพงจนเกินไป และก็ได้รับความเป็นธรรมจากเพื่อนๆ ในห้องเรียนหรือแม้กระทั่งเพื่อนที่สนิทกัน ผมจะมาเล่า โรงเรียนในสิ่งที่น่าจดจำของยุคผมที่เคยเรียนดีกว่านะครับ

 

ห้องเรียนของเด็กยุค90-2000

ผมขอย้อนเวลากลับไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนผมเข้าเรียนอยู่ชั้นระดับประถม สิ่งที่ผมจดจำคือ กระดานดำ ในสมัยนั้นใครเรียนกระดานไวท์บอร์ดถือว่าเลิศแล้ว ตอนที่ผมมองไปที่กระดานที่ครูผู้สอนซึ่งเป็นครูสาว อีกมือหนึ่งกำลังเขียนโดยใช้แท่งสีขาวๆ นั่นคือ “ชอล์ก” แต่บางคนนั้นยังสงสัยว่า ทำไมต้องเขียนด้วยชอล์กละ ก็เพราะว่ากระดานดำต้องคู่กับชอล์กแล้วตอนลบครูบางท่านอาจจะลบด้วยมือ หรือบางท่านอาจจะใช้แปรงลบกระดานเพื่อลบในสิ่งที่เขียนผิดหรือเขียนหัวข้อใหม่ ก่อนที่เด็กในสมัยนั้นกำลังจะตั้งใจฟังครูก่อนที่จะแหงนหน้ามามองกระดานที่ครูกำลังจดอยู่ก็ต้องตั้งข้อสงสัยกับครู ถ้าครูตอบได้ก็ถือว่านักเรียนคนนั้นจะเลิกสงสัยไปทันที

 เด็กนักเรียนบางคน ก่อนที่จะเข้าห้องเรียนนั้นต้องซื้อขนม(สมัยนั้นขนมอันละบาทเอง)ผู้เขียนเองก็เคยซื้อมาเหมือนกัน

 เด็กในยุค90-2000 จะต้องจัดตารางสอนพกสมุดหนังสือมาวิชาละ5-6เล่ม เพราะว่าถ้าวันนี้เราเรียนวิชาอะไรก็ต้องจัดตามนั้น บางคนพกจนกระเป๋าตุงและหนัก หรือบางโรงเรียนเขาก็จะให้มีล็อกเกอร์ไว้ให้ พออันไหนไม่ใช้ก็จะต้องวางไว้ตรงนั้นหรือบางคนนั้นลืมสมุดไว้ในใต้โต๊ะเรียนก็ยังมี

 โต๊ะในยุคนั้นจะเป็นโต๊ะไม้ ยกไปทีก็หนักไม่เบา หรือบางโรงเรียนนั้นก็เป็นเก้าอี้ไม้ ยุค90 คือยุคอะนาล็อกบางโรงเรียนจะมี โต๊ะไม้ เก้าอี้ไม้ กระดานดำ แปรงลบกระดาน บางห้องมีโทรทัศน์กับเครื่องเล่นวีดิโอด้วย หรือบางห้องมี ลำโพงด้วย ผมเคยสงสัยว่าทำไมต้องมีลำโพงด้วยนะ หรือแม้กระทั่งบางอาคารยังเป็นอาคารไม้ เวลาจะขัดพื้น ไม่ใช้ไม้ถูกพื้นหรอกนะครับ เขาจะเอาเทียนไขถูไปกับพื้นไม้แล้วเอากะลามะพร้าวขัดให้เงางามอีกที ผมเองก็อยากจะรำลึกเรื่องราวในอดีตเสียจริงๆ กับคำว่ายุคห้องเรียนยุค 90 ส่วนอีกตำราเรียนอีกอย่างหนึ่งคือ “กล้ากับแก้ว” เป็นตัวละครที่มีเด็กผู้ชายสวมชุดนักเรียน กับเด็กผู้หญิงผมสั้นสวมชุดนักเรียนผมเองชอบอ่านมากแต่ถ้าเป็นเล่มโปรดผมจะอ่าน เล่มแรกเป็นรูปเด็กผู้หญิงกำลังถือสักกะสี ส่วนเด็กผู้ชายกำลังทำบ้านให้สุนัขชั่งเป็นภาพที่แสนหวานของเด็กในยุคนั้นอีกด้วย ผมเองนั้นก็ได้แต่อมยิ้มก่อนที่จะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เป็นภาพแห่งความทรงจำที่ประทับใจอีกด้วย ส่วนอีกอย่างที่ยังจำได้ไม่มีวันลืม นั่นก็คือ แป้งเด็ก “แคร์” ขวดสีฟ้าที่บ่งบอกถึงความคลาสสิคของวัยผม ผมเองก็ไม่ใช่เด็กๆ อีกต่อไปแล้ว และจะเก็บความทรงจำไว้ในหัวใจอีกด้วยถ้าเป็นยุค2000 ก็จะเป็นโต๊ะเรียนเดี่ยวทำมาจากพลาสติกABSในบางโรงเรียน

  คุณเคยโดนครูในยุคนั้นทำโทษหรือไม่?

ถ้าเป็นในยุคนี้ จะไม่มีการทำโทษหรือลงโทษกับเด็กแล้วเพราะส่วนมากเขาจะชอบตะเบงเสียงหรือใช้เสียงที่ดูดุเสียมากกว่า แต่ในสำหรับยุค 90 นั้น ถ้าใครไม่ทำการบ้าน หรือลืมเอามาก็จะได้รับการโบย เพื่อเป็นการลงโทษ บางคนก็มึน ขี้เกียจทำการบ้านสุดท้ายก็ย่อมโดนครูโบยไปสัก ครั้ง แต่ในยุคนั้นผมไม่เข้าใจเลยว่าครูลงโทษผมเพราะอยากให้ผมได้จดจำหรือไง หรือว่าอยากให้ผมได้ขยันเรียนจนได้เกรดสี่หรอ ในลักษณะในการใช้ไม้เรียวที่จะโดนโบยนั้น มี ไม้หวาย ก้านมะยม ไม้แขนเสื้อ เข็มขัด สายไฟ หรือแม้กระทั่งฝ่ามืออรหันต์ แต่ในชีวิตที่ผ่านมานั้น ผมเคยโดนครูลงโทษมามาก จนป่านนี้ครูก็ยังจดจำในหัวใจของผมอยู่เสมอ  แต่ถ้าโหดแบบเบาๆ ก็คือ แปรงลบกระดานเลยจ้า ครูเป็นคนขว้างมาใส่พวกเราในกรณีถ้าหากว่าพวกเราคุยกันไม่หยุด หรือแม้กระทั่งบอกว่า

“อยากกินขนมจีบไหม”

ครูพูดจบก็เอาแปรงลบกระดานมาตีที่มือของพวกเราเลยครับ เท่าที่ผมได้เคยเจอมาก็มีประมาณเท่านี้นะ

  กีฬาในสมัยนั้นเป็นกีฬาแบบไหนบ้าง?

 เมื่อหลายวันก่อนผมเห็นเด็กๆ อนุบาลกำลังเล่นฟุตบอลผมเองก็อดคิดไม่ได้เลยว่า นี่คือกีฬาสินะเป็นทักษะในการใช้เท้าเตะหรือแม้กระทั่งควบคุมบอลให้ยิงเข้าประตูของฝ่ายตรงข้าม ในยุค90ก็มีกีฬาอยู่หลายชนิดเหมือนกัน มีทั้งวิ่ง แชร์บอล(ปัจจุบันคงไม่มีแล้ว) แฮนด์บอล ฟุตบอล บาสเก็ตบอล วอลเล่ย์บอล ตะกร้อ หรือแม้กระทั่ง กระบี่กระบอง ใช่ฟังไม่ผิดหรอก มันคือกระบี่กระบองเป็นการป้องกันตัว เพื่อเราสามารถที่จะป้องกันในยามเหตุร้ายยังไงละครับ แต่ก็มีท่าร่ายรำด้วยนะ สำหรับผมแล้วคิดว่าเป็นอะไรที่น่าเบื่อเลย แต่สำหรับผมแล้ว ในยุคที่ไม่ค่อยมีโทรศัพท์มือถือ หรือยุคอะนาล็อกนี่คือ ที่สุดของที่สุดแล้วละครับ เพื่อนๆ ก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำตามที่ครูสอนเลยนะ ทำตามหมดทุกอย่างผมเองก็ด้วย แต่ในความคิดผมแล้ว ชอบบาสเก็ตบอลมากกว่าเพราะได้ออกกำลังกายทั้งการหลบ และร่างกายอีกด้วย จะเริ่มเรียนได้เริ่มจากการใช้พื้นฐาน ประวัติความเป็นมาของกีฬา เป็นกีฬากลางแจ้งหรือในร่ม ผู้เล่นมีกี่คนอะไรทำนองนี้ ส่วนผมนั้นเห็นเพื่อนๆ เขาพากันซ้อม พากันเล่นผมก็โอเคแล้ว

 

 ในสมัยนั้นมีการเรียนพิเศษด้วยหรือ?

ถ้าหากว่าเป็นทุกวันนี้ อะไรๆ ก็จะมีการแข่งขัน เหมือนอย่างว่าเนอะทุกวันนี้ขนาดจะไปสอบอะไรก็ต้องมีการแข่งขันกัน แต่ถ้าเป็นสมัยยี่สิบกว่าปีก่อนนั้น คนเรียนพิเศษมีน้อย ผมเองก็เคยเรียนพิเศษมาแล้วเหมือนกัน เพราะผมนั้นอยากจะเรียนรู้วิชาที่ผมเคยเรียนเพื่อสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ หรือแม้ว่าเราเรียนจบจะได้มีความรู้ในสิ่งที่เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ในสมัยนั้นมีห้องแอร์ไหม คำตอบคือ มีแล้วนะแต่สมัยนั้นคงแพงน่าดู แม่ผมเห็นว่าผมอ่อนวิชาไหนก็จะให้ผมไปเรียนพิเศษเพิ่ม ผมเลยจำใจเรียนเพื่อต่อยอด และขยัน ผมเองก็อดคิดไม่ได้ว่า เพราะการศึกษาในสมัยนั้น มีทั้งคนเรียนดีและเรียนไม่ค่อยดี ผมเองก็เป็นคนเรียนไม่ค่อยดี แบบถึงขั้นตกขอบหัวไม่ไป ผมเลยจำใจเรียน ผมตั้งใจเรียนเขียนอ่านกับครูที่รับสอนพิเศษ แต่พอครูที่อยู่โรงเรียนเดียวกันกับผมบอกว่าครูจะเปิดที่เรียนพิเศษ ผมกับพี่มองหน้ากันว่า

“เอาไงดี เราจะเรียนหรือไม่นะ”

อย่างน้อยๆ ในสุดท้ายผมก็คงต้องเรียนพิเศษซึ่งเป็นรุ่นบุกเบิกแรกๆ ที่เรียนพิเศษของผมที่แรกเป็นบ้านที่อยู่ในซอยลึก เปรียบเหมือนบ้านคนด้วย ครูคนแรกสอนดีมากๆ ผมเองก็ได้แต่ยอมรับไปว่า หัวไม่ค่อยไป คณิตศาสตร์ต้องชิดซ้ายเพราะผมไม่ได้เลย ภาษาไทยผมก็พอใช้ได้ วิทยาศาสตร์นี่แหล่ะคือสิ่งที่ผมชอบ ที่เรียนพิเศษที่สอง เป็นอาคารพาณิชย์สองคูหา สามชั้น ที่เรียนพิเศษที่แรกเป็นแบบพัดลม ที่เรียนพิเศษที่สองผมดีใจมากๆ ได้เรียนห้องแอร์ เพราะเย็นสบาย ผมเองก็เลยจำเป็นต้องเรียนได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน

 พอผมเรียนจนเสร็จก็ต้องรอคนมารับ ผมเองก็เข้าใจนะว่าการเรียนพิเศษช่วยให้เราเสริมที่จะเรียนได้คะแนนดีแค่นั้นเอง พอผมเห็นเด็กยุคนี้ อันดับแรกคือ เรียนพิเศษ บอกว่าสำคัญกับเขาไหม คำตอบคือ สำคัญมากๆ ในสมัยนี้ ใครไม่เรียนพิเศษถือว่าเชยมากๆ เพราะว่าการเรียนในตอนนี้ซึ่งเปรียบเท่ากับว่าการแข่งขันกันนั่นเอง ผมในฐานะเคยเป็นเด็กมาก่อนผมอยากจะบอกว่า การเรียนพิเศษนั้นย่อมดีอยู่เสมอ ดีกว่าเราเอาเวลาทั้งหมดมาปล่อยทิ้งนั่นเอง

 

 สมัยนั้นมีโทรศัพท์หรือยัง?

 ในยุค90 ยังไม่มีโทรศัพท์นะ ซึ่งแตกต่างกับเด็กสมัยนี้ทุกคน จะมีโทรศัพท์มือถือกันหมด ในสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือเครื่องเท่าสากกะเบือต้องมีราคาสูงมากๆ ถ้าบ้านไหนรวยก็ต้องซื้อมาใช้ แล้วในสมัยนั้นทำยังไง คำตอบคือ เขียนจดหมายครับ ถ้าบอกว่าเพื่อนลาวันนี้ ก็ต้องเขียนจดหมายเอา แล้วฝากไว้กับเพื่อนในห้องเรียนก่อนที่จะยื่นส่งมาให้ครู/อาจารย์ผู้สอนเรา อาจารย์ก็จะเปิดอ่านก่อนที่จะลงใบเช็คชื่อว่า เด็กคนนี้วันนี้ลา ผมเองก็เคยผ่านมานะแบบนี้ ทำให้นึกถึงเรื่อง โทรนาทีละ 2 บาท แล้วมีเจ้าของเครื่องโทรศัพท์ แล้วนั่งบนโต๊ะก่อนที่จะวางป้ายกระดาษ สามเหลี่ยนเขียนเพื่อให้คนที่อยากจะโทรได้ใช้ สมมุติว่าผมอยากจะใช้บริการคือ อยากฝากข้อความผ่านเพจเจอร์ว่า

“ผมยังคิดถึงคุณอยู่นะ ตอนเย็นผมจะกลับไปทานข้าวด้วยกัน”

แล้วผมก็ต้องโทรไปหาคอลเซ็นเตอร์ว่าตามคำที่ผมบอก เขาก็จะพิมพ์ลงในคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะส่งไปยังเพจเจอร์ของปลายทาง

 เด็กในยุคนั้นก็ได้พบหน้าเพื่อนๆ ทุกวัน ถ้าอยากจะถามเรื่องการบ้านก็ต้องยกหูโทรศัพท์ก่อนค้นหาสมุดหน้าเหลืองที่วางข้างๆ โทรศัพท์บ้าน และเปิดหาเบอร์ที่ผมจะต้องการโทรก่อนที่จะกดไปยังเบอร์ปลายทาง ก่อนที่จะพูดคุยกันเรื่องการบ้าน ผมคิดว่ายุคนั้นการสื่อสารนั้นยังไม่ได้รวดเร็วเท่ายุคสมัยนี้ เรื่องข่าวสารยุคนี้ถือว่ารวดเร็วอย่างกับกระต่ายหรือซุปเปอร์แมนเสียอีก การสื่อสารในสมัยนั้นทำให้ผมเรียนรู้จักกับคำว่า “รอคอย” เสียจริงๆ

ในตอนที่ผมเรียนอยู่ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ มีแต่โทรตู้หรือตู้โทรศัพท์สาธารณะนั่นเอง หยอดเหรียญห้าบาทสบายใจอย่างแบบยุคเก่าผมก็เคยโทรไปหาแม่เพื่อมารับผม อยู่ด้วยนั่นแหล่ะครับในยุคนั้นสมาร์ทโฟนไม่มีหรอกครับ มีแต่พูดคุยกันแบบเจอหน้ากันตลอด

เวลาพักเที่ยง มักจะมีถาดหลุมอยู่เสมอ

คุณเคยรู้หรือเปล่าว่า สมัยก่อนบางโรงเรียนที่เราเคยเรียนตอนพักเที่ยงไม่มีถาดหลุม มีแต่ถ้วย ช้อน ส้อม หรือแม้กระทั่งแก้วน้ำก็ยังเตรียมมาจากที่บ้านเลย บางครั้งช้อนที่ตักอาหารยังเป็นช้อนสังกะสี ใช่แล้วอ่านไม่ผิด สมัยก่อนเขาใช้ช้อนสังกะสีเป็นแบบแต่ละสีให้เลือกอีกด้วย ส่วนแก้วน้ำเขาจัดเตรียมไว้ให้แล้ว ผมเองก็เข้าใจเลยว่า แบบเก่านี่ดูจะออกคลาสสิคไปเสียแล้ว แต่บางโรงเรียนนั้น แม่ครัวจะตักข้าว ใส่ถาดหลุม เป็นถาดอลูมิเนียม เป็นช่องห้าช่อง ตักข้าวช่องด้านล่าง ตักอาหารช่องด้านบนซ้าย ด้านขวาอาจจะเป็นของว่าง หรือผลไม้ ซึ่งถาดหลุมนี้มันทำให้ผมได้รู้ว่า นี่คือความคลาสสิคจากรุ่นสู่รุ่นนั่นเอง พอจะล้างก็ล้างทั้งหมด ผมเห็นแล้วรู้สึกมีความสุขมากๆ เลยที่เห็นเพื่อนๆ ได้กินข้าวถาดหลุม มันทำให้ผมได้รู้จักกับคำว่า ถาดหลุมที่เราเคยกินมาตั้งแต่สมัยเรียนจนตอนนี้ไม่มีโอกาสได้กลับไปกินเหมือนเมื่อก่อนเสียแล้ว จะมีใครว่าหรือเปล่านะว่า ผมอยากตักข้าวใส่ลงไปในถาดหลุม

นึกอยากจะขำตัวเองจัง กินข้าวยังกินด้วยถาดหลุม มันก็ดูดีกว่ากินข้าวด้วยจานไรทำนองนี้เสียมากกว่า ทำให้นึกถึงตอนเราย้อนเวลากลับไปสมัยเรียนเลย เราเองก็อยากจะย้อนเวลากลับไปเหมือนเมื่อก่อน จะกินขนม ผลไม้ ผัก อาหารทุกอย่างแล้วสิ่งสำคัญคือ ถ้าเรากินไม่หมดจะได้ถามเพื่อนว่า

“แกอยากแบ่งอาหารไหม”

ถ้าเขาตอบกลับมาว่า

“แบ่งสิ ถ้านายทานไม่หมด”

ผมจะตักอาหารใส่ไปให้เขา เพราะว่าผมนั้นมีน้ำใจอยู่เหมือนกัน

ก็เราเพื่อนกันเนอะ เราก็ต้องแสดงน้ำใจด้วย ถ้าหากว่าเขากินไม่อิ่ม ผมเองไม่รู้เลยนะว่า ทุกคนนั้นจะมีความสุขหรือไม่ในเมื่อทานข้าวด้วย

“ถาดหลุม”

 

 

 

Everybody Need a Friend เพื่อนของผมทุกๆ คน

นอกจากเรื่องบริเวณโรงเรียนแล้ว สิ่งสำคัญต่อมานั่นก็คือ เพื่อนๆ คุณเคยเป็นเหมือนผมไหม พอเราเรียนจบแล้ว มักจะทาวหาเพื่อนสมัยเรียน ผมคนหนึ่งมักจะถามหาเพื่อนเก่าใน Facebook อยู่ตลอดไปจนถึงสถานปัจจุบันของเขา บางคนนั้นแก่แล้วและเปลี่ยนไปเป็นคนละคน บางคนยังเหมือนเดิมกี่ปีผ่านไปแทบจะไม่เปลี่ยนเลย แต่เพิ่มเติมคือ เขามีลูกด้วย บางคนยังบอกสถานะว่า “โสด”ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เหมือนอย่างว่าเนอะ ตอนสมัยเรียนนั้นเพื่อนนะเยอะมากๆ เลย แต่พอเวลาเราแยกย้ายไปทำงาน ก็ไม่ค่อยเหมือนเมื่อก่อน เพราะบางคนนั้นจริงจังกับการทำงานเป็นอย่างมาก หรือแม้กระทั่งว่า

“ชะเอม ตอนนี้เธอทำงานอะไรอยู่หรอ”

“อ้าว เอก ไม่ได้เจอกันซะนาน ตอนนี้เราทำงานอยู่บริษัทเอบีซีนะเอกแล้วนายละ”

“ฉันตกงานนะ”

“อย่าท้อไปเลยนะ มาทำกับเราสิ งานเยอะมากๆ เลย”

ถ้ามีเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันมา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนอนุบาล ประถม มัธยม หรือแม้แต่ ในสายอาชีพก็สามารถเรียกเพื่อนให้เข้าทำงานได้ แต่ถ้ายิ่งเม้าท์มอยกันนี่คงจะสนุกกันไปใหญ่เสียเหลือเกิน แต่ในความคิดของผมแล้ว สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือการพูดคุยกัน ถ้าเราหาเรื่องให้ได้พูดคุยกันหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเราก็จะได้สนิทสนมกันในภายหลัง ในหลายๆ คนอาจจะเคยคิดนะว่าทำไมเราต้องมีเพื่อน

  เพราะว่าเราจำเป็นต้องมีเพื่อนกันเยอะหรอ?

คำตอบคือ ก็มีส่วนนะ เหมือนอย่างเช่น เพื่อนเขาอุส่าห์ทำเพื่อเรา เราต้องลองทำบางอย่างเพื่อตอบแทนเพื่อน นี่คือน้ำใจของมิตรแท้ ถ้าเราไม่แสดงน้ำใจต่อเขา เราเองก็จะไม่มีวันเข้าใจคำว่า “มิตรแท้” ได้หรอกนะครับ

 เช่น

นายเอกชัย จดคำที่ครูสั่งว่า การบ้านให้ส่งภายในวันไหน พอกลับมาถึงบ้าน นายเอกชัยก็เลยทำการบ้าน จนเสร็จ ก่อนที่จะเดินออกไปถามนาย วันชัย ว่า

“วันชัย ทำการบ้านเสร็จหรือยัง”

ถ้าวันชัยตอบกลับมาว่า

“ยังเลย เราทำข้อนี้ไม่เป็น” นายเอกชัยก็บอกว่า

“เอามาให้เราดูหน่อยสิ”

นายวันชัยก็หยิบการบ้านก่อนยื่นส่งมาให้นายเอกชัยดู ปรากฏว่าทำไม่ได้ข้อหนึ่งก่อนที่เพื่อนจะบอก และทำให้เสร็จ พอวันต่อมา

นายวันชัยอยากขอบคุณเพื่อนที่อุส่าห์บอกการบ้านนั่นคือ การทำขนมโดยมีน้ำใจแบ่งให้เพื่อน นี่คือ มิตรแท้ ผมก็จดจำได้นะว่าเพื่อนสมัยเรียนของผม ตั้งแต่ประถมตอนปลายกับมัธยมตอนต้นนั้นคือ “แอร์” แอร์เขาเป็นเด็กผู้หญิงรูปร่างสูง ผมยังจดจำเขาได้ดีถึงแม้ว่าระยะเวลาผ่านมานานแล้ว แต่สำหรับผมยังจดจำเธอได้ดีเสียด้วยซ้ำไป

 คนเราต้องมีเพื่อนกันหมดทุกคน ถ้าหากเราเคยพลาดเพื่อนให้จำและกลับไปปรับปรุงใหม่ ให้น้ำใจต่อเพื่อนอย่าย่อท้อ เพื่อนจะอยู่ในหัวใจเราอยู่เสมอ

 

อาคารเรียนของพวกเรา?

เคยมีนักเรียนคนไหนหรือเปล่า หรือแม้กระทั่งศิษย์ที่เรียนจบไปแล้วก็ได้หวนกลับมาดูโรงเรียนที่เราเคยเรียนอีกครั้งว่า มีตรงไหนเปลี่ยนแปลงไปบ้าง? ถ้าเปลี่ยนไปแสดงว่าคุณไม่ได้มาดูนานมากๆ แล้ว ถ้ายังเหมือนเดิมแสดงว่าทุนของโรงเรียนยังไม่ค่อยมีทุน ผมได้กลับไปดูโรงเรียนที่เคยจากมา โดยเฉพาะโรงเรียนของพี่ของผมเคยเรียน มีเปลี่ยนไปบ้าง นั่นก็แสดงว่าการพัฒนาของโรงเรียนหรืออาคารใหม่นั้นได้สร้างขึ้นแทนของเดิม พอมาดูโรงเรียนของผม ตอนเรียนมัธยมก็ยังเหมือนเดิมบ้างเปลี่ยนไปบ้าง แต่พอผมมาดูโรงเรียนตอนสมัยเรียนประถมผมคิดว่ามันเปลี่ยนไป

 ผมได้ดูเรื่องครูไหวใจร้ายทำให้นึกถึงสมัยฮอร์โมนของผมเป็นช่วงที่โดนครูตีด้วยกันกับเพื่อนๆ กอดคอกัน ไป มีเถียงกันบ้างพูดคุยกันบ้าง ผมก็รู้สึกประทับใจมากๆ ที่เพื่อนๆ ได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อเรา แต่เราเองไม่รู้ว่าเพื่อนเราได้ทำอะไรไว้บ้าง

 

 

อาคารที่ผมอยากจะบอกนั้นคือ อาคารที่เราเคยเรียน บางโรงเรียนเป็นอาคารไม้ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งหลายสิบปี บางโรงเรียนนั้นได้มีการใช้เทียนไขถูๆ พร้อมด้วยกะลามะพร้าว อ่านไม่ผิดหรอก กะลามะพร้าวพร้อมขัดให้มันเงางาม ในความทรงจำของผมเคยทำแบบที่ผมว่ามาแล้วตอนประถม๑ เป็นอาคารไม้ดูเก่าแล้วข้างในห้องมี โต๊ะเรียนกับเก้าอี้ไม้ด้วย ผมเองอยากถ่ายทอดในความทรงจำเก่าๆ เก็บไว้ในหัวใจตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา บางอาคารเรียนเป็นตึกที่สร้างจากปูน แต่ละชั้นจะมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นแรกคือ ห้องเรียนของน้องๆ ประถม๑ของแต่ละห้องจนถึงห้อง๔ ส่วนชั้นสองอาจจะเป็นของประถม๒ มีทั้งหมด ๓ห้องหรือ๔ห้อง ส่วนชั้น๓ ของ ประถม๓ ผมเองก็จดจำอาคารเรียนที่ผมเคยเรียนได้อย่างแม่นยำ

 

 

 

ความประทับใจในยุคก่อน 90-2000

ถ้าหากว่าพูดถึงหรอ ก็ต้องยกให้เรื่องอาจารย์-ครูในสมัยก่อนเน้นเรื่องคุณภาพของนักเรียน เช่น การลงโทษด้วยการโบย เฆี่ยน ตี ขนาดผมยังยอมรับอยู่เลย แต่ในส่วนเรื่องเครื่องเขียนก็ต้องเป็นไม้บรรทัดในสมัยก่อน หรือแม้กระทั่ง ดินสออพอลโล่ ที่เปลี่ยนไส้ในแต่ละที หรือ ยางลบซื้อมาทั้งทีมีกลิ่นหอมพร้อมน่าใช้ หรือแม้จะเป็นดินสอสีที่ระบายทั้งทีเพื่อความเพลิดเพลินหรืออะไรหลายๆ อย่างมันทำให้ผมนึกถึงคนยุคสมัยนั้น คือ

“การรอ และ ความอดทน”

เช่น นักร้องค่ายเพลงRS ออกอัลบั้มใหม่ทั้งที ต้องรอร้านเทปเปิดและไปซื้อ หรือแม้กระทั่งสื่อข่าวในยุคนั้นคือ โทรทัศน์เป็นหลัก หนังสือพิมพ์ เช่นตอนผมยังเด็กครูเขาบอกว่าให้ไปหาข่าวแล้วเอามารายงานหน้าชั้นเรียน ทำให้ผมได้ตื่นเต้นอีกด้วยครับ นี่แหล่ะครับคือการรอขนานแท้ของยุค90-2000 เหมือนอย่างเช่น ยุค2000 ผมคิดว่า มีCD เข้ามาแล้ว ให้เราทดสอบฟังเพลง ผมคนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงและอยากมีอัลบั้มเป็นของตัวเองแต่ก็แค่ฝันนะครับ

ยุคปัจจุบัน คือ 4.0

เด็กรุ่นใหม่ เช่น หลานๆ ของผมเองนั้น ก็มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเช่น smart phone tablet เข้ามาช่วย แล้วอีกหนึ่งที่มาแรงนั่นคือ สื่อออนไลน์ มันทำให้เรานั้นได้เข้าใจว่า เทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน เช่นจะถอนเงินในแต่ละทีก็ต้องไปธนาคารแล้วก็ไปถึงตู้ATM แล้วกดถอนเงินออกมาใช้ได้เลย แต่ในทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นอีกแล้ว เพียงแค่สั่งผ่านAppในโทรศัพท์ ก็สามารถกดเงินได้สบาย ถามว่าสะดวกสบายไหม คำตอบคือ สะดวกสบายมากๆ ผมจะขอจำแนกประเภทห้องเรียนของเด็กยุค 4.0 ให้ฟังดังนี้

  1. สื่อการสอนที่ทันสมัยในรูปแบบสื่อผ่านออนไลน์

ในปัจจุบันนี้เราไม่ต้องเปิดหนังสือหรือไปค้นหาหนังสือเหมือนอย่างในยี่สิบกว่าปีก่อนหรอกเพราะว่ามันเสียเวลา ทุกวันนี้สื่ออินเตอร์เน็ตเข้าถึงหมด เช่น การเช็คชื่อผ่านออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการทำสื่อการสอนในรูปแบบผ่านออนไลน์ กันไปหมดแล้วบางโรงเรียนก็เปิดเครื่องคอมแล้วเข้า Word แล้วตั้งใจทำสื่อการสอนหรือแผนการสอนในแต่ละวัน ถ้าเป็นผมก็คงจะตั้งใจสอนและสามารถทำได้แล้ว

  1. ใช้Tabletในการศึกษาลดการเอาหนังสือไปมากๆ

เด็กสมัยนี้อาจจะเห็นกันอยู่แล้วว่า กล้าแสดงออกและมีไอคิวสูงหรือเด็กบางคนมีส่วนสูงและโตเร็ว อันนี้เดี๋ยวผมจะมาเล่าในหัวข้อที่สาม คุณเคยได้ยินไหมว่า Tabletการศึกษา ใช่แล้ว เป็นTablet ที่มีapp เพื่อให้พัฒนาการเรียนรู้ของเด็กสมัยนี้ อย่าว่าแต่เด็กห้าหกขวบเลยนะที่เล่นจอสี่เหลี่ยม ขนาดเด็กเจ็ดเดือนยังเล่นเป็นอยู่เลย ถ้าเราสามารถนำtabletเอามาใช้ในการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือแม้กระทั่ง หน้าที่พลเมือง นี่ก็เป็นตัวเลือกอีกทางหนึ่งได้นะ แต่อย่าให้น้องๆ แอบเล่นเกมแล้วละนะ

  1. อาหารอุดมสมบูรณ์ช่วยให้ในการเติบโตของเด็ก

 สำหรับเรื่องนี้คิดว่ามีส่วนนะ เพราะว่าอาหารการกินของเด็กสมัยก่อนก็มีไม่กี่อย่างเอง แต่สำหรับเด็กสมัยนี้มีทั้งนมที่เสริมสร้างพัฒนาทางด้านสมอง ช่วยให้เด็กนั้นมีความคิดในการแก้ปัญหาเชาว์ หรือ แข็งแรงซึ่งผิดกับสมัยก่อนเลยทีเดียว แล้วที่ว่าดื่มนมนี่จะโตและสูงจริงหรือ คำตอบคือ จริงครับเหมือนอย่างเช่นผู้เขียนก็ยังดื่มนม แต่ก่อนผมตัวเล็กมากๆ แต่ตอนนี้สูง170แล้ว ยิ่งอาหารการกินของเด็กสมัยนี้ยิ่งสูงเป็นสองเท่า จนผมเองก็อยากจะร้องว่า “โอ้โห” กันเลยทีเดียว อาหารไหนมีหลักโภชนาการเยอะ ยิ่งดี แล้วเด็กสมัยนี้รู้ จักร้านสะดวกซื้อที่มีเลข7นี่ยิ่งใช่เลย

  1. เด็กสมัยนี้ชอบดูเกม ขายของผ่านออนไลน์เป็นรายได้เสริม

ตามที่ผมเคยคุยกับน้องคนหนึ่ง คำตอบก็คือ จริงครับ เด็กยุค4.0 นี้เขาจะชอบดูเกมมากกว่า อันนี้สำหรับในหมู่ของเด็กผู้ชายนะเพราะว่า เกมในสมัยนี้เป็นเรื่องราว เหมือนกันกับนิยายที่ผู้เขียนแต่งขึ้นมาให้ชวนน่าติดตาม มีทั้งปริศนา มีทั้งการลุ้นระทึกแล้วทำให้เด็กสมัยนี้ยิ่งชอบดูเกมเสียมากกว่าดูละครที่มีสาระดีๆ อย่างเช่น ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ที่สอนเด็กๆ ว่ามีปัญหาอะไรต้องไปพบจิตแพทย์ หรืออีกเรื่องหนึ่ง คือ ครูไหวใจร้าย สอนเรื่องครูเป็นแบบอย่างที่ดี เข้มงวดกับเด็กนักเรียน หรือเรื่อง ทางช้างเผือก สอนเรื่อง ความกตัญญูต่อครูเป็นต้น

เด็กสมัยนี้ชอบไลฟ์สด ขายของผ่านออนไลน์ไปด้วยผมคิดว่านี่แหล่ะคือการหาเงิน ซึ่งต่างกับยุคของผมมากๆ วันเสาร์-อาทิตย์ พากันไปเล่น พักผ่อนหย่อนใจ บางคนก็เดินห้างสบายใจ ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ เหมือนผมแต่ก่อนก็ ไปเดินห้างแล้วกินไก่ KFC อย่างมีความสุข

  1. ห้องเรียนสมัยนี้ เรียนห้องแอร์มากกว่าเรียนห้องพัดลม

อันนี้ก็จริงนะครับ เป็นเพราะโลกของเราทุกวันนี้อากาศร้อนมากๆ เพราะโลกเราร้อนขึ้นจากเมื่อก่อน ถ้าผมขอย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เป็นห้องเรียนพัดลม ห้องเรียนจะมีทีวีและก็เครื่องฉายวีดิโอเพื่อที่จะให้เรานั้นเพลิดเพลินกับการดูหนัง เหมือนอย่างเช่น เรียนภาษาอังกฤษทั้งที ต้องเรียนห้องSound lab มีพาร์ทิชั่น มีหูฟัง มีเครื่องขยายเสียง มีเก้าอี้ ให้เราสวมหูฟังแล้วเพื่อนๆ จะพูดกันจอแจ แล้วครูก็จะเปิดเพลงภาษาอังกฤษหรือบทสนทนาให้ผมได้ฟัง ในตอนนั้นมีห้องแอร์แล้ว แต่บางห้องก็ยังเรียนห้องพัดลมเช่นห้องเรียนสังคม มีโทรทัศน์หนึ่งเครื่องกับเครื่องฉายวีดิโอเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับผมเลยทีเดียว แต่พอมามองห้องเรียนสมัยนี้ มีแต่ห้องแอร์ บางโรงเรียนก็เรียนการว่ายน้ำ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือตัวเองให้เอาตัวรอดในการเจอสถานการณ์ที่เราอยู่ในน้ำเพื่อเอาตัวรอด เพราะว่าผมได้ดูข่าวเด็กจมน้ำตาย ในปีๆ หนึ่งมีข่าวเยอะมากๆ ผมคิดว่าครูสมัยก่อนในยุคผม นั้นเน้นคุณภาพให้กับนักเรียนมากๆ แต่พอสมัยนี้ขี้เหร่มากๆ ครูเน้นผลงานเสียซะมากกว่า

 

การสรุปของผู้เขียน

ถ้าหากบอกว่าถึงเรื่องความสะดวกสบาย ในการขนส่งของผมนั้นต้องยกให้สมัยยุค 4.0หรือสมัยนี้มากกว่าเพราะว่า มีความสะดวกสบาย สั่งของวันนี้ พรุ่งนี้ถึงแล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องการศึกษาผมยกให้ยุค90-2000มากกว่าเพราะ สื่อสมัยนี้ถึงแม้ว่าจะดูโบราณดีแต่ผมชอบ ตอนที่เน็ตเต่ามากๆ แล้วยุค90-2000สอนผมให้รู้จักคำว่ารอ ให้รู้จักกับคำว่าอดทน สามัคคีกันและมีน้ำใจของนักกีฬา ผมคิดและข้อสรุปมาเป็นแบบนี้นะครับ

ความคิดเห็น

รูปภาพของ tor

บางอย่างผมก็พอทันอยู่บ้าง 55+

เช่นพวกถาดหลุม อาคานไม้ โทรศัพท์โนเกียรุ่นโยนใส่หัวหมาไม่แตก

จำได้ว่าโรงเรียนในจังหวัดเล็กๆ ตอนนั้นไม่มีอะไรมาก ขนาดวิชาคอมยังได้เล่นบ้างไม่ได้เล่นบ้าง เพราะคอมบางเครือ่งก็เปิดไม่ติด 55

เวลาเล่น เด็กหญิงก็เต้นยางไป เด็กชายก็โยนลูกแก้วลงหลุม