เขา-คนที่สาม และเธอ-คนที่สี่

-A A +A

เขา-คนที่สาม และเธอ-คนที่สี่

เขา-คนที่สาม และเธอ-คนที่สี่

 

โดย ชิงช้าชาลี

 

      เหลืออีกประมาณยี่สิบนาทีจะถึงบ่ายสามโมง กลิ่นหอมของข้าวโพดคั่วเคล้าเนยร้อน ๆ ล่องลอยไปทั่วบริเวณผสานกับไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศนับสิบตัว เกือบสองชั่วโมงมาแล้วที่ชายหนุ่มสวมเสื้อและกางเกงสีน้ำตาลเข้มมาเดินเตร่แถวโรงภาพยนตร์ มันนานพอที่น่าจะทำให้กลิ่นอร่อยนี้เกาะติดเสื้อผ้าของเขากลับไปจนถึงบ้าน เขานึกในใจ ขณะสอดส่ายสายตาแลหาใครบางคน

 

      “มีนัดกับใครนะวันนี้ หล่อเวอร์แฮะ”

 

      เขานึกถึงน้องสาวที่แซวตอนเห็นเขาเดินออกมาจากห้อง

 

      “อย่าจุ้นน่า”

 

      “เพื่อนผู้ชายหรือผู้หญิง?”

 

      “เสียมรรยาทแล้วเรา” เขาแกล้งทำเสียงเข้ม แต่น้องสาวยังไม่ยอมหยุดแซว

 

      “นั่น! แบบนี้แสดงว่าไม่ธรรมดา”

 

      เขานึกถึงสีหน้าน้องสาวจอมแก่นแล้วก็ลอบถอนใจ เพราะจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาคาดหวังจะเป็นไปดังที่คิดหรือไม่

 

      เพราะคนบางคนอาจตีค่ามิตรภาพเทียบเทียมสิ่งจอมปลอมอื่น ๆ ที่ถูกห่อหุ้มฉาบทาด้วยความงามหรือความดี และหลายคนก็ไม่อยากใส่ใจมิตรภาพใหม่ อาจเพราะเข็ดขยาดและเหนื่อยหน่ายกับสภาวะที่เคยถูกกระทำจนหัวใจไม่เหลือพื้นที่ไว้ให้ความชุ่มชื่นและวาดหวังใด ๆ ได้อีก       

 

      แล้วเธอคนนั้นจะอยู่ในกลุ่มไหนเล่า?

 

      เธอ-หญิงสาวเรือนร่างแบบบาง รวบผมทรงหางม้าเปิดหน้าผาก สวมเสื้อและกางเกงผ้าฝ้ายสีอ่อนหวาน นัยน์ตารูปยาวรีดำเป็นประกายทว่าแฝงรอยเศร้าลึก ๆ วันนั้นได้สบตากับเขาโดยบังเอิญขณะที่เธอกอดกระเป๋าผ้าแนบอกยืนดูป้ายตารางฉายภาพยนตร์อย่างชั่งใจเพียงลำพัง ส่วนเขาก็คือคนเพียงไม่กี่คนที่ตั้งใจจะเข้าไปดูหนังเรื่องหนึ่ง

 

      “ถ้าไม่ถึงสี่คน จะฉายหนังไม่ได้นะครับพี่” พนักงานขายตั๋วชายพูดจาคล่องแคล่วและส่งยิ้มปิดท้ายหลังจากแจ้งว่าเขาคือคนที่สามที่รอซื้อตั๋วเพื่อจะดูหนังเรื่องนั้น

 

      เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง นึกถึงเรื่องราวบนจอที่เฝ้ารอคอยประสาคนรักหนังจนเกือบครึ่งค่อนปี ทั้งนักแสดงขวัญใจและและเรื่องราวกระแทกใจตั้งแต่อ่านเรื่องย่อในนิตยสารรายสัปดาห์ที่ติดงอมแงม และวันนี้ก็คือวันหยุดงานที่แสนจะเหมาะสมลงตัว แต่ถึงกระนั้นก็ต้องทำใจเอาไว้ก่อนว่า หนังชีวิตแบบนี้ขายยากกว่าประเภทโหด ฮา และหวีดสยองมากนัก

 

      ยามนั้น เขาไม่อาจรู้ได้ว่าเธอมาที่นี่เพราะได้เลือกแล้วหรือยัง หรืออาจจะไม่เลือกอะไรเลยก็เป็นไปได้ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ เขาตัดสินใจสาวเท้าเข้าไปหาเธอทันที เพราะไม่เหลือเวลาให้คิดอะไรได้อีกแล้ว

 

      เธอมีสีหน้าแปลกใจ ถอยห่างไปครึ่งก้าว และจ้องหน้าเขานิ่งงันขณะที่เขากำลังพูดด้วย

 

      “เอ่อ...ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณตั้งใจจะมาดูเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าครับวันนี้”

 

      เธอสั่นหน้าแล้วไม่ยอมพูดอะไรอีก เขาชักสูญเสียความมั่นใจ แต่ก็พยายามสื่อสารต่อไปจากความรู้สึกภายใน แม้ว่านั่นคือการชวนคนแปลกหน้าดูหนังเพื่อให้ได้ประโยชน์ใส่ตัวครั้งแรก แต่อีกใจหนึ่งของชายหนุ่มก็ยังแอบหวังไปลม ๆ แล้ง ๆ ว่า อยากให้เธอได้มีส่วนร่วมในประสบการณ์ที่น่าจดจำ ไม่ว่าเธอจะเป็นคนที่ชอบดูหนังเช่นเดียวกับเขาหรือไม่

 

      “มิตรภาพในหมู่คนไร้อิสรภาพที่สร้างแรงบันดาลใจ ถ้าคุณยังไม่มีโปรแกรมอื่น ผมขอเสนอเรื่องนี้เลย”

 

      “ถ้าฉันไม่ดูล่ะคะ?” เธอพูดเรียบ ๆ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ายังมีหางเสียงที่อ่อนโยน

 

      “หนังก็คงไม่ฉาย แต่ก็...ไม่เป็นไรหรอกครับ”

 

      ต่างฝ่ายต่างเงียบกันไปชั่วครู่ จากนั้นชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น

 

      “ขอโทษด้วยครับถ้าผมมารบกวน”

 

      เขาเลี่ยงเดินออกไปยืนรอโดยหันหน้าไปยังทางเดินที่ทอดไปสู่ร้านขายเครื่องดื่มที่มีคนเดินผ่านเข้าออกขวักไขว่ พยายามฟังเสียงในใจของตนเอง

 

      ...นี่เขาบ้าไปแล้วหรือไงที่อยากดูหนังขนาดหนักจนต้องขอร้องให้คนแปลกหน้าซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังในโรงเดียวกัน เธอต้องหัวเราะเยาะเขาในใจอย่างแน่นอน

 

      ...แล้วมันเสียหายตรงไหนกับการที่เขาให้ข้อมูลเธอเพื่อเลือก จากเดิมที่เธออาจไม่มีข้อมูลใด ๆ ในสมองเลย ท่าทางมีแต่เรื่องที่ต้องขบคิดจนหน้าเศร้า จนเขาปรารถนาให้อรรถรสจากหนังได้เยียวยาเธอบ้าง

 

      และเมื่อเขาหันกลับไปอีกครั้งด้วยความคิดว่าพร้อมที่จะเผชิญกับความผิดหวังอย่างแน่วแน่ เธอก็หายตัวไปเสียแล้ว อันทำให้เขารู้สึกผิดหวังอยู่ครามครันเมื่อนึกถึงแววตาเศร้าและอ่อนโยนของเธอ แล้วเขาก็คิดต่อไปว่า ขอให้มีคนที่สี่เข้ามาซื้อตั๋ว เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องกลับที่พักเร็วเกินไปเพราะพลาดจากสิ่งที่เฝ้ารอคอย

 

      รอยยิ้มจากพนักงานขายตั๋วคนเดิมนั่นเองที่ทำให้เขารู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาท่ามกลางไอหนาวที่โอบล้อม

 

      “หนังฉายได้ครับ พี่ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้าไปข้างในแล้ว” 

 

      หัวใจของเขาลิงโลดราวกับถูกจับไปใส่ชิงช้าแล้วแกว่งออกไปปะทะกับเวิ้งอากาศจนสุดสายเชือก วินาทีนั้นชายหนุ่มรู้สึกว่าความสุขมีตัวตนแท้จริงราวกับเอื้อมมือคว้าสัมผัสได้ ท่ามกลางแสงสลัวภายในโรงหนังขนาดกระทัดรัด เขาไม่อาจมั่นใจว่าเธอเลือกที่นั่งตรงไหน  แต่ก็นั่งดูหนังจนจบเรื่องด้วยความรู้สึกอิ่มเอมในห้วงใจอย่างที่สุด     

 

      “ขอบคุณมากครับผมที่ช่วยดูหนังเรื่องนี้”

 

      อิริยาบถของเธอดูผ่อนคลายมากขึ้นและเผยรอยยิ้มที่มุมปากขณะสบตาเขาเมื่อเดินออกมาพบกันด้านหน้าโรงหนัง และยังนิ่งฟังบางประโยคที่เขาทิ้งท้าย

 

      “ที่นี่มีหนังนอกกระแสฉายบ่อย หวังว่าสุดสัปดาห์คงได้พบกันอีกนะครับ”

 

     

      หลังจากเดินชมสินค้าที่ระลึกต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหนังจากร้านค้าในบริเวณนั้น ชายหนุ่มก็เลี่ยงไปยืนข้างช่องกระจกโชว์ภาพใบปิดหนังที่ติดตั้งไว้เรียงรายบนผนังฝั่งตรงข้ามกับเคาน์เตอร์ขายตั๋ว จากมุมนั้นทำให้เขาแลเห็นความเคลื่อนไหวของผู้คนที่กำลังขึ้นลงบันไดเลื่อนได้ชัดเจน บางกลุ่มเป็นสมาชิกในครอบครัวที่มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ บ้างก็เป็นวัยรุ่นหญิงชายสวมเสื้อผ้าสีสดคล้ายลูกกวาดในขวดโหลเดินขึ้นลงและส่งเสียงพูดคุยสนุกสนาน บ้างก็เดินเกี่ยวก้อยกันเป็นคู่เพื่อไปซื้อตั๋ว ก่อนจะไปนั่งรอที่โซฟาสีขาวซึ่งตัดกันอย่างแรงกับพื้นพรมสีแดงเพลิงที่ปูลาดจนทั่วทั้งชั้น

 

      ใครคนหนึ่งในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีคราม รวบผมเป็นทรงหางม้า สะพายกระเป๋าผ้าสีขาวปรากฏตัวขึ้นมาจากขั้นบันไดเลื่อน ภาพเธอกำลังเดินไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวแรงและยังกระตุ้นให้สองเท้าของเขาเร่งก้าวออกไปจากจุดที่ยืนอยู่ ขณะที่ปรามตนเองว่าจะต้องไม่เผลอวิ่ง

 

      ใช่แล้ว เธอมา...

 

      เมื่อหญิงสาวเดินไปถึงช่องขายตั๋วก่อนชายหนุ่มประมาณสามก้าว และเตรียมเลือกตำแหน่งที่นั่งจากจอคอมพิวเตอร์ พลันเสียงทุ้ม ๆ ก็แทรกเข้ามาจากคนที่ยืนอยู่ทางด้านขวามือ

 

      “ขออนุญาตให้ผมเลี้ยงหนังคุณได้มั้ยครับ?”

 

       ทั้งพนักงานขายตั๋วและหญิงสาวชะงักพร้อมกัน และสิ่งที่ชายหนุ่มได้เห็นจากเธออย่างชิดใกล้ในวินาทีต่อมาก็คือ รอยยิ้มจากทั้งริมฝีปากกับประกายสุกใสในดวงตาคู่นั้น