[Short story] [Cakeverse AU] เค้กชิ้นนี้… ของฉัน!

-A A +A

[Short story] [Cakeverse AU] เค้กชิ้นนี้… ของฉัน!

หมวดเรื่องสั้น: 

 

 

สวัสดีครับ ผมชื่อไวซ์ แกรนเซนิค เรียกไวซ์เฉยๆ ก็ได้นะครับ

 

ผมเป็นนักศึกษาเฟรชชี่ แน่นอนคุณผู้อ่านคงเดาได้ไม่ยากว่าผมอยู่ปีไหน และวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเทิม ผมเดินออกมาจากห้องเรียนอย่างมึนๆ ไม่รู้จักใครเลย คนในห้องก็เยอะแยะไปหมด แถมตอนนี้ยังเป็นเวลาเที่ยงวันแล้วด้วย ผมจึงเดินลงไปยังโรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัยทันทีเพื่อหาข้าวกิน

 

ร้านขายกับข้าวทุกร้านแน่นขนัดไปด้วยผู้คน แต่เนื่องจากว่าผมมีเรียนตอนบ่ายด้วยจึงต้องเข้าไปยืนต่อคิวกับคนพวกนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนขายตักกับข้าวใส่จานตามรายการที่สั่ง กลิ่นกับข้าวหอมฟุ้งแตะจมูกทำให้น้ำย่อยในกระเพาะของผมทำงาน เมื่อได้กับข้าวที่สั่งไว้แล้วก็ไปหาที่นั่งกินทันที

 

เมื่อลิ้นสัมผัสกับข้าวสวยร้อนๆ ผมก็ต้องทำหน้าเหยเกทันที เพราะตั้งแต่เกิดมา ไม่ว่าจะกินอะไรก็ตาม ผมไม่สามารถรับรู้รสชาติแสนอร่อยของอาหารได้เลย ทุกอย่างจืดชืดไปหมด แม้แต่น้ำอัดลมหรือน้ำหวานๆ อย่างอื่นผมก็ไม่รู้รสชาติของมันทั้งนั้น เวลากินข้าวทีไร ผมจึงได้แต่คิดว่า กินๆ ไปเพื่อไม่ให้หิวตายเท่านั้น

 

เรียกได้ว่า อาหารที่กินเข้าไปนั้น กินเพื่ออยู่อย่างแท้จริง

 

บางทีผมก็นึกอิจฉาเพื่อนๆ หรือคนอื่นๆ ที่กินอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อย ตรงข้ามกับผมอย่างสิ้นเชิง

 

เกิดมาจนเพิ่งผ่านวันเกิดครบอายุ 19 ไปได้ไม่นาน ผมก็ยังไม่รู้เลยว่า ความอร่อยนั้นเป็นอย่างไร

 

ผมเดินออกมาจากโรงอาหาร กำลังเดินไปห้องน้ำเพื่อทำธุระ พลันจมูกก็ได้กลิ่นหอมหวานของอะไรบางอย่าง พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น

 

เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นร่างของผู้ชายสองคนกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ บริเวณนั้นเป็นมุมอับไม่ค่อยมีคนเดินผ่านเท่าไรนัก กลิ่นหอมหวานของช็อกโกแลตลอยตามลมมาเข้าจมูกทั้งๆ ที่ผมสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า ใช่แล้วละครับ คุณผู้อ่านคงจะเดาได้ว่าผมเป็นฟอร์ค กลิ่นของคนที่เป็นเค้กสามารถปลุกสัญชาตญาณความหิวกระหายของฟอร์คอย่างพวกเราให้ตื่นขึ้นมาได้ และถ้าความหิวกระหายนั้นพลุ่งพล่านถึงขีดสุดจนทำให้ผมทนไม่ได้อีกต่อไปละก็ ผมอาจจะพุ่งเข้าไปขย้ำคอผู้ที่เป็นเค้กให้ตายได้

 

และภาพของสองคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่ตรงหน้านั้นก็ทำให้สัญชาตญาณดิบของผมถูกปลุกให้ตื่นขึ้นทีละน้อย ชายร่างเล็กพยายามสะบัดแขนที่มีรอยกัดให้หลุดจากผู้ชายอีกคนซึ่งผมเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นฟอร์คที่หิวกระหายแน่ๆ เลือดไหลลงมาเป็นทางเปรอะแขนเสื้อสีขาว แต่ผู้ชายคนนั้นก็อาศัยความที่ตัวใหญ่กว่า แรงเยอะมากกว่า รวบตัวของเค้กคนนั้นเอาไว้ เสียงของคนที่ถูกจับร้องด้วยความเจ็บปวด ผมมองตามก็เห็นว่าที่หัวไหล่ของเขาถูกฟันคมๆ กัด เสื้อสีขาวนั้นถูกกระชากจนขาดเป็นรูใหญ่ เลือดแดงฉานไหลลงมาเป็นทาง ริมฝีปากของฟอร์คที่หิวกระหายคนนั้นเลียเลือดที่หัวไหล่นั้นด้วยความหิวโหย กลิ่นหอมหวานของช็อกโกแลตทำให้ใจของผมปั่นป่วน อยากลองชิมอยากลองชิมบ้างสักครั้ง

 

แต่อีกใจหนึ่งก็ร้องบอกกับผมว่า ปล่อยเขาไว้แบบนี้ไม่ได้ เราต้องทำอะไรสักอย่าง ให้ไอ้ฟอร์คนั้นหยุดกินเขาสักที

 

นี่มันไม่ใช่การกินธรรมดา แต่นี่มันคือการทำร้ายกันชัดๆ ถ้าไม่รีบทำอะไรสักอย่าง เค้กช็อกโกแลตคนนั้นต้องไม่เหลือซากแน่ๆ

 

ถึงผมจะเป็นฟอร์ค แต่ผมก็ยังเป็นฟอร์คที่มีหัวใจ ไม่ได้ต้องการให้คนเป็นเค้กต้องตายเพราะความตะกละตะกลามของพวกฟอร์คเลวๆ แบบนั้น

 

เมื่อคิดได้ ผมจึงกระโจนออกจากที่ซ่อน เดินเข้าไปหาทั้งสองคนที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ ผู้ชายที่เป็นฟอร์คเลียริมฝีปากอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันมายิ้มให้

 

“นายก็เป็นฟอร์คเหมือนกันนี่”

 

“คุณรู้ได้ไงครับ?

 

“หน้านายมันฟ้อง” เขาตอบ ก่อนจะพูดเชิญชวนว่า “อยากลองชิมบ้างไหมล่ะ? เจ้านั่นรสชาติไม่เลวนะ”

 

ผมหันไปมองคนที่ล้มอยู่บนพื้น เลือดที่หัวไหล่ยังคงไหลอยู่ กลิ่นหอมหวานของช็อกโกแลตทำให้สติที่เริ่มจะกลับเข้าที่แล้วกระเจิงไปอีกครั้ง คนบนพื้นหันมามองผมด้วยสายตาเว้าวอน

 

“ช่วยด้วยช่วยผมด้วย” เสียงแหบพร่าเอ่ยขอความช่วยเหลือ ผมพยายามควบคุมสติของตัวเองไม่ให้ลงไปกัดซ้ำที่บาดแผลตรงหัวไหล่นั้น แม้ว่ากลิ่นช็อกโกแลตนั่นจะยั่วน้ำลายขนาดไหนก็ตาม และยังไม่ทันที่ผมจะทำอะไร เสียงอึกทึกก็ดังขึ้น มันเริ่มเข้ามาใกล้บริเวณที่พวกเราอยู่ทุกที

 

ไม่นาน คนที่เข้ามาก็จับแยกฟอร์คคนนั้นออกไปทันที คนเจ็บถูกหามออกไปจากตรงนั้น คาดว่าน่าจะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูอาการ พร้อมกับเสียงก่นด่าฟอร์คคนนั้นดังมาไม่หยุด และผมที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็พลอยโดนหางเลขไปด้วยทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเขาเลยสักนิด

 

ทั้งเค้กและคนธรรมดาต่างก็หวาดกลัวพวกเรา จนทุกวันนี้ เวลาจะออกไปไหนผมจึงต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อไม่ให้กลิ่นของพวกเค้กที่หอมหวานชวนชิมทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ มีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่กลิ่นของพวกเค้กที่อยู่รวมกันหลายๆ คนทำให้ผมถึงกับตาลาย แล้วต้องรีบออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็วก่อนที่จะพุ่งเข้าไปกัดใครสักคนจนได้แผล

 

เวลาผ่านไปเกือบอาทิตย์ ตอนนี้ผมได้รู้จักเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เราสนิทกันได้อย่างรวดเร็วเพราะรสนิยมคล้ายกัน เขาเป็นคนสบายๆ อยู่ง่ายกินง่าย แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมตกใจก็คือ กลิ่นหอมๆ จากตัวของเขา

 

มันเป็นกลิ่นเปรี้ยวอมหวานของส้มที่เข้ากันได้ดีกับครีมสด ใช่แล้ว เค้กส้มนั่นเอง

 

เพื่อนของผมคนนี้เป็นเค้ก!

 

“นี่ ลาโต้” ผมเรียกชื่อคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ผู้ถูกเรียกหันมามองก่อนเอ่ย

 

“ว่าไง? อยากไปหาของหวานกินอีกเหรอ?

 

“เปล่าซะหน่อย ไอ้บ้านี่ นายก็รู้ว่าฉันกินอะไรก็ไม่อร่อย ถึงจมูกจะได้กลิ่นแต่ลิ้นฉันไม่รับรสเลยนะเว้ย”

 

เพื่อนของผมคนนี้ชื่อ เจลาโต้ ฟินีโน่ แต่เจ้าตัวชอบให้ผมเรียกว่า ลาโต้มากกว่า ผมจึงได้แต่พยักหน้ารับและเรียกมันแบบนี้เรื่อยมา และด้วยความที่เราเข้ากันได้ดีในแทบทุกเรื่อง ผมจึงไม่ลังเลที่จะพยายามบอกเขาเรื่องที่ผมเป็นฟอร์ค แต่ในเมื่อพูดออกมาตรงๆ ไม่ได้ ก็ต้องพยายามบอกด้วยวิธีแบบนี้ละครับ

 

“อ้าว แย่หน่อยนะ แต่ยังไงนายก็ควรจะกินอะไรสักหน่อย นี่ก็เย็นแล้ว อย่าลืมสิว่าเรามีงานคู่ที่ต้องทำด้วยกันอีก งั้นวันนี้ฉันขอไปทำงานที่ห้องนายได้หรือเปล่า?” แทนที่มันจะตกใจ กลับเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย

 

“เออก็ได้ ถ้านายไม่พูดเรื่องงานฉันก็คงลืมไปแล้ว ห้องนายกับห้องฉันก็อยู่ใกล้กันด้วย งั้นเราไปกินข้าวร้านพาสต้าใกล้หอดีไหม?

 

เจลาโต้พยักหน้าเป็นคำตอบ พวกเราสองคนเดินออกมาจากมหาวิทยาลัย ผมยังคงใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าเช่นเคย ด้วยความที่ประสาทสัมผัสที่มีต่อพวกเค้กนั้นค่อนข้างจะไว การใส่หน้ากากเป็นทางเดียวที่พอจะช่วยกลบกลิ่นหอมๆ ยั่วน้ำลายนั้นได้บ้าง แม้สักนิดก็ยังดีกว่าไม่ช่วยอะไรเลย ระหว่างทางเดิน ผมมักจะผ่านถนนที่มีผู้คนจำนวนมาก และกลิ่นของเค้กหลายๆ คนก็มักจะลอยเข้าจมูกมาทักทายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอมหวานของคาราเมล กลิ่นสดชื่นของเลมอน หรือกลิ่นไวน์องุ่นก็ยังมี แน่นอนเมื่อมีเค้กหลายคนมารวมกันเยอะๆ สัญชาตญาณดิบของพวกฟอร์คอย่างผมก็เริ่มทำงาน ผมกวาดสายตามองถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้าของเพื่อนสนิท เจลาโต้ยกมือขึ้นมาตรงหน้า กลิ่นของเค้กส้มแสนสดชื่นลอยอยู่ที่จมูก ผมชะงักเล็กน้อย นึกสงสัยว่าเขาจะทำอะไรกันแน่

 

“ทนอีกหน่อยนะ เดี๋ยวก็ไฟเขียวแล้ว ท่าทางนายดูไม่ค่อยดีนะ หิวมากเหรอ?” คำถามแสนห่วงใยที่ส่งมากับมือเรียวที่อยู่ตรงหน้าทำให้ผมได้สติ กลิ่นเค้กที่ตีกันมั่วไปหมดถูกกลบจนมิดด้วยกลิ่นเค้กส้มของเจลาโต้ ผมรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย และเผลอคิดว่า บางที การมีเพื่อนสนิทที่เป็นเค้กอาจจะพอช่วยไม่ให้ผมสูญเสียการควบคุมตัวเองและอาจไปกินเค้กคนอื่นได้ เหมือนกับคราวที่ผมบังเอิญไปเจอการกินกันแบบไม่สนสี่สนแปดที่ริมกำแพงเมื่อวันแรก ถ้าเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นโดยที่ผมเป็นคนทำ ผมคงไม่ให้อภัยตัวเองแน่ๆ

 

“ไฟเขียวแล้ว ไวซ์ พวกเรารีบออกจากตรงนี้กันเถอะ”

 

พวกเราสองคนมาถึงร้านพาสต้าในเวลาไม่นาน เมื่อหาเก้าอี้ได้ ผมก็เดินเข้าไปนั่งทันที พนักงานหยิบเมนูยื่นมาตรงหน้า ผมกวาดตามองเมนู เมื่อเห็นคาโบนาร่าก็สั่งมากินทันทีแบบไม่ต้องคิด

 

“นายชอบอะไรเลี่ยนๆ แบบนี้เหรอ? ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลย” เจลาโต้ชวนคุย พนักงานเดินออกไปแล้ว นั่งรออีกสักพักอาหารที่สั่งก็คงจะมาเสิร์ฟ

 

“เปล่า” ผมตอบ “ฉันแค่กินเพื่อไม่ให้หิวตายแค่นั้นแหละ”

 

“เฮ่อ” เจลาโต้ถอนใจ “แล้วที่นายทำท่าแปลกๆ ที่ถนนเมื่อตอนนั้น ไม่ใช่ว่านายหิวหรอกเหรอ?

 

ผมชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนเพื่อนผมคนนี้จะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าที่เขาพูดมาเมื่อกี้น่ะเป็นความจริง ใช่แล้ว ผมก็รู้สึกหิวข้าวขึ้นมาเหมือนกัน

 

“ไม่ปฏิเสธแสดงว่าใช่” เจลาโต้ยังคงพูดต่อไป “งั้นถ้ากินเสร็จเดี๋ยวพาไปต่อของหวาน นายอยากกินอะไรล่ะ?

 

ผมฉวยมือของคนที่นั่งตรงข้ามขึ้นมา กลิ่นเค้กส้มนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกว่าหอมที่สุดในตอนนี้

 

มันหอมและทำให้รู้สึกอยากกินมากกว่าพวกเค้กคนอื่นที่เคยได้กลิ่นมาหลายเท่านัก

 

เค้กแต่ละคนมีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ผมเคยสูญเสียการควบคุมตนเองจนเผลอไปกัดเค้กคนหนึ่งเข้า จำได้ว่าเขามีกลิ่นโกโก้ที่ค่อนข้างอร่อยถูกใจทีเดียว แต่เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาได้ก็เห็นว่าการกินครั้งนั้นเป็นการกินที่ค่อนข้างจะเลยเถิดไปสักหน่อย เพื่อนสนิทของเขาเข้ามาทำร้ายผมจนบาดเจ็บ และตั้งแต่นั้นมาเวลาเจอเค้กที่ถูกใจ ผมจึงต้องพยายามควบคุมตัวเองให้ดี ไม่ให้ไปทำร้ายคนอื่นแบบครั้งนั้นอีกเด็ดขาด

 

“ว่าไง อยากกินอะไร?” เจลาโต้เอ่ยถาม ผมปล่อยมือของเขาให้เป็นอิสระ อาหารที่สั่งไว้มาเสิร์ฟแล้ว ผมจึงก้มหน้าจัดการคาโบนาร่าไปเงียบๆ ความรู้สึกเหมือนเคี้ยวเส้นนิ่มๆ กับน้ำซอสเหลวๆ พอจะทำให้สติที่กระเจิดกระเจิงเมื่อครู่กลับเข้าที่เข้าทาง เจลาโต้ม้วนเส้นพาสต้าเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ผมได้แต่มองด้วยความอิจฉา นึกอยากให้ลิ้นของตัวเองรับรสชาติได้ขึ้นมาทันที

 

คาโบนาร่าที่อยู่ในชามนั้นหมดเกลี้ยงแม้ว่าผมจะไม่รู้รสชาติเลยก็ตาม พวกเราเดินออกไปจ่ายเงินแล้วมุ่งหน้ากลับหอทันที ขนมหวานที่คุยกันเอาไว้เป็นอันต้องล้มเลิกไปเพราะผมรู้สึกอิ่มมากจนไม่สามารถยัดอะไรเข้าไปได้อีก

 

พวกเราเดินกลับเข้าหอ เจลาโต้ขอกลับไปเปลี่ยนชุดที่ห้องสักพัก ไม่นานจะกลับมา ด้วยความที่ห้องของพวกเราอยู่ห่างกันไม่มากจึงเดินไปมาหาสู่กันได้สะดวก ผมเปิดประตูห้องเข้าไป กลิ่นที่คุ้นเคยกับพื้นเย็นๆ ทำให้หายเหนื่อยขึ้นมาได้บ้าง ผมถอดชุดที่ใส่อยู่แล้วโยนมันลงตะกร้าทันที หาชุดลำลองที่ใส่สบายมาสวม เอางานที่ได้รับออกมานั่งรอเพื่อนสนิท ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

 

“รอนานไหม?” เมื่อเปิดประตูออกไปก็เห็นเพื่อนสนิทยืนอยู่หน้าห้อง ผมชวนเขาให้เข้ามาข้างใน เจลาโต้ถืออุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงานนี้เข้ามาด้วย ผมรับของบางส่วนมาถือไว้ โต๊ะเขียนหนังสือกว้างพอสำหรับนั่งได้สองคนพอดี

 

เมื่ออยู่ใกล้กันแบบนี้ กลิ่นเค้กส้มจากตัวของเพื่อนสนิทก็ยิ่งหอมมากขึ้นไปอีก ผมรู้สึกว่ากลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่หอมมากกว่าเค้กคนอื่นที่ผมเคยได้กลิ่นมาเลย ความอยากลิ้มลองที่เคยคิดว่าหายไปแล้วบัดนี้กลับตีตื้นขึ้นมาในอก หน้ากากอนามัยก็ทิ้งไปแล้ว ถ้าเอามาใส่ตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ผมจึงได้แต่บอกให้เจลาโต้ขยับออกไปให้ห่างๆ ผมสักหน่อย ทีแรกเขาไม่ยอม แต่เมื่อผมบอกให้ขยับออกไป ไม่งั้นจะไม่ทำงานด้วยเขาก็ยอมจนได้

 

พวกเรานั่งทำงานด้วยกันเงียบๆ จนเมื่อเจลาโต้เอาคัตเตอร์ออกมาตัดกระดาษ ผมก็เขียนส่วนอื่นไปจนเสร็จพอดี

 

“โอ๊ย!” เสียงร้องของเพื่อนสนิททำให้ผมชะงัก ปากกาที่ถืออยู่หลุดมือลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนโต๊ะ เมื่อหันไปมองก็เห็นว่าที่นิ้วมือของเจลาโต้มีรอยคัตเตอร์กรีดเป็นทาง เลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย

 

“เป็นอะไรหรือเปล่า!?” ผมถาม ลุกออกไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมาเตรียมเอาไว้ เจลาโต้ส่ายหน้า

 

“ลาโต้ เมื่อกี้นายเหม่อ” ผมขัดหลังจากเห็นเขาหันไปจะหยิบคัตเตอร์ออกมาตัดกระดาษต่อ “หยุดก่อน เอามือนายมาหน่อย”

 

เจลาโต้ยื่นมือที่มีรอยแผลนั้นให้ผม เมื่อก้มลงดูใกล้ๆ ผมก็ได้กลิ่นส้มชัดเจน ความหิวกระหายที่มีอยู่แล้วพลุ่งขึ้นมาอีกครั้ง ผมจับมือของเขาขึ้นมาจรดที่ริมฝีปาก ก่อนจะกัดเข้าที่รอยแผลนั้นอย่างรวดเร็ว

 

“นะนายจะทำอะไร?” เจลาโต้ร้องด้วยความตกใจ ผมดูดเลือดที่ไหลซึมนั้นช้าๆ รสชาติเปรี้ยวอมหวานของส้มกับกลิ่นของครีมสดหอมๆ ทำให้ลิ้นที่คิดว่าคงจะไม่รับรสอะไรอีกแล้วตอบสนองต่อรสชาติอีกครั้ง ผมดูดเลือดที่ไหลต่อไปเรื่อยๆ กลิ่นหอมเย้ายวนของเค้กส้มจากเจลาโต้ทำให้สติของผมเริ่มหลุดลอย จากนิ้วมือก็เลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงแขน แต่ก่อนที่ผมจะทันได้เอาริมฝีปากไปแนบที่แขนของเขา เจลาโต้ก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ กระชากมือที่ผมกำลังกัดอยู่ออกไป กลิ่นเลือดหอมหวานยังติดอยู่ที่ริมฝีปากของผม เมื่อเจลาโต้ลุกขึ้นกะทันหัน ผมก็เริ่มรู้สึกตัว ผมมองเขาที่ยืนอยู่ข้างหลังอย่างรู้สึกผิด

 

“ฉันเข้าใจละ ความจริงมันเป็นแบบนี้นี่เอง” คำพูดของเพื่อนสนิทเรียกสติของผมให้หันกลับไปมองเขา เจลาโต้นั่งอยู่บนเตียงของผม เขาใช้มือตบที่ว่างข้างๆ ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปนั่งข้างเขา มือข้างขวาของเพื่อนสนิทเต็มไปด้วยเลือดและน้ำลายเปียกชุ่ม

 

“นะนายไม่โกรธเหรอ?” ผมถาม ยังรู้สึกผิดไม่หายที่กินเขาไปเมื่อกี้

 

“ไม่เป็นไรหรอก นายไม่ต้องคิดมาก” ผมยังคงไม่เข้าใจกับคำพูดของเขา เจลาโต้พูดขึ้นเบาๆ ว่า

 

“ทีแรกฉันก็ยังไม่เข้าใจตอนที่นายบอกว่ากินอะไรก็ไม่รู้รสชาติเลย แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วละ”

 

“หมายความว่ายังไงที่นายบอกว่าเข้าใจแล้ว?

 

“ฉันเคยโดนพวกฟอร์คหลายคนตามล่า แต่ฉันก็หนีมาได้” ผมตกใจที่จู่ๆ เพื่อนสนิทก็เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา

 

“แล้วทำไมนายไม่บอกฉัน!” เสียงของผมดังขึ้นเล็กน้อยเมื่อพูดประโยคนั้น

 

“เพราะฉันรู้ว่า ยังไงนายก็จะไม่ทำร้ายฉันเหมือนพวกฟอร์คคนอื่นไงล่ะ”

 

“แต่วันนี้ ฉันเผลอกินนายเข้าไปแล้วนะ ทำไมนายถึงไม่โกรธ ไม่ตกใจเท่าไหร่เลยล่ะ?

 

“ไวซ์ นายเป็นเพื่อนฉัน แล้วฉันก็เป็นเพื่อนนาย ทำไมฉันจะไม่รู้ว่านายเป็นคนยังไง เอางี้ไหมล่ะ เวลาออกไปข้างนอก ฉันจะออกไปกับนายด้วยเพื่อกลบกลิ่นของพวกเค้กคนอื่นให้ นายจะได้ไม่ต้องหน้ามืดตาลายตอนได้กลิ่นเค้กพวกนั้นอีก”

 

“ก็ได้” ผมตอบรับกับข้อเสนอนั้น ในมหาวิทยาลัยเองก็มีคนที่เป็นเค้กอยู่เยอะ การที่เจลาโต้คอยมาเดินข้างๆ ผมแบบนี้อาจจะช่วยกลบกลิ่นของเค้กคนอื่นได้ ทำให้ผมไม่หลงระเริงไปกับกลิ่นเค้กคนอื่นๆ จนทำให้เกิดเรื่องแบบคราวนี้อีก แต่ผมก็ยอมรับนะว่ากลิ่นเค้กส้ม กับรสชาติที่ลงตัวนั้นมันอร่อยกว่าเค้กคนอื่นที่ผมเคยกินมาหลายเท่า

 

“เอาเป็นว่า เราต้องทำสัญญากัน ฉันเห็นท่าทางนายตอนเจอกับพวกเค้กคนอื่นแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี กลัวว่าถ้านายสติหลุดขึ้นมาอาจจะเกิดเรื่อง”

 

“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง?

 

“ก่อนอื่น ฉันต้องถามนายก่อนว่านายชอบรสชาติแบบนี้หรือเปล่า?

 

ผมมองหน้าเจลาโต้ ดวงตาจ้องลึกลงไปในดวงตาดำขลับของอีกฝ่าย ในที่สุดก็พยักหน้ารับ

 

“นายรู้ตัวไหมว่านายอร่อยมาก ลาโต้ ตัวของนายมันหอมเหมือนเค้กส้มที่ร้านเบเกอรี่ไม่มีผิด”

 

“ก็ดีที่นายชอบ พวกฟอร์คหลายคนที่เคยกินฉันมาก่อนก็พูดเหมือนนายว่าฉันเป็นเค้กรสส้ม”

 

“นายจะพูดถึงฟอร์คคนอื่นทำไม ในเมื่อที่นี่มีแค่เรา?

 

“น่าๆ โกรธก็ไม่บอก” เจลาโต้ยิ้มล้อเลียน ผมถลึงตามองเขาเล็กน้อย เพื่อนสนิทของผมเงียบไปสักพัก ไม่นานก็พูดขึ้นว่า

 

“เอาเถอะ กลับเข้าเรื่องสัญญาของเราดีกว่า เอาเป็นว่า ถ้านายหิวเมื่อไหร่ นายจะมาหาฉันที่ห้อง หรือนายจะเรียกฉันมาหานายก็ได้ นายจะกินฉันเท่าไหร่ก็ได้ตามที่นายต้องการ แต่

 

ผมประมวลผลคำพูดเมื่อครู่ เมื่อเห็นว่าเข้าท่าจึงพยักหน้า ก่อนถาม “แต่อะไร?

 

“นายห้ามไปกินคนอื่นเด็ดขาด แล้วที่สำคัญ เวลาจะกินฉันห้ามล้ำเส้น ถ้าฉันบอกให้พอเมื่อไหร่นายต้องหยุด ไม่งั้นฉันจะไม่ให้นายกินอีกต่อไป”

 

“ทำไมต้องไม่ให้ฉันไปกินคนอื่นด้วยล่ะ?

 

“มีเค้กคนไหนชอบบ้างล่ะ ถ้าอยู่ๆ โดนฟอร์คที่ไม่รู้จักมาขอกิน ฉันคิดว่านายคงเข้าใจ พวกฟอร์คดีๆ ก็มี แต่พวกฟอร์คเลวๆ ที่กินเค้กไม่เหลือซากมันก็มีเหมือนกัน ฉันไม่อยากให้นายเป็นแบบพวกเลวพวกนั้น”

 

“ขอบคุณนะ ลาโต้” ฉันเอ่ยเบาๆ เจลาโต้เลิกคิ้วสงสัย “นายทำให้จุดยืนในการเป็นฟอร์คของฉันมันชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง ฉันเองก็ไม่อยากไปกินเค้กที่ไม่รู้จักหรอก พวกเค้กส่วนใหญ่กลัวพวกเราจะตาย แต่มีแค่นายคนเดียวนี่แหละที่ไม่กลัวฉันเลย”

 

“ที่ฉันไม่กลัวนาย ก็เพราะว่านายเป็นเพื่อนสนิทฉันหรอกนะ”

 

ผมพยักหน้าเข้าใจ เจลาโต้ลุกขึ้นจากเตียง จะไปทำงานที่ค้างไว้ต่อให้เสร็จ แต่ผมดึงเขาให้นั่งลงเสียก่อน

 

“เดี๋ยวฉันทำแผลให้”

 

“นายไม่อยากกินฉันต่อแล้วเหรอ?

 

“ตอนนี้ฉันกินจนพอใจแล้ว ไว้หิวเมื่อไหร่จะเรียกนายแล้วกันนะ”

 

“ได้” เจลาโต้พยักหน้า “แต่ฉันขอบอกนายอีกอย่าง อย่ากินฉันจนไม่เหลือซากก็แล้วกัน” คำพูดนั้นดูเหมือนจะเป็นคำพูดหยอกกันขำๆ แต่ผมก็เข้าใจคำพูดนั้นได้ไม่ยาก

 

เจลาโต้คือเพื่อนสนิทของผมเพียงคนเดียวในตอนนี้ ยิ่งเมื่อรู้ว่าเขาเป็นเค้ก และเสนอร่างกายให้ผมกินได้โดยไม่มีความหวาดกลัว ผมยิ่งต้องถนอมเขาเอาไว้ให้ดีที่สุด

 

หลังจากนั้น เวลากินอาหารเย็นเสร็จ ผมมักจะเรียกเจลาโต้ให้มาหาที่ห้อง เขาคือของหวานที่อร่อยที่สุดเท่าที่ผมได้ลองชิมมา แม้แต่เค้กส้มที่ร้านเบเกอรี่ก็เทียบไม่ได้กับเนื้อกลิ่นครีมสด และเลือดรสส้มหอมสดชื่นนั้น ผมได้ลองชิมทั้งเนื้อและเลือดของเขามาหลายครั้ง แต่มีอยู่ส่วนหนึ่งที่ผมยังไม่เคยได้ลองเลยสักครั้ง ก็คือ

 

ผมมักจะพยายามควบคุมสติของตัวเองเอาไว้ไม่ให้กินเขาจนถึงขั้นเลยเถิดกลายเป็นการทำร้าย ดังนั้น ส่วนที่ผมเว้นเอาไว้ไม่ยอมแตะต้องก็คือ ต้นคอของเขา เพราะถ้าเผลอไปกัดส่วนนั้นเข้าอาจเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นได้

 

“ว่าไง หิวแล้วเหรอ?” ไม่นาน คนที่เรียกมาก็เดินเข้ามาในห้อง

 

“ก็หิวแหละ แต่วันนี้นายมีงานต้องทำ งั้นฉันอยากจะขอลองอะไรหน่อยได้หรือเปล่า?

 

“นายจะทำอะไรก็แล้วแต่เลย ฉันไม่รีบเท่าไหร่หรอก” คำตอบของเพื่อนสนิททำให้ผมยิ้มพอใจ คิดได้ดังนั้นก็เดินเข้าไปหาทันที

 

ผมใช้แขนโอบรอบคอเจลาโต้แล้วดึงเขาให้นั่งลงบนเตียง ใช้สายตามองใบหน้าหล่อเหลานั้นไปเรื่อยๆ เจ้านี่ตัวพอๆ กับผม แต่หน้ามันหล่อเป็นบ้า ยืนอยู่ด้วยกันทีไรโดนรัศมีความหล่อของมันกลบจนแทบมิด

 

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น

 

สายตาของผมหยุดอยู่ที่ริมฝีปากบางสีชมพูที่เผยอออกมาน้อยๆ เหมือนเป็นการเชิญชวนให้ลิ้มลองไปในตัว เมื่อเห็นอย่างนั้นผมก็เคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้อีกฝ่ายช้าๆ กลิ่นหอมหวานจากตัวของเจลาโต้เหมือนจะทำให้สติของผมหลุดออกจากร่าง ไม่นาน ริมฝีปากของผมก็ประทับลงบนกลีบปากบางของอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว เจลาโต้สะดุ้งน้อยๆ แต่มือของผมที่โอบไว้รอบคอของเขาพอจะช่วยให้เขาไม่ล้มลงไปนอนกับพื้นเตียงนุ่ม ผมส่งลิ้นของตัวเองเข้าไปข้างในโพรงปากของอีกฝ่ายได้ไม่ยาก พระเจ้า! กลิ่นของส้มชัดเจนมากกว่าทุกที่ที่ผมเคยลิ้มลองมาเสียอีก

 

ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ลิ้นของพวกเราเกี่ยวกระหวัดกันไปเรื่อยๆ เหมือนไม่รู้จักพอ ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายที่เริ่มจะขาดห้วง รสชาติหวานหอมของเค้กส้มที่สัมผัสได้นั้นทำให้ผมไม่อยากจะถอนริมฝีปากออกมาเลย ผมใช้เขี้ยวขบกัดที่ริมฝีปากล่างของเจลาโต้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะถอนริมฝีปากออกมา เพื่อนสนิทรีบหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนจะหันมาหาผมแล้วพูดเบาๆ ว่า

 

“นายแฮ่กๆ ขี้โกง” เสียงพูดปนหอบนั้นทำให้ผมยิ้มแหย ถึงจะรู้สึกผิด แต่ก็อยากลิ้มลองมันอีกเป็นครั้งที่ 2 ให้ตายสิลาโต้ นายนี่อร่อยเป็นบ้า อร่อยจนฉันแทบละลาย

 

“ช่วยไม่ได้นี่ นายอยากเปิดทางให้ฉันก่อนทำไมล่ะ” เพื่อนสนิทเอามือฟาดต้นแขนผมดังป้าบ! ก่อนจะพูดขึ้นว่า

 

“ได้ทีเอาใหญ่เลยนะนายนี่ ฉันบอกให้กินเท่าไหร่ก็ได้แต่ห้ามล้ำเส้น นายทำแบบนี้มันชักจะเกินไปหน่อยละ”

 

“หรือว่านายไม่รู้สึกอะไรเลย” ผมพูดบ้าง เจลาโต้เงียบไปสักพัก ก่อนที่ใบหน้าจะเริ่มมีสีแดงเรื่อให้เห็น

 

“เงียบถือว่าไม่ปฏิเสธ ที่จริงก็รู้สึกดีเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?” ผมได้ทีจึงแหย่เขาไปเล็กน้อย เวลาไอ้เพื่อนสนิทหน้าแดงก็ดูดีไปอีกแบบ นานๆ จะเห็นมันหลุดสักทีต้องเอาให้สุด

 

เจลาโต้อ้าปากพะงาบๆ แต่ก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา ผมจึงพูดกับเขาว่า

 

“ในเมื่อนายอร่อยขนาดนี้ เค้กคนอื่นก็ไม่จำเป็นกับฉันอีกต่อไป ตอนนี้นายเป็นทั้งเพื่อนสนิทและอาหารจานหลักของฉัน แต่ต่อไปก็อาจไม่แน่ นายอาจจะเป็นยิ่งกว่าเพื่อนสนิทก็ได้ใครจะไปรู้”

 

“นายพูดแบบนั้นก็ดี ถ้าฉันเห็นนายจ้องจะกินเค้กคนอื่นละก็น่าดูเชียว” เจลาโต้พูดเสียงเย็น ผมสะดุ้งก่อนตอบ

 

“ครับๆ ผมไม่กินเค้กคนอื่นหรอกครับ” และอาศัยเวลาที่อีกฝ่ายเผลอ เดินไปด้านหลังและกระซิบเบาๆ ว่า “เพราะนายคือเค้กที่อร่อยที่สุดยังไงล่ะ นายเป็นของฉันแล้วนะ ลาโต้”

 

เจลาโต้ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า “ฉันก็จะเป็นเค้กของนายคนเดียวเหมือนกัน ไวซ์”

 

หลังจากนั้น เวลาผมกินเขาครั้งใด ผมก็จะละเลียดชิมทีละน้อย เพื่อไม่ให้เค้กส้มชิ้นนี้ต้องบาดเจ็บหนักเพียงเพราะความหิวกระหายของฟอร์คอย่างผม สัญญาที่ทำกันไว้ครั้งแรกผมยังคงรักษามันได้อย่างเคร่งครัด เวลาผมกินเขาที่มือหรือส่วนที่สามารถทำแผลได้ผมก็จะช่วยทำแผลให้เขาทุกครั้ง และหลังจากนั้น มิตรภาพของเค้กและฟอร์คอย่างพวกเราก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมมีเขาเป็นอาหารจานหลักเพียงคนเดียว แม้จะได้กลิ่นหอมหวานของเค้กคนอื่นบ้างแต่ผมก็ไม่เคยไปกินเค้กคนอื่นอีกเลย

 

[The end]