เพื่อน...รัก

-A A +A

เพื่อน...รัก

แจ้และโต้งเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ไม่ว่าทั้งสองคนนี้จะไปเล่นที่ไหนหรือทำอะไร ก็มักจะชักชวนกันไปเสมอ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่แจ้เกิดความคิดว่าอยากจะชวนเพื่อนๆ ไปเล่นที่สระท้ายหมู่บ้าน ซึ่งคนแรกที่แจ้ไปชวนก็คือโต้งเพื่อนรักนั่นเอง

 

“โต้งโว้ย เอ็งอยู่บ้านไหมวะโต้ง” เมื่อเด็กชายแจ้เดินทางมาถึงบ้านผู้เป็นเพื่อน เขาก็ตะโกนเรียกเสียงดังอย่างคุ้นเคยกัน

 

“เออ อยู่ๆ เอ็งมีอะไรวะแจ้ ถึงได้มาเรียกข้า นี่มันเพิ่งบ่ายนิดๆ เองนะโว้ย อีกตั้งหลายชั่วโมงก่อนที่แดดจะอ่อน ตอนนี้ยังไปเล่นที่ลานหมู่บ้านไม่ได้นะโว้ย แดดมันแรง” เมื่อได้ยินเสียงเพื่อน โต้งก็รีบตะโกนถามลงไปสุดเสียง

 

“เดี๋ยวข้าค่อยบอก เอ็งลงมาหาข้าก่อน” แจ้ไม่กล้าบอกเพื่อนว่าจะชวนกันไปเล่นที่สระท้ายหมู่บ้าน เนื่องจากผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมักสั่งห้ามเอาไว้ หากพ่อแม่ของโต้งรู้ คงไม่ได้ไปกันแน่ๆ

 

“เออๆ รอข้าสักครู่” โต้งพูด พลางรีบวิ่งลงบันไดไปหาเพื่อน

 

เมื่อแจ้เห็นเพื่อนวิ่งมาหยุดอยู่ใกล้ๆ ตน แจ้ก็รีบกระซิบถาม “ว่าแต่พ่อกับแม่เอ็งอยู่บนเรือนไหมวะไอ้โต้ง”

 

“ไม่ว่ะ พ่อกับแม่ข้าออกไปนาตั้งแต่เช้ามืดแล้ว คงค่ำๆ โน่นละ ถึงจะกลับเข้ามา” โต้งตอบ ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “แล้วเอ็งจะพาข้าไปไหน ทำไมทำท่าลับๆ ล่อๆ แบบนี้”

 

“ข้าว่าจะชวนเอ็งไปเล่นที่สระท้ายหมู่บ้านกัน” แจ้กระซิบบอก พร้อมกับมองไปรอบๆ อย่างระแวง หากใครมาได้ยินเข้าคงไม่พ้นถูกด่า

 

“จะดีเหรอวะ เอ็งก็รู้ว่าพ่อแม่ของเราทั้งสองได้ห้ามเอาไว้ ว่าไม่ให้พวกเราไปเล่นตรงนั้น” โต้งลังเล เพราะก่อนที่พ่อของเขาจะออกไปนา พ่อของเขาได้กำชับเอาไว้อย่างเด็ดขาด

 

“เอ็งจะกลัวอะไรวะ ถ้าไม่มีใครปากโป้ง รับรองไม่มีใครรู้ อีกอย่างเราก็อายุแปดขวบกันแล้ว เราไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะโว้ยโต้ง” แจ้คะยั้นคะยอเพื่อน

 

“แต่ข้าว่ามันจะไม่ดีนา” โต้งยังลังเลไม่คลาย

 

“ถ้าเอ็งไม่ไปกับข้า ข้าจะไปกับพวกไอ้จ๋องมันคนเดียวก็ได้ แต่เอ็งจำไว้เลย ถ้าเอ็งไม่ไปกับข้า เราเลิกเป็นเพื่อนกัน” แจ้ตีสีหน้าไม่พอใจใส่เพื่อน กะอีแค่ท้ายหมู่บ้าน ระยะทางก็ไม่ไกลอะไร ทำไมจะต้องกลัวนั่นนี่ไม่เข้าท่า

 

โต้งมีสีหน้าลำบากใจ แต่จะทำอย่างไรได้ หากเขาไม่ยอมไป ไอ้แจ้คงจะโกรธให้เขาอย่างที่มันว่าไว้เป็นแน่

 

“ตกลง ไปก็ไป แต่ต้องรีบกลับก่อนค่ำนะโว้ย เพราะถ้ากลับช้าแล้วพ่อแม่ข้ารู้เข้า คงไม่ได้ออกไปเล่นที่ไหนอีกนาน”

 

 

 

บริเวณสระท้ายหมู่บ้าน แจ้ โต้ง และจ๋องมากันสามคน ส่วนเด็กที่เหลือนั้นไม่กล้ามา

 

“โธ่เอ๊ย พวกนั้นมันขี้ขลาดแท้ๆ เลย ชวนมาก็ไม่มา” จ๋องเดินไปบ่นไปอย่างโมโห

 

“ช่างมันเถอะน่า อย่างน้อยๆ เราก็มีกันตั้งสามคน มาคิดว่าเราจะทำอะไรกันดีกว่า” แจ้พูดขึ้น

 

“ข้าว่าเราไปปีนเก็บมะม่วงมากักกินกันดีกว่าไหม” จ๋องเสนอขึ้น เมื่อเห็นต้นมะม่วงต้นหนึ่งอยู่ใกล้บริเวรริมสระน้ำ

 

“จะดีเหรอ เอ็งก็เห็น ว่ามันมีกิ่งบางกิ่งยื่นลงไปในสระ ถ้าเกิดเราพลาดตกลงไปจะทำยังไง” โต้งไม่เห็นด้วย

 

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ปีนระวังๆ หน่อย ก็ไม่ตกแล้ว” แจ้เห็นดีเห็นงามกับจ๋อง

 

ในเมื่อโต้งพูดอย่างไรก็ไม่เป็นผล เด็กทั้งสามคนจึงได้ปีนขึ้นไปบนต้นมะม่วงริมสระ

 

ระหว่างที่นั่งกันอยู่นั่นเอง กิ่งไม้ที่โต้งนั่งอยู่ก็ค่อยๆ อ่อนยวบลง ก่อนจะหักออกจากลำต้น นำพาเอาร่างของโต้งหล่นร่วงลงสู่ผืนน้ำที่ลึกไม่ต่ำกว่าห้าเมตร

 

ร่างของโต้งหล่นปะทะผืนน้ำจนเกิดเป็นฟองแตกกระจาย ด้วยความที่โต้งไหว้น้ำไม่เป็น เด็กชายจึงทำได้เพียงดิ้นไปมาอย่างตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก พร้อมกับร่ำร้องเรียกเพื่อนของตนให้ลงมาช่วยเหลือ

 

“ชะ...ชะ...ช่วยข้าด้วยไอ้แจ้ ไอ้จ๋อง ขะข้าจะจะจะจมน้ำแล้ว!”

 

“เอ็งฝืนใจไว้นะโว้ย อย่าจมนะโว้ย” แจ้ก็ตกใจไม่แพ้กัน เด็กชายหันมองซ้ายขวาเลิ่กลั่ก

 

“นี่ไง ลองเอากิ่งไม้ยื่นออกไปให้ไอ้โต้งจับกัน” จ๋องเหลือบมองเห็นกิ่งไม้เรียวยาวใกล้ตัว จึงนึกแผนที่จะช่วยเพื่อนขึ้นมาได้

 

“เอามานี่” แจ้รีบฉวยกิ่งไม้จากมือจ๋องไปอย่างว่องไว ก่อนจะยื่นกิ่งไม้ออกไปทางที่โต้งลอยน้ำอยู่อย่างจะจมแหล่ไม่จมแหล่

 

ทว่าเรื่องราวกลับไม่โชคดีขนาดนั้น เนื่องเพราะกิ่งไม้มีขนาดสั้นเกินไป โต้งเลยไม่สามารถคว้าจับได้ อีกทั้งการดิ้นรมของโต้ง ยังเป็นตัวเร่งให้กระแสน้ำพัดโต้งออกจากฝั่งไกลออกไปทุกขณะ

 

“พะ...พวกเอ็ง ขะข้าจะไม่ไหวแล้ว” โต้งพูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก ส่วนหนึ่งเพราะความเหนื่อย อีกส่วนหนึ่งคือน้ำที่ทะลักเข้าปาก

 

แจ้และจ๋องมองหน้ากันอย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่จ๋องจะสติหลุด แล้วตะโกนออกมา

 

“ข้าไม่เอาด้วยแล้วโว้ย ไอ้แจ้ เอ็งเป็นคนต้นคิดในการมาที่นี่ เอ็งก็หาทางแก้ไปก็แล้วกัน ข้าไม่อยู่แล้ว” จ๋องพูดจบ ก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งออกไปอย่างไม่คิดหันกลับ ปล่อยให้แจ้ยืนเคว้งอยู่เพียงลำพัง

 

“ไอ้โต้ง ไอ้โต้ง ขะข้าขอโทษ” แจ้เองก็ทนรับความกดดันเอาไว้ไม่ไหวเช่นกัน เด็กชายมองเห็นเพื่อนรักจมน้ำหายไปกับตา โดยที่ช่วยอะไรไม่ได้

 

เด็กชายประครองสติเอาไว้ไม่ไหวอีกแล้ว เขาร้องไห้ทั้งน้ำมูกน้ำตา ก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งออกไป เหลือทิ้งเอาไว้เพียงฟองน้ำ ที่เกิดจากการดิ้นรมเฮือกสุดท้ายของโต้ง

 

 

 

เวลาคล้อยผ่านไป ดวงอาทิตย์เริ่มลับลาจากขอบฟ้า อากาศในหมู่บ้านลดต่ำลง กระทั่งความมืดเริ่มกระจายตัวเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวร พ่อละแม่ของโต้งนั่งคอยลูกชายเพื่อรอกินข้าวเย็นด้วยกันมาหลายชั่วโมงแล้ว ครั้นพอผู้เป็นแม่ทนไม่ไหวอีกต่อไป เลยชักชวนผู้เป็นสามีออกตามหาลูกชาย

 

ในคราแรกแจ้และจ๋องปฏิเสธการรับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น จวบจนเด็กส่วนใหญ่พูดตรงกันว่า ก่อนที่โต้งจะหายไป แจ้และจ๋องเคยมาชวนพวกเขาไปเล่นบริเวรสระท้ายหมู่บ้าน แต่พวกเขาไม่ได้ไป ดังนั้นจึงคาดว่าโต้งน่าจะไปกับแจ้และจ๋อง

 

ในที่สุดเด็กชายทั้งสองก็ทนเก็บเรื่องราวเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นแจ้และจ๋องจึงยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง เมื่อพ่อและแม่ของโต้งได้ทราบเรื่องทั้งหมด ทั้งคู่ก็ร้องไห้เสียใจเป็นการใหญ่ ขณะที่เด็กชายทั้งสอง ถูกผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต่อว่าไปหลายนาที ทว่าด้วยความที่ยังเป็นเด็กอยู่ ดังนั้นจะว่าหนักไปก็คงช่วยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ คนทั้งหมดจึงตกลงกันไปนำศพของโต้งขึ้นมาจากน้ำ

 

สภาพศพของโต้งไม่ค่อยน่าดูมากนัก นอกจากศพจะบวมฉุเพราะน้ำทะลักเข้าทางจมูกปากแล้ว ตามหน้าตาและแขนขายังมีรอยปลากัดแทะจนมองเห็นเป็นบาดแผลเหวอะหวะช่างน่าสยองเป็นอย่างยิ่ง

 

ตลอดที่จัดงานศพของโต้ง แจ้ไม่เคยไปงานของผู้เป็นเพื่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะความเสียใจต่อเพื่อน ส่วนอีกประการก็คือความกลัว...กลัวว่าโต้งจะเคียดแค้นต่อตน เพราะจะว่าไปแล้ว หากตนไม่ดื้อด้านชักชวนจนโต้งไปที่สระท้ายหมู่บ้าน โต้งก็คงไม่ตาย มิหนำซ้ำ ถ้าเขาไม่กลัวความผิด ยอมวิ่งไปบอกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านตั้งแต่ตอนเกิดเรื่อง โต้งก็อาจยังรอดชีวิต ทว่าเพราะกลัวความผิด สุดท้ายเหตุการจึงบานปลายมาเป็นแบบนี้

 

ส่วนจ๋องนั้นคราแรกก็ว่าจะไม่ไปเช่นกัน แต่เพราะญาติผู้ใหญ่ฝ่ายจ๋องดุด่าและบังคับอย่างเข้มงวด สุดท้ายจึงยอมไปงานศพและขอขมาต่อโต้งแต่โดยดี

 

เมื่องานพิธีศพล่วงไป ทุกคนก็ช่วยกันเคลื่อนย้ายศพของโต้งนำไปไว้ที่ศาลาวัด ส่วนของแจ้นั้น ตั้งแต่พิธีศพของโต้งก็ล้มป่วยลงอย่างไม่มีสาเหตุ จึงเอาแต่นอนซมอยู่ในบ้าน

 

กลางดึกคืนนี้ลมแรงเป็นพิเศษ ดวงดาวที่คอยให้แสงริบหรี่ยามค่ำคืนไม่ได้ช่วยให้ตามถนนหนทางในหมู่บ้านสว่างขึ้นสักเท่าใด เสียงหมารอบหมู่บ้านเริ่มทยอยพรักพร้อมหอนร้องรับกันเสียงเย็นยะเยือก อากาศเย็นจัดในคืนนี้ทำให้แจ้ที่นอนป่วยอยู่รู้สึกตัวขึ้นมาจากความหนาว

 

ระหว่างที่แจ้กำลังจะกระชับผ้าห่มเพื่อเพิ่มความอบอุ่นอยู่นั่นเอง เสียงคล้ายมีใครกำลังเดินขึ้นบันไดมาอย่างช้าๆ พลันดังแทรกเสียงลมพัดใบไม้ที่นอกบ้านขึ้น

 

แจ้นอนขดตัวฟังเสียงดังกล่าวอย่างหวาดกลัว หากจะว่าผู้เป็นพ่อและแม่ก็ไม่น่าใช่ เพราะท่านทั้งสองก็เข้าห้องนอนไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ท่านทั้งสองเป็นคนที่นอนหลับสนิท ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่จะตื่นขึ้นมากลางดึกเช่นนี้

 

เสียงกลอนประตูถูกขยับเปิดอย่างช้าๆ ดังเสียดแทงเข้าไปในความรู้สึกของแจ้ เด็กชายซุกตัวเข้ากับผ้าห่มด้วยความหวาดกลัวสุดขีด กระทั่งเสียงเงียบผ่านไปหลายนาทีแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามมา แจ้จึงค่อยขยับหัวออกจากผ้าห่ม พลางคิดเข้าข้างตัวเองในใจ ว่าตนคงคิดมากเกินไป จนทำให้เกิดหูฝาดได้ยินเสียงลมจากด้านนอก เป็นเสียงคนเดินขึ้นบ้านมาในยามวิกาลเสียได้

 

ขณะที่กำลังนึกโล่งใจอยู่นั่นเอง ฉับพลันนั้นก็บังเกิดเสียงแหบเครือมากระซิบอยู่ข้างหู ด้วยระยะใกล้เป็นอันมาก ทำให้ใบหูสัมผัสได้ถึงกระแสลมปากอันเย็นยะเยือกจากเจ้าของเสียงอย่างแจ่มชัด

 

“ไอ้แจ้...มึงจำกูได้ไหม มึงจำเพื่อนคนนี้ได้หรือเปล่า”

 

ถึงแม้เสียงจะฟังดูแหบเครือระคนแววเย็นยะเยือกอยู่บ้าง แต่มีหรือที่แจ้จะจำเสียงนั้นไม่ได้...มันคือเสียงไอ้โต้งที่เพิ่งตายไปนั่นเอง เขาพยายามจะตะโกนออกไปเพื่อที่จะปลุกคนทั้งบ้านขึ้นมา แต่เสียงที่หลุดออกจากริมฝีปากมันช่างดังแผ่วเบาเหลือเกิน

 

“อะ...อะไอ้โต้ง...อะไอ้โต้ง”

 

“หึๆๆ” ผีไอ้โต้งหัวเราะห้าวทุ้ม “ใช่กูเอง...ยังดีที่มึงยังจำกูได้นะ ไอ้เพื่อนยาก”

 

วินาทีนั้นแจ้กลัวจนสติแทบหลุด มือชุ่มน้ำของผีไอ้โต้งจับหน้าของแจ้หันไปยังทางที่มันอยู่ ท่ามกลางความมืด ร่างของผีไอ้โต้งปรากฏขึ้นต่อสายตาของแจ้อย่างแจ่มชัด ศพของมันนอนราบขนานไปกับตัวของแจ้ ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจนส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ดวงตาแดงฉานของมันเหลือกถลนจ้องมองมาทางแจ้อย่างอาฆาต ลิ้นบวมจนคับปากค่อยๆ ยืดยาวเข้าใกล้แจ้มาทุกขณะ

 

“อย่า...อย่าหลอกหลอนข้าเลยไอ้โต้ง ขะขะข้ากลัวแล้ว ข้าขอ...ข้าขอโทษ ไอ้โต้ง ข้าขอโทษ” แจ้พูดออกมาฟังไม่ได้ศัพท์ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว

 

“มึงทิ้งกู! ไอ้แจ้ มึงทรยศกู!” ผีไอ้โต้งคำรามใส่ ซากศพของมันพลิกตัวคืบคลานเข้าโถมทับเด็กชาย ริมฝีปากฉีกกว้างจนเห็นฟันขาววาววับ

 

“ไม่...อย่านะอย่า...ข้ายอมแล้ว ข้ากลัวแล้ว! อย่า! อย่า!” แจ้ตะโกนห้ามอย่างสิ้นหวัง ความกลัวในจิตใจพุ่งสูงจนขีดสุด กระทั่งท้ายที่สุดสติเพียงน้อยนิดก็ดับวูบไป

 

 

 

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ท่ามกลางสติอันเลือนราง แจ้รู้สึกว่าเหมือนตัวเขากำลังนอนอยู่ในพื้นที่แคบๆ สองหูมีแต่เสียงหัวเราะซะใจของผีไอ้โต้ง พร้อมกับคำพูดของมัน

 

“มึงต้องไปกับกู! ฮ่าๆๆๆ มึงต้องไปอยู่กับกู!”

 

แจ้ดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง ทว่าคงเพราะส่วนหนึ่งพื้นที่ที่เขาอยู่มันแคบมาก อีกส่วนหนึ่งคือแรงเขามีน้อยเกินไป ดังนั้นแรงดิ้นรนของเขาจึงไม่แรงมาก จนท้ายที่สุดแจ้ก็หมดแรงลงไป แม้แต่สติของเขาก็เลือนลับดับลง

 

 

 

รุ่งเช้ามาเยือน ชาวบ้านต่างมามุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนศาลาตั้งศพกันอย่างมากมาย สีหน้าแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป บ้างมีสีหน้าหวาดกลัว บ้างก็มีสีหน้าสงสัย บ้างก็เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ทว่าที่เหมือนกันก็คือ สายตาของคนทั้งหมดกำลังจ้องมองไปยังโลงศพของโต้ง

 

เพราะในนั้น นอกจากศพของผู้ตายอย่างโต้ง...ที่นอนอยู่ข้างๆ กัน มันยังมีศพของแจ้นอนอยู่ในนั้นด้วย!