ชายในห้องเซิร์ฟเวอร์

-A A +A

ชายในห้องเซิร์ฟเวอร์

เมื่อตอนสมัยที่ผมได้มีโอกาสไปฝึกงานอยู่ที่สำนักงานเอกชนแห่งหนึ่ง ในช่วงนั้น ผมได้ไปฝึกอยู่ที่แผนกที่เกี่ยวกับการดูแลฐานข้อมูลของบริษัท เวลาเข้างานก็เหมือนพนักงานทั่วไป คือเข้า 8 โมง แล้วเลิกงานตอน 16:30 น.

 

ในช่วงเดือนแรก ผมก็ทำงานโดยราบรื่นไม่มีปัญหาอะไร เลิกงานตามเวลาตลอด แต่พอเข้าเดือนที่ 2 ก็มีกลับดึกบ้าง ที่กลับดึกก็ไม่ใช่เพราะงานหนักอะไร แต่ผมมัวแต่นั่งเล่นคอมอยู่บนห้องทำงานมากกว่า เพราะห้องทำงานมีแอร์ทำให้นั่งได้นาน

 

ในช่วง 18 น. ถึง 20 น. พวกพี่ๆ มักจะนั่งเล่นอยู่ชั้นล่างของอาคาร (อาคารนี้มี 2 ชั้น) ส่วนผมก็แล้วแต่วัน บางวันก็ไปนั่งคุยกับพวกพี่ๆ บางวันก็นั่งเล่มคอมอยู่ชั้น 2 คนเดียว ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูปกติดีไม่มีอะไร

 

วันที่เกิดเรื่องก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมกลับค่ำ ในวันนั้นพวกพี่ๆ เขาก็ชวนกันไปนั่งคุยกันชั้นล่างปกติ แต่ผมกำลังติดอ่านนิยายอย่างหนัก เลยขอนั่งอ่านนิยายอยู่บนห้องดีกว่า กะว่าสักทุ่มครึ่งค่อยจะเดินลงไป

 

ช่วงที่เกิดเรื่องน่าจะสักประมาณทุ่ม 1 ตอนนั้นแอร์ในห้องรู้สึกมันเย็นๆ กว่าทุกวัน อีกทั้งผมยังรู้สึกแปลกๆ มันเหมือนมีใครหรืออะไรสักอย่างอยู่ในห้องด้วย ซึ่งมันเป็นแค่ความรู้สึก แต่ก็ไม่ได้มองเห็นอะไร

 

เพราะความรู้สึกไม่ดีดังกล่าว ทำให้ผมรีบเก็บคอมเข้ากระเป๋า กะว่าเก็บเสร็จ ปิดแอร์ปิดไฟเสร็จก็จะลงไปเลย ระหว่างที่ผมกดปิดแอร์อยู่นั้น เสียงเหมือนคนขยับลังอะไรสักอย่างก็ดังออกมาจากห้องที่เอาไว้สำหรับเก็บเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ถามว่าตอนนั้นรู้สึกกลัวมั้ย ผมบอกเลยว่าก็ไม่เชิงว่ากลัว มันคล้ายความรู้สึกหวั่นๆ ระคนไปกับความไม่สบายใจเสียมากกว่า ด้วยความที่คิดว่าหากไม่เข้าไปดู แล้วถ้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์เกิดอะไรขึ้นมาก็คงไม่ดี ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปทางห้องเซิร์ฟเวอร์

 

ผมค่อยๆ ผลักประตูกระจบเข้าไป เสียงหึ่งๆ ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ชั่งฟังดูคล้ายเสียงของโลงเย็นแบบแปลกๆ ในตอนนั้นจะห้ามสมองไม่ให้คิดก็ไม่ทัน เลยยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีก ภายในห้องมองดูสลัวเพราะแสงไฟจากข้างนอกสาดส่องเข้าไป

 

ผมทำใจแข็งเดินเข้าไปดูที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์เป็นอันดับแรก เผื่อจะเกิดปัญหาอะไร ทว่าเมื่อมองดูก็ปกติดี พวกลังที่ใช้เก็บของก็ยังอยู่ที่เดิม ตอนนั้นคิดไปแล้วว่าเสียงที่ได้ยิน คงจะดังสะท้อนขึ้นมาจากชั้นล่าง เลยว่าจะเดินกลับ

 

ทันทีนั้นเอง เสียงเหมือนวัตถุหนักๆ ตกลงกระแทกพื้นก็ดังขึ้นจากทางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เพิ่งหันหลังมา ด้วยความตกใจ ผมเลยรีบหันกลับไปดูตามสัญชาตญาณ สิ่งที่เห็นถึงกลับทำให้ผมยืนจ้องด้วยความตะลึง ภาพผู้ชายคนหนึ่งนอนกลิ้งอย่างทุรนทุรายอยู่ด้านข้างเครื่องเซิร์ฟเวอร์ แขนขาสั่นกระตุกหงิกงอด้วยความทรมาน ใบหน้าบิดเบี้ยวดวงตาปลิ้นเหลือกถลนอย่างน่ากลัว จากร่างกายปกติก็ค่อยๆ กลายเป็นร่างดำเป็นตอตะโกไปทีละส่วน

 

ไม่รู้ว่าผมยืนจ้องภาพนั้นอยู่นานแค่ไหน มาได้สติอีกทีก็ตอนที่ร่างนั้นหันมาจ้องทางผม สิ่งที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือ ซากมนุษย์หงิงงอดำมะเมื่อม กลับค่อยๆ กลิ้งขลุกๆ มาหยุดอยู่จากท้าวผมห่างเพียงไม่กี่เซ็น มือแห้งสากยื่นเหยียดมาทางผม อีกไม่ถึงปลายเล็บ มืออันพิกนพิกานก็จะสัมผัสถูกท้าวผมแน่ๆ ร่างนั้นหันศีรษะขึ้นมาแสยะปากกว้าง ตาทั้งคู่ขยายออกอย่างน่ากลัว

 

ในเวลานั้นผมสติหลุดไม่สนใจอะไรอีกแล้ว แหกปากตะโกนอย่างสุดชีวิต พลางทรุดนั่งลงกับพื้นด้วยความหมดแรง รู้สึกตัวอีกที ผมก็มานอนอยู่ตรงม้ายาวที่อยู่บริเวณชั้นล่างของตึกแล้ว เมื่อเห็นผมฟื้น พี่ๆ หลายคนก็มารุมซักถามกันใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเลยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

 

พอทุกคนได้ฟังก็นั่งเงียบหน้าซีดกันไปหมด จากนั้นแต่ละคนก็พากันเร่งรีบเก็บข้าวของ แล้วชักชวนผมออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

 

จากคำบอกเล่าของพี่ๆ ทำให้ผมรู้ว่า เมื่อปีที่แล้วมีพี่พนักงานคนหนึ่งถูกไฟช็อตตายในห้องนั้น แต่เวลาผ่านมานานก็ไม่มีใครเห็นอะไร เลยไม่มีใครพูดถึงกัน เพิ่งมีผมนี่แหละ ที่ดันมาเจอของดีเข้าให้

แสดงความคิดเห็น