บทที่ 3 พี่สาว

-A A +A

บทที่ 3 พี่สาว

ไบรท์รู้สึกตัวพร้อมกับความเจ็บปวดที่ประเดประดังเข้ามายังร่างกาย เขาปลือตาขึ้นอย่างช้า ๆ แสงสีทองของดวงตะวันที่เข้ามายังคลองจักษุ ทำให้เขารู้ได้โดยที่ไม่ต้องคำนึงว่าตอนนีน่าจะเลยเวลารับประทานอาหารช้าว 

ไบรท์มองสำรวจร่างกายของตนเองช้า ๆ รอยช้ำที่เกิดจากการปะทะกับผู้หญิงปริศนาทำให้ไบรท์รู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่ความฝัน

ไบรท์สบัดศีรษะเพื่อขับไล่ความมึนงง “นี่เราแพ้ยังงั้นหรอ บ้าเอ้ย ยายนั่นเป็นใคร ทำไมถึงมีฝีมือขนาดนั้น”

  สิ้นคำสบท เสียงอันคุ้นเคยของชายชราพลันดังขึ้น 

“เป็นยังไงบ้างหลานของข้า เจ้าสนใจไปโรงเรียนเวทมนตร์บาบิโลเนียบ้างหรือไม่”

โยดาทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ หลานชายของตน สายตาที่ใช้มองหลานของตนเองนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน อย่างไรก็ตามมันก็เป็นครั้งแรกที่หลานของตนเองได้รับความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเช่นนี้ ชายชราคุ้นคิดหาคำปอบโยนไม่นาน ก่อนที่เขาจะได้กล่าวอะไรกับหลานของตนเอง ไบรท์ก็กล่าวขึ้นเสียก่อน

“ปู่รู้จักยายนั่นใช่ไหม ยายนั่นเป็นใคร ทำไมยายนั่นต้องมาพาผมไปโรงเรียนเวทมนตร์ด้วย”

โยดาหยุดเพียงคู่ ก่อนที่จะตัดสินใจกล่าว “คนที่เจ้าต่อสู้ด้วยนั่นก็คือพี่สาวแท้ๆของเจ้า”

ไบรท์จ้องมองหน้าปู่ของตนเองสิ่งที่ปู่ของเขากล่าว สร้างความตกใจให้กับไบรท์เป็นอย่างมาก ตั้งแต่เขาจำความได้มีไม่กี่ครั้งที่เขาจะได้ยินปู่ของตนเองเอ่ยถึงพี่สาว พี่สาวของเขาออกจากบ้านนี้ไปตั้งแต่ไบรท์ยังเป็นเด็ก ทำให้ความทรงจำของเขาเกี่ยวกับพี่สาวของตนเองนั้นมันน้อยแสนจะน้อย 

“พี่ของผมอย่างนั้นเหรอ แล้วยายนั่นจะมาทำอะไรป่านนี้ล่ะ ทำไมถึงมาหาพวกผมป่านนี้”

“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้ ถ้าหากเจ้าอยากจะรู้ก็คงต้องไปถามพี่ของเจ้า แต่ถ้าจะให้ข้าเดาความคิดของเจ้านะหลานข้า เจ้าคงไม่สนใจเรื่องส่วนตัวของพี่สาวของตนเองมากขนาดนั้นหรอกใช่หรือไม่ แต่สิ่งที่ทำให้เจ้ารู้สึกไม่พอใจนั่นก็คือ “

โยดาหยุดมองหลานชายของตน แล้วท่าทางและแววตาที่ไบรท์แสดงให้โยดาเห็น ทำให้ชายชราอดคิดไปถึงผู้ชายคนนั้น 

ไบรท์เงยหน้ามองโยดา เขากำมือแน่น สายตาของไบรท์เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นผมไม่สนใจหรอกว่ายายนั่นจะเป็นใคร เธอจะเป็นพี่สาวของผมหรือว่าจะเป็นหนึ่งในอาจารย์โรงเรียนเวทมนต์ที่มีความแข็งแกร่งที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บใจนั่นก็คือ เธอสามารถเอาชนะผมได้อย่างง่ายดาย”

ไบรท์เงยหน้ามองท้องฟ้า น้ำตาลูกผู้ชายค่อย ๆ ไหลออกมา “เดิมทีผมคิดว่าวิชาความรู้ของผมนั้นมันไม่ได้อ่อนด้อย ต่อให้เทียบเด็กในระดับรุ่นเดียวกันผมก็คงอยู่อันดับต้น ๆ หรือถ้าให้ผมเทียบระดับผู้ใหญ่ผมก็คงอยู่ระดับกลาง ๆ เป็นแน่”

“ที่เจ้าคิดแบบนั้น มันก็เป็นเพราะว่าทั้งชีวิตของเจ้าอยู่กับข้าหรือไม่เจ้าก็ใช้ชีวิตอยู่กับย่าของเจ้า  อาจจะมีนานๆครั้งที่พวกข้าพาพวกเจ้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ว่าพวกชาวบ้านที่เจ้าไปช่วยเหลือก็เป็นผู้ใช้เวทระดับไม่ได้สูงมากนัก ถ้าเจ้าไปโรงเรียนเวทมนต์เจ้าจะได้เจอผู้ใช้เวทที่มีฝีมือเหมือนกับเจ้าเต็มไปหมด”

ไบรท์เปลี่ยนมาจ้องมองปู่ของตน “หมายความว่าที่ผ่านมาผมหยิ่งผยองกับพลัง และฝีมือของตนเองมากเกินไปใช่ไหม”

โยดาพยักหน้า “ข้าจะบอกอะไรให้เจ้ารู้ ระดับของพลังเวทย์นั้นมีอยู่ 5 ระดับ หลักและ 50 ระดับย่อย นั่นก็คือ”

“ระดับแรกก็คือนักเวทฝึกหัดจะมีอยู่ 10 ระดับ ซึ่งระดับนี้เป็นระดับที่เจ้ากำลังอยู่ ถ้าพูดจริงๆนักเวทย์ก็คือระดับผู้ใช้เวทเบื้องต้น ผู้ใช้เวทเบื้องต้นจำเป็นต้องรู้พื้นฐานของเวทมนตร์อย่างเช่นหากผู้สามารถใช้ธาตุลมก็ต้องรู้ว่าพื้นฐานในการลอยตัว ผู้ที่สามารถใช้เวทย์ธาตุไฟก็จะจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการควบคุมไฟการเรียกบอลไฟ”

ไบรท์พยักหน้า “เรื่องนั้นผมเข้าใจแล้ว” เขามองหน้าของปู่ของตนเองอย่างแปลกใจ  เด็กหนุ่มคิดในใจว่าทำไมปู่ของตนเองถึงได้พูดเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะว่าเรื่องที่ปู่ของเขากำลังสอนอยู่นั้นมันเป็นเรื่องพื้นฐานที่ปลูกได้สอนเขาตั้งแต่เด็ก  มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้คนที่มีฝีมือในระดับหนึ่งอย่างเขา

โยดาส่ายหน้าปฏิเสธ “จงอย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว จงฟังสิ่งที่ข้าจะพร่ำบอกให้จบเสียก่อนหลานของข้า สิ่งที่เจ้าเข้าใจมันผิดถนัด”

“หมายความว่ายังไงเหรอปู่”

ก่อนที่ชายชราจะพูด เสียงของหญิงสาวก็กล่าวขึ้น “คิดว่าตัวเองฉลาดแต่อันที่จริงก็กลับโง่งม ตอนแรกฉันก็คิดว่าน้องชายของฉันจะเป็นคนที่ฉลาดปราดเปรื่องมากกว่านี้”

ไอเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ท่าทางที่ดูไม่รีบร้อน สายตาที่จ้องมองมาอย่างดูแคลนทำให้เด็กน้อยอายุ 13 รู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด หากเขาไม่เคยแพ้พี่สาวของตนเอง เขาก็คงไม่คิดจะรับฟัง ฝีมือของไอนั้นเป็นของจริง นี่เป็นความรู้สึกที่เขารู้สึก 

ไอเดินมาจ้องมองหน้าของน้องชายที่ไม่ได้พบกันมานานแสนนาน หล่อนนำนิ้วมาจิ้มหัวของเด็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง 

“ถ้าเทียบความน่ารักแล้ว ฉันคิดว่ามาย นั้นมีความน่ารักมากกว่าแกเป็นร้อยเป็นพันเท่า ถ้าฉันเลือกได้ฉันก็อยากเอาน้องสาวของฉันไปเลี้ยง โดยที่ไม่ต้องเอาแกไปด้วย แต่ว่าถ้าทิ้งแกอยู่ที่นี่ฝีมือของแกก็คงมีแค่นี้ ถึงจะให้ปู่สอนให้แต่ว่าเวทย์มนต์ของปู่ ไม่สิถ้าจะพูดให้ถูกฉันไม่อยากให้ปู่ที่ปลดเกษียณแล้วมาสอนแกหรอก”

โยดากระแอม “ไม่ต้องพูดพาดพิงถึงข้าหรอก หากเจ้าต้องการสอนน้องของตนเองก็สอนเถอะ ส่วนข้าจะรับฟัง”

ไอมองหน้าของโยดา นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เธอไม่ได้กลับมาหาปู่ของตนเอง หากไอเป็นหลานสาวปกติหล่อนก็คงเข้าไปออดอ้อนชายชราตรงหน้า ทว่าสำหรับเธอตั้งแต่อายุห้าขวบ ไอก็ไม่เคยอ้อนย่าและปู่ของตนเองอีกเลย

“หนูไม่คิดจะมาสอนไบรท์หรอกค่ะ เพราะว่าตอนนี้ไบรท์ไม่ใช่ลูกศิษย์ของหนู แต่ว่าเป็นลูกศิษย์ของปู่ แต่ว่าหนูแค่รู้สึกขัดใจเฉย ๆ ที่น้องของหนูมีฝีมือแค่นี้”

ไอใช้สายตาปรามาสมองมายังน้องชายของตนเอง “อายุ 13 แล้ว แต่ว่ายังไปไม่ถึงระดับนักเวทฝึกหัดระดับ 4 นักเรียนที่จะเข้าโรงเรียนเวทมนตร์ส่วนใหญ่ จะมีพลังฝีมืออยู่ในระดับนักเวทฝึกหัดระดับ 7 ถึง 9 เป็นอย่างต่ำ”

คำกล่าวของไอ ทำให้เด็กหนุ่มกัดฟัน แววตาของไบรท์แดงด้วยความโกรธ “นักเวทย์ฝึกหัดระดับ 9 อย่างนั้นหรอ ถ้าผมมีฝีมือต่ำต้อยขนาดนั้นทำไมถึงสนใจพาผมไปเรียนโรงเรียนนั่นล่ะ”

เมื่อสิ้นคำถามไอก็เตรียมตัวจะกล่าว แต่เธอกับโดนโยดาเอ่ยขัด “ปกติแล้วผู้คนส่วนใหญ่จะสามารถใช้เวทย์มนต์ได้ 1 ถึง 2 ธาตุ การพัฒนาพลังเวทย์จะขึ้นอยู่กับธาตุที่สามารถใช้ได้ หากมีพลังธาตุในร่างกายเยอะการพัฒนาระดับพลังเวทย์ก็จะยิ่งช้า”

โยดาหยุดอยุ่เพียงคู่ เมื่อเขาพบว่าตอนนี้หลานของตนเองกำลังฟังอย่างตั้งใจ ชายชราจึงตัดสินใจกล่าวต่อ   “แล้วเจ้ารู้หรือเปล่าว่าเงื่อนไขสำคัญของการเลื่อนระดับนั่นคืออะไร”

ไบรท์พยักหน้า “เงื่อนไขที่สำคัญของการเลื่อนระดับจากนักเวทฝึกหัดไปเป็นผู้ใช้เวทนั่นก็คือการเข้าใจเวทมนตร์ในร่างของตนเองอย่างลึกซึ้ง เมื่อเข้าใจเวทย์มนต์แล้วก็จะสามารถเลื่อนระดับไประดับต่อไป”

โยดามีสีหน้าชื่นชม”ถูกต้อง สำหรับคนทั่วไปที่มีพลังเวทย์แค่ธาตุหรือสองธาตุในร่างกาย มันเป็นเรื่องไม่ยากที่จะเลื่อนระดับ แต่ว่ามันคนละเรื่องกับเจ้า เจ้าคือเด็กพิเศษที่นับ 100 ปีจะมีแค่หนึ่งเดียวที่เกิดมา”

สิ้นคำกล่าว ไบรท์จึงทำสีหน้างงงวย “หมายความว่ายังไง ผมก็มีแค่เวทมนต์ทอดไฟไม่ใช่เหรอ เท่าที่ผมจำได้ผมใช้ได้แค่ธาตุไฟเท่านั้น”

โยดาส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ใช่ เจ้าสามารถใช้ธาตุได้มากกว่านั้น แต่จะเป็นธาตุอะไรข้าก็ไม่สามารถบอกเจ้าได้”

ไบรท์มองปู่ของตนเองอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมถึงบอกไม่ได้ ถ้าบอกได้ผมก็”

โยดาโบกมือปฏิเสธ “เรื่องนั้นเจ้าต้องหาคนอื่นมาบอก หรือไม่ก็ต้องค้นหาเวทมนตร์ในร่างกายของเจ้าเอง อันที่จริงข้าอยากให้เจ้าค้นหาเวทมนต์ของเจ้าด้วยตนเองมากกว่า ขอโทษมนต์แค่นี้ก็ยังหาไม่เจอ เจ้าก็อย่าหวังว่าจะขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับข้า ต่อให้เจ้าอยากเหนือไปกว่านี้ก็คงทำไม่ได้”

สิ้นคำกล่าว ไบรท์ก็ไม่คิดจะกล่าวอะไรอีก เขาละสายตาออกจากโยดา ก่อนที่จะเปลี่ยนสายตามามองพี่สาวของตนเอง “เราจะไปโรงเรียนเวทมนตร์วันไหน”

ไอยิ้มอย่างถูกใจ “วันนี้ หลังจากที่แกกินข้าวเช้าแล้วพวกเราก็จะออกเดินทาง”

“เรื่องนั้นผมรู้แล้ว ผมไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ว่ามายนี่สิจะยอมไปหรือปเปล่า ตั้งแต่เล็กมายก็อยู่กับปู่และย่ามาตลอด ถึงผมจะอยู่กับน้องก็เถอะแต่ผโลกนี้ไม่ได้มีแต่เวทมนต์หรอกนะ โลกใบนี้ยังมีหลายอย่างที่จะให้แกได้เรียนรู้ ทั้งเรื่องมิตรภาพ และเรื่องอื่นๆมากมาย  ที่พี่จะอธิบายให้แกตอนนี้แต่ว่าแกก็คงไม่เข้าใจ”

ก่อนที่พี่สาวของเขาจะเทศนาต่อ เด็กน้อยก็ตัดสินใจลุกขึ้นและเบือนหน้าหนี ไบรท์เดินออกจากห้องที่เขานอนสลบอยู่โดยที่ทิ้งปู่และพี่สาวของเขาให้อยู่ด้วยกันลำพังเพียง 2 คน

หนึ่งชายชราหนึ่งหลานสาวมองจ้องกันไปกันมา ก่อที่ไอจะตัดสินใจถามปู่ของตนเอง “ไบรท์เป็นแบบนี้ตลอดเลยหรอคะปู่”

โยดาพยักหน้ารับ “ใช่ เป็นแบบนี้แหละ นิสัยเหมือนกับพ่อของมันไม่มีผิด”

ไอยิ้ม “ถึงหนูจะจำชายคนนั้นไม่ได้ แต่ว่าจากที่เคยได้ยินคนอื่นเขาเล่าลือ ชายคนนั้นได้ทำสิ่งที่ผิดบาปที่สุดของโลกนี้ นักเวทย์ 1 ใน 5 ต้องตายเพราะฝีมือของชายคนนั้น เด็กส่วนใหญ่ต้องถูกสังหาร”

โยดาโบกมือเป็นเชิงห้ามไม่ให้หลานสาวของตนกล่าวต่อ ก่อนที่ชายชราจะเปลี่ยนเรื่องคุย “เรื่องนั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว ปู่อยากจะขออะไรเจ้าอย่างหนึ่งเรื่องนี้ถ้าเป็นไปได้ ปู่ไม่อยากให้เจ้านั่นได้รับรู้ ปู่อยากจะให้มันหายไปกับอดีตแบบนี้”

ไอพยักหน้ารับ เมื่อโยดาเห็นดังนั้นชายชราจึงถามสาระทุกข์สุขดิบของไอ

 

“ว่าแต่เป็นยังไงบ้างล่ะคงจะเหนื่อยมากเลยสินะ ถ้าอยากจะร้องไห้หรืออยากจะระบายอะไรให้ตาแก่คนนี้ก็บอกได้เลย”

ไอเม้มริมฝีปาก สำหรับเธอเรื่องที่จะเข้าไปอ้อนปู่และย่ามันห่างไกลมานานหลายปี ตอนนี้หญิงสาวอายุ 20 ปี เป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้ เป็นอาจารย์ที่มีฝีมือลำดับต้นๆในโรงเรียนเวทมนต์ ต่อให้อยากจะเข้าไปร้องไห้และระบายเรื่องต่างๆให้ปู่ของตนเองได้ฟัง มันก็คงเป็นไปไม่ได้ 

แต่สำหรับชายชรา ต่อให้หลานสาวของตนเองจะมีอายุมากกว่านี้สัก 10 20 ปี มันก็มีนะเป็นอะไรได้ พอสำหรับเขาที่ลูกสาวและลูกชายต้องตาย หลานทั้ง 3 นั้นเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ นอกจากหลานสาวคนเล็กที่คอยออดอ้อน เขาก็อยากให้หลานทั้งสองมาออดอ้อนบ้าง 

“ไม่มีหรอกค่ะ หนูก็สบายดี เป็นผู้หญิงแกร่ง เหมือนย่าแอนนา”

โยดาส่ายหน้าปฏิเสธ “ถ้าเป็นไปได้ปู่ก็ไม่อยากให้แข็งแกร่งเหมือนย่าของแกหรอก ว่าแต่วันนี้จะไปสุสานไหมล่ะ”

ไอพยักหน้า “ไปค่ะ หลังจากนั้นก็จะออกเดินทางเลย รอให้เด็กนั่นร่ำลาปู่และย่า ให้เสร็จเสียก่อน”

‘แล้วอีกอย่างมันก็นานแล้วด้วยที่หนูไม่ได้ไปเยี่ยมหลุมศพของพ่อแล้วก็แม่ ถ้าเป็นไปได้หนูก็อยากให้พวกท่านทั้งสองมีชีวิตอยู่’

สีหน้าที่ดูเศร้าสร้อยทำให้ชายชราไม่คิดถามอะไรต่อ เขาตัดสินใจละสายตาออกจากหลานสาวแล้วมองฟ้าสีคราม ถ้าเป็นไปได้ชายแก่ก็อยากให้ครอบครัวของตนเองสมบูรณ์เหมือนกับครอบครัวของคนอื่น การที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะมันคงไม่มีประโยชน์ หากเป็นไปได้เขาก็อยากให้ลูกหลานของเขาเป็นคนธรรมดาของโลกนี้ 

‘ต่อให้ข้าจะเว้าวอนต่อเทพเจ้า แต่ว่ามันก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ยังไงเรื่องที่เขาไม่สามารถช่วยเหลือพ่อแม่ของพวกเจ้ามันก็คือเรื่องจริง’ 

 ชายชราตัดสินใจเดินออกจากห้องทิ้งให้หลานสาวตนเองยืนมองท้องฟ้าอยู่เพียงลำพัง 

สารบัญ / เมนูนิยาย