ความรัก...ของเธอและผม

-A A +A

ความรัก...ของเธอและผม

ความรัก...ของเธอและผม

 

เมื่อเดินพ้นประตูห้องเรียนออกมา ลมหนาวเป็นสิ่งแรกที่พัดมากระทบร่างกายผม ข้างหน้าและข้างหลังผม เต็มไปด้วยเพื่อนนักศึกษาชายหญิงอีกนับสามสิบคน ซึ่งต่างก็เร่งพากันเดินเรียงกันไปยังจุดที่ลิฟต์จอดอยู่

 

หลังจากที่เดินลงจากตึกคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ผมเรียนอยู่ ผมก็ก้าวท้าวเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่เร่งรีบ หากเป็นหลายๆ คน คงจะต้องรีบหลบหนีอากาศหนาวในเดือนธันวาคมกลับไปอยู่ในห้องที่อุ่นกว่าข้างนอกนี่ แต่สำหรับผม นั่นยังไม่ใช่เป้าหมายหลัก ถึงแม้ผมจะหนาวอยู่ก็ตามแต่

 

สายลมเย็นพัดมาปะทะกาย ทำให้ผมต้องกระชับเสื้อกันหนาวที่ใส่มาพลางถูมือทั้งสองข้างเพื่อเพิ่มความอบอุ่น ผมเดินไปหยุดลงตรงม้าหินตัวประจำที่ผมชอบมานั่ง ตามด้วยหยิบหนังสือนิยายที่อ่านค้างเอาไว้ออกมาอ่านต่อ

 

เสียงเปียโนแผ่วหวานดังกังวานมาตามลม ประกอบกับช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้า เป็นเหตุให้ผมวางหนังสือลงวางไว้บนโต๊ะ

 

เหตุผลที่ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพียงมาอ่านนิยายอย่างเดียวเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ผมมาอยู่ตรงนี้...คือมาฟังเสียงเปียโนของเธอ

 

ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ที่ผมได้มีโอกาสมานั่งอยู่ตรงนี้ ในวันนั้นผมแค่คิดว่า บรรยากาษตรงนี้เหมาะแก่การนั่งอ่านนิยายดีก็แค่นั้น

 

ในช่วงแรก ในตอนที่ผมได้ยินเสียงเปียโนของเธอ ผมยังรู้สึกรำคานคิดว่าเป็นสิ่งที่รบกวนจินตนาการในการอ่านของผม...ทว่าไม่รู้ยามใดที่ความเบื่อหน่ายกลายเป็นความชอบ ยิ่งฟังก็ยิ่งเพลิน ยิ่งเพลินก็ยิ่งนึกถึงใบหน้าของเธอ

 

หลังจากที่เธอซ้อมเปียโนเสร็จ เธอก็จะเดินออกมาจากห้อง ซึ่งทางที่เธอจะต้องเดินผ่านเพื่อไปจุดที่จอดรถมันต้องผ่านบริเวณที่ผมนั่งอยู่ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงได้พบเธอแทบทุกวัน

 

ในมุมมองผมเธอไม่ใช่คนสวย แต่ผมว่าเธอน่ารักมากกว่าใคร ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ที่หญิงสาวร่างบอบบาง ผิวขาวละมุน ผมยาวสลวย มาอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของผม

 

จากการที่สังเกตและได้ยินเธอพูดคุยกับเพื่อนของเธอมาหลายวัน ทำให้ผมรู้ว่า เธอเรียนอยู่ปีสามเหมือนผม เพียงแค่เธอเรียนเอกดนตรี ส่วนผมเรียนอังกฤษธุรกิจ ด้วยตึกคณะมนุษย์เป็นตึกใหญ่ ดังนั้นสาขาอะไรก็ตามที่อยู่ในคณะนี้ จึงได้เรียนอยู่ตึกเดียวกันทั้งหมด

 

เสียงเพลงคลาสสิกจากเปียโนเงียบลงได้พักใหญ่แล้ว หากเป็นปกติดังเช่นทุกวัน ตัวเธอก็คงจะเดินออกมาจากห้องแล้วผ่านจุดที่ผมนั่งไปเหมือนเคย หากแต่ระหว่างที่เธอกำลังจะเดินเลยผมไป จู่ๆ เธอก็หยุดเดินพลางเปลี่ยนทิศทางเลี้ยวมาทางโต๊ะหินอ่อนที่ผมนั่งอยู่

 

“ขอนั่งด้วยคนได้มั้ยคะ?” น้ำเสียงหวานใสเอ่ยถาม เมื่อร่างผู้เป็นเจ้าของประโยคเดินมาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ โดยขั้นเพียงโต๊ะหินอ่อนและม้านั่ง

 

“ดะ...ได้ครับ” ผมตอบออกไปอย่างประหม่า ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้อยู่ใกล้เธอขนาดนี้

 

เธอวางกระเป๋าที่สะพายมาไว้ด้านหนึ่งของม้านั่ง แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามผม หญิงสาวเปิดกระเป๋าเหมือนหาอะไรสักอย่าง ก่อนจะหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ จากที่ผมดูแล้ว คิดว่าคงเป็นหนังสือโน้ตเพลงของเธอนั่นแหละ

 

เวลาต่อจากนั้นต่างตกอยู่ในความเงียบ ผมแอบมองคนน่ารักที่นั่งอยู่ตรงข้ามสลับกับอ่านนิยายเรื่องโปรดไปเรื่อยๆ อย่างไม่เบื่อ

 

จริงๆ แล้วเวลาผมอ่านนิยาย ผมจะเป็นพวกที่โลกส่วนตัวสูงมาก ที่ที่ผมอยู่เวลาอ่านนิยายจะต้องไม่เสียงดัง อีกทั้งยังต้องอยู่คนเดียว เพราะหากมีคนอยู่ข้างๆ ผมรู้สึกเหมือนเราใส่จินตนาการลงไปได้ไม่เต็มที่

 

...แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นข้อยกเว้น เพราะตั้งแต่ผมได้มานั่งฟังเสียงเปียโนของเธอ ได้มองเธอเดินผ่านไปผ่านมาในจุดที่ผมมองดูอยู่ ยิ่งโดยเฉพาะมีเธอมานั่งอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ ผมกลับไม่รู้สึกรำคานหรือเบื่อหน่ายเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับผม

 

เวลาเกือบสองชั่วโมง ที่เรานั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้พูดคุยอะไรเลย ผมก็อ่านนิยายของผม ส่วนเธอก็นั่งดูหนังสือโน้ตเพลงของเธอไปเงียบๆ ไม่มีใครทำลายสมาธิของใคร

 

ผิดหรือเปล่า ที่ในความรู้สึกของผมตอนนี้มันบอกว่า ระหว่างเธอกับผม มันมีอะไรที่ไปด้วยกันได้...

 

เป็นเวลาเกือบอาทิตย์ ที่ผมและเธอมีกิจกรรมร่วมกันซ้ำๆ นับตั้งแต่วันที่เธอมาขอนั่งกับผม...นั่นก็คือ ทุกเย็น หากช่วงนั้นเราไม่มีเรียน ผมและเธอก็มักจะมานั่งที่เดียวกันเสมอๆ แน่นอนว่า ผมยังมานั่งฟังเปียโนของเธอก่อนทุกครั้ง พอเธอซ้อมเสร็จ เราสองคนค่อยมานั่งอ่านหนังสือด้วยกัน

 

วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง...ที่ผมได้นั่งอยู่กับเธอ

 

“เจอกันบ่อยดีเนอะ?” เธอเป็นฝ่ายชวนคุยขึ้นก่อน หลังจากที่เรานั่งอยู่ด้วยกันแบบเงียบๆ มาตั้งแต่วันแรกที่นั่งด้วยกัน

 

“อื้ม นั่นสิ เธอเล่นเปียโนเพราะดีนะ” ผมพูดกับเธอเขินๆ...ก็ใครจะห้ามไม่ให้เขินได้ อยู่ใกล้กับคนที่ตัวเองแอบชอบขนาดนี้

 

“จริงดิ มิน่าล่ะ เห็นมานั่งฟังทุกทีเลย” เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้มละไม ซึ่งมันเป็นรอยยิ้มที่ผมเห็นแล้ว คิดว่าน่ามองที่สุด

 

“กะ...ก็” ผมทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะว่าอะไรดี “เราชอบมานั่งอ่านนิยายแถวนี้ แล้วก็ได้ยินเสียงเปียโนที่เธอเล่นพอดี ก็เลยฟังไง” ก็รู้ ว่าคำพูดของผมมันอาจจะดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ แต่ก็ดีกว่านั่งเขินเงียบๆ ละนะ

 

“อ๋อ” เธอมองหน้าผมยิ้มๆ “แล้วนายชื่ออะไรเหรอ เจอกันออกบ่อย แต่ยังไม่รู้ชื่อเลยเนี่ย?” หญิงสาวถาม

 

“เราชื่อวิน” ผมตอบ “แล้วเธอชื่ออะไร?”

 

“มาย” เธอบอกชื่อตัวเอง “นายชอบอ่านนิยายเหรอ เห็นถือมาอ่านทุกวันเลย?”

 

...ชื่อน่ารักดี ผมคิด

 

“ใช่” ผมตอบ แล้วอธิบาย “เราชอบอ่านนิยายมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ว่าแต่เธอเล่นเปียโนมานานแล้วหรือยัง ฟังแล้ว เล่นเพราะมากเลยนะ?”

 

เธอพยักหน้า “เราก็เล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเหมือนกัน” หญิงสาวยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาดู “อุ้ย นี่ก็ค่ำมากแล้ว เรากลับหอก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยเจอกันเนอะ”

 

“อื้ม” ผมรับคำอย่างว่าง่าย ในความรู้สึกผม เหมือนเวลามันเพิ่งจะผ่านไปแป๊บเดียวเอง

 

“งั้นเราไปละ นายก็อย่ากลับค่ำมากนะ แถวนี้ยุงยิ่งเยอะอยู่ด้วย” เธอพูด พลางเริ่มเก็บของใส่กระเป๋า

 

“โอเค เราก็จะกลับแล้วเหมือนกัน” ผมตอบ แล้วเก็บหนังสือเข้ากระเป๋าไม่ต่างกัน

 

นับตั้งแต่วันที่เราเริ่มคุยกันมากขึ้น ผมและเธอก็ยังพบกันแทบทุกวัน เราสองคนคุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องความชอบ เรื่องนิสัยส่วนตัว รวมไปถึงเรื่องทั่วๆ ไป

 

กระทั่งวันที่ผมคิดว่า ความสัมพันธุ์ของผมและมายสมควรที่จะก้าวหน้าไปกว่านี้ได้แล้ว วันนั้น ก่อนที่ผมจะไปรอเธอที่โต๊ะหินอ่อนที่ประจำ ผมก็ได้ไปซื้อช่อกุหลาบสีชมพูเตรียมเอาไว้

 

ระหว่างที่ผมกำลังเดินไปตามทางที่คุ้นเคย สายตาของผมก็มองไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินลงมาจากตัวตึกเรียนของคณะ ผมจะดีใจมาก หากเธอคนนั้น...ไม่ใช่มาย

 

หญิงสาวคนที่ผมคุ้นหน้า เดินเกาะแขนไปกับผู้ชายที่ผมไม่คุ้นหน้าด้วยท่าทีสนิทสนม คนทั้งคู่มองไม่เห็นผม เนื่องจากมีศาลาเล็กๆ บังอยู่ ประกอบกับระยะที่ผมอยู่ก็ค่อนข้างไกลพอสมควร ดังนั้นถ้าไม่ตั้งใจสังเกตจริงๆ คงไม่เห็น

 

มายกับชายคนนั้นขึ้นรถไปด้วยกันพักใหญ่แล้ว ทว่าผมยังยืนซึมอยู่ที่เดิม...ยืนอยู่โดยที่หัวสมองว่างเปล่า คิดอะไรไม่ออก ความรู้สึกตอนนี้มันมึนชาไปหมด

 

‘อกหัก...ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม’ นี่คือสิ่งที่สมองนึกได้ในนาทีต่อมา ความหมายของคำชัดเจน แต่สมองไม่ค่อยอยากจะรับรู้ ตรงขมับรู้สึกปวดหนึบ ราวกับเดินปะทะชนอะไรสักอย่าง สองขาแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น

 

สัมผัสเบาๆ ที่ไหล่ขวาทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว ยิ่งเสียงที่เอ่ยถามจากด้านหลัง ทำให้สมองมึนงงไปหมด รีบหันขวับไปดูอย่างไม่ค่อยจะเชื่อหูของตัวเอง

 

“นี่! เป็นไร หน้านายซีดมากเลยนะ ไม่สบายหรือเปล่าเนี่ย?” น้ำเสียงที่ได้ยิน ฟังดูก็รู้ ว่าแฝงความกังวลเอาไว้มากแค่ไหน

 

“มาย!?” ผมเอ่ยชื่อของคนที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังไม่ห่างออกไปมากนัก อย่างทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกหลายอย่างตีกันมั่วไปหมด นี่มาย...มายจริงๆ มายจริงๆ ด้วย!

 

ผมหมุนตัวกลับไปหาเธออย่างรวดเร็ว ก่อนจะจับมือเธอมาแนบแก้มเอาไว้อย่างดีใจ ใจจริงอยากจะดึงคนตรงหน้าเข้ามากอดด้วยซ้ำ แต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้ ทั้งในเรื่องความเหมาะสมต่อสถานที่ หรือเรื่องสถานะระหว่างผมกับมาย

 

“แล้วผู้ชายคนนั้นล่ะ?” ผมเผลอหลุดปากถามออกไป

 

“อ๋อ” หญิงสาวถอนหายใจ เธอเริ่มยิ้ม พลางมองหน้าผม “เข้าใจผิดอยู่แน่ๆ เลยใช่มั้ยเนี่ย?” น้ำเสียงมายมีแววแจ่มใสขึ้นดังที่เคยเป็น “นั่นพี่ชายเราเองแหละ พอเห็นแล้วก็คิดเองเออเอง ไม่ถามเราสักคำ เบอร์ก็ให้ไปแล้ว ทำไมไม่โทถาม คนอะไรก็ไม่รู้”

 

“พี่ชาย?” ผมเอ่ยพร้อมกับทำความเข้าใจ

 

“ก็ใช่น่ะสิ ไอ้เราเห็นยืนอยู่หน้าซีดๆ นึกว่าไม่สบาย เลยบอกให้พี่วัฒน์จอดรถก่อน แล้วรีบลงมาดู ที่ไหนได้ดันมีคนคิดเองเออเอง กำลังเข้าใจผิดซะงั้น” เธอบ่นด้วยสีหน้าขำๆ “ว่าแต่ดอกกุหลาบเนี่ย จะเอามาให้ใครเหรอ?” หญิงสาวถามพรางเริ่มขมวดคิ้ว

 

“ก็ให้มายนั่นแหละ” ผมตอบ ก่อนจะยื่นช่อดอกกุหลาบไปให้ “คือว่า...เอ่อ...เราอยากจะขอมายเป็นแฟนน่ะ” ผมกลั้นใจบอกออกไป

 

“เหรอ!” เธอเอ่ยเสียงสดใส คิ้วที่เริ่มขมวดคลายออกทีละนิด หญิงสาวรับเอาช่อดอกไม้มาถือเอาไว้อย่างทะนุถนอม

 

“คือ...แล้วเรื่องเป็นแฟน มายว่าไงเหรอ?” ผมเอ่ยถาม ทั้งที่กลัวคำตอบอยู่เหมือนกัน

 

“ไม่บอก” เธอตอบยิ้มๆ “แต่ดอกไม้ ให้เค้าแล้ว ไม่คืนนะ”

 

ถึงเธอจะไม่บอกตรงๆ แต่การกระทำของเธอก็ทำให้ผมรู้...ว่าใจผมและเธอตรงกัน เราสองคนยืนพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ กระทั่งมีเสียงแตรรถดังมาเป็นเชิงเร่ง มายจึงชวนผมไปกินข้าวกับพี่ชายเธอ ถึงผมจะกล้าๆ กลัวๆ พี่ชายเธออยู่บ้าง แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว...ผมจะไม่ยอมแพ้แน่นอน

แสดงความคิดเห็น