เพื่อน (ร่วม) ห้อง

-A A +A

เพื่อน (ร่วม) ห้อง

เพื่อน (ร่วม) ห้อง

 

ย้อนไปเมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมเรียนอยู่มหา’ลัยปีสี่ เนื่องเพราะบ้านผมกับตัวมหาลัยอยู่คนละจังหวัด ผมเลยต้องเช่าหออยู่กับไอ้พล ซึ่งเป็นเพื่อนที่ผมสนิทด้วยมากที่สุด

 

หอที่เราสองคนเลือก อยู่ไม่ไกลจากมหาลัยมากนัก ขับรถไม่กี่นาทีก็ถึงตึกคณะที่เราเรียนแล้ว สภาพของหอพักแห่งนี้ก็จัดว่าดี ในห้องมีเตียงขนาดเล็กสองเตียง โต๊ะทำงานเล็กๆ หนึ่งตัว พร้อมด้วยโทรทัศน์ และพัดลมติดเพดาน

 

ห้องของเราอยู่บนชั้นสาม ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของหอพัก โดยรวมหอนี้มีคนอยู่ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นเลยไม่เงียบ และไม่น่ากลัวเลย บางวัน ก็จะได้ยินเสียงห้องข้างๆ พาเพื่อนเข้ามาดื่มกินกันเป็นบางครั้ง แต่ด้วยไม่ได้เสียงดังอะไรมากมาย ทั้งผมกับเพื่อนๆ ก็เคยเอาเครื่องดื่มมากินเลี้ยงที่ห้องไม่ต่างกัน ดังนั้น เลยถือว่า เสมอภาคกัน

 

ผมกับไอ้พลพักอยู่หอนี้มาได้เกือบเทอมหนึ่งเต็มๆ จนกระทั่งวันที่สอบวิชาเอกวิชาสุดท้ายเสร็จ กลุ่มพวกเราสามสี่คน เลยชวนกันไปกินเลี้ยงปิดท้ายตามประสาชายหนุ่ม แต่วันนั้นไอ้พลดันเกิดไม่สบายกะทันหัน มันเลยบอกจะขอนอนเฝ้าห้อง ซึ่งพวกเราก็โอเค แถมก่อนไป ยังบอกมันว่า “เดี๋ยวจะเที่ยวสาวๆ เผื่อเว้ย” อีกต่างหาก

 

พอผม ไอ้เป้ ไอ้รักษ์ ไปถึงร้าน พวกเราก็สั่งเครื่องดื่มพร้อมอาหารมานั่งกินกัน จำได้ว่าวันนั้นยังพูดกันอย่างเสียดาย ที่ไอ้พลมากับพวกเราไม่ได้ เราสามคนกินกันไปจนร้านใกล้ปิด ช่วงนั้นก็ราวๆ จะหกทุ่มได้ ซึ่งก็นับว่าดึกพอสมควรแล้ว ดังนั้นเราเลยเดินทางกลับกัน

 

หลังจากกลับมาถึงหอ ปรากฏว่า ไอ้เป้ดันไม่อยากกลับไปนอนหอตัวเอง เนื่องเพราะหอมันอยู่อีกไกล เรียกได้ว่าคนละมุมเมือง มันเลยขอนอนที่หอผม ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะที่ห้องก็มีผ้าห่มกับหมอนเตรียมสำรองเอาไว้อยู่แล้ว ส่วนไอ้รักษ์แฟนมันรออยู่ที่ห้อง เลยทำได้เพียงรีบกลับ

 

ผมกับไอ้เป้เดินขึ้นมาถึงหน้าห้อง ตามด้วยเคาะประตูเพื่อให้ไอ้พลเปิดให้ เราเคาะกันได้พักใหญ่ ประตูก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเปิด ผมเลยตัดสินใจจะโทรศัพท์เข้าไปที่เครื่องของไอ้พล เพราะคิดว่ามันต้องหลับลึกแน่ๆ ยิ่งไม่สบายด้วย ทว่าก่อนที่ผมจะกดโทร. ออก ไฟในห้องก็ถูกเปิดขึ้น โดยมองเห็นได้รางๆ ผ่านม่านตรงหน้าต่าง

 

เสียงขยับลูกบิดประตูดังแก๊ก ก่อนที่ประตูห้องจะถูกผลักเปิด วูบหนึ่งผมรู้สึกได้ถึงกระแสความเย็นแปลกๆ พัดมาปะทะผิวกาย แต่เวลานั้น คิดไปว่าคงเป็นไอเย็นจากพัดลมข้างในห้อง เลยไม่ได้นึกกลัวอะไร

 

พอประตูเปิดกว้างออก ก็เห็นไอ้พลยืนมองอยู่ ถึงผมจะค่อนข้างเมา แต่ผมก็สังเกตได้ว่า ตอนนั้นสีหน้ามันดูซีดมาก ด้วยความเป็นห่วงผมก็เลยถามมันว่า

 

“เฮ้ย ทำไมมึงหน้าซีดจังวะ ไปหาหมอหรือเปล่า”

 

ไอ้พลมันขยับตัวหลีกทางให้ผมกับไอ้เป้เดินเข้าไปในห้อง พอพวกเราปิดประตูเรียบร้อย มันเลยได้โอกาสตอบผม

 

“ไม่เป็นไรว่ะ แค่ป่วยนิดหน่อย พรุ่งนี้ก็คงดีขึ้น ว่าแต่ไปเที่ยวสนุกมั้ยวะ”

 

ผมเดินไปหยิบหมอนกับผ้าห่มลงมาจากหลังตู้เสื้อผ้า แล้วโยนให้ไอ้เป้ ก่อนจะตอบคำถาม

 

“ก็เรื่อยๆ ว่ะ ไปไม่ครบแก๊งค์ เลยไม่สนุกเท่าไหร่”

 

“เออใช่” ไอ้เป้เสริมขึ้น “นี่ถ้ามึงไม่ป่วย พวกกูคงยังเมากันต่อแน่ๆ แต่พอมึงไม่ไป ตัวชวนคุยไม่มีเลยว่ะ”

 

เนื่องด้วยไอ้พลมันเป็นคนคุยสนุก มีเรื่องต่างๆ มาเล่าสร้างความเฮฮาอยู่เสมอ ดังนั้นเวลาไปกินเลี้ยงหรือไปเที่ยวที่ไหน จึงมักจะขาดไอ้พลไปไม่ได้

 

“พวกมึงก็เปิดประเด็นคุยกันเองสิวะ ถ้าเป็นแบบนี้ เผื่อกูไม่อยู่ พวกมึงจะสนุกกันได้ยังไง” ไอ้พลถามขึ้นด้วยรอยยิ้มเซียวๆ

 

“ไอ้ห่า” ไอ้เป้ว่าให้ไอ้พล “พูดเป็นลางนะมึง พวกเรายังอยู่แค่ปีสี่ ไม่ตายง่ายๆ หรอกเว้ย”

 

“นั่นสิ” ผมเห็นด้วยกับมัน “นี่ก็ดึกแล้ว นอนกันดีกว่าเว้ย” ผมชวนทุกคน ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ไอ้เป้นอนที่พื้นที่อยู่ระหว่างกลางเตียงผมและเตียงไอ้พล ส่วนไอ้พลตอนนี้ยังนั่งนิ่งอยู่บนเตียง

 

“พวกมึงไม่มีใครอยากจะไปเข้าห้องน้ำตอนนี้ใช่มั้ย” จู่ๆ ไอ้พลก็ถามขึ้น

 

“ไม่ว่ะ” ผมตอบ ซึ่งไอ้เป้ก็พูดมาเป็นเชิงเดียวกัน

 

“ดีแล้ว” ไอ้พลพูดแปลกๆ ก่อนจะลุกไปปิดไฟให้พวกผม แล้วเดินกลับมานอนที่เตียง

 

“อะไรของมึงเนี่ย” ผมถามอย่างไม่เข้าใจ โดยที่ไอ้เป้ก็นอนฟังเงียบๆ

 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้มึงก็รู้เอง เดี๋ยวกูค่อยเล่าให้ฟัง” ไอ้พลพูดเป็นปริศนา

 

ด้วยความเมาผสมความง่วงที่เริ่มถาโถมเข้าใส่ ผมจึงไม่ได้คิดอะไรมาก ทำเพียงตอบมันไปว่า “เออๆ” แล้วก็หลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

 

เสียงร้องตะโกนลั่นห้องปลุกผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ ผมลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างไม่ทันมีสติดี เสียงร้องอย่างเสียขวัญ ที่ผมจำได้ว่าคงเป็นเสียงของไอ้เป้ยังดังออกมาจากตรงห้องน้ำอยู่ไม่ขาด กระทั่งพักหลังๆ มันคงเริ่มมีสติขึ้นบ้าง เลยเปลี่ยนจากร้องไม่ได้ศัพท์ มาเป็นเรียกชื่อผมเสียงสั่นๆ แทน

 

ผมมองไปรอบๆ อย่างไม่เข้าใจในเหตุการณ์ มองไปบนเตียงของไอ้พลก็พบว่าไอ้พลไม่อยู่ เลยคิดว่า คงจะอยู่กับไอ้เป้ในห้องน้ำ

 

คิดได้แบบนั้น ผมเลยรีบเดินออกประตูหลังห้องซึ่งเป็นทางเปิดออกไปสู่ระเบียงเล็กๆ ก่อนจะเลี้ยวขวาไปทิศของห้องน้ำ ที่ตรงนั้น สิ่งแรกที่ผมเห็นก็คือ ไอ้เป้นั่งทรุดอยู่กับพื้นตัวสั่นเหมือนคนขาดสติ สองมือปิดหน้าแน่นอย่างกับไม่อยากมองเห็นอะไรสักอย่าง

 

ผมเอามือไปแตะไหล่เบาๆ ทำเอามันสะดุ้งเฮือก “กูเองไอ้เป้” พอมันจำได้ว่าเป็นเสียงผม มันก็กระโดดเข้ามาบีบแขนผมอย่างแรง พลางละล่ำละลักให้มองดูเข้าไปในห้องน้ำ

 

ภาพที่ผมเห็น ทำเอาหัวใจกระตุกวาบ ความรู้สึกเย็นๆ ไหลตั้งแต่หัวลงมาจนถึงปลายท้าว ร่างผู้ชายที่คุ้นหน้า นอนอยู่ตรงพื้นใกล้ๆ กับชักโครก ผิวนอกร่มผ้าเป็นสีซีดเห็นได้ชัดเจน...ไม่ต้องบอกก็รู้ ร่างนี้ ได้กลายเป็นศพไปหลายชั่วโมงแล้ว

 

นอกเหนือไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้ผมแทบสติหลุดก็คือ...ร่างที่ผมจำได้ว่าเป็นไอ้พล ในตอนนี้ ส่วนของศรีษระ เอียงหน้าตะแคงมาทางผม ดวงตาที่ตายแล้วยังไม่หลับนั้น ทำผมอุปทานไปว่า เหมือนจงใจมองมาที่ผมกับไอ้เป้ ริมฝีปาก เหมือนกำลังส่งยิ้มมาให้เพื่อนอย่างเราๆ

 

จากสิ่งที่คิด และภาพที่เห็น ทำให้ผมกระชากไหล่ของไอ้เป้ แล้ววิ่งออกจากห้องนี้อย่างเร็วที่สุดในชีวิต หลังจากเราสองคนวิ่งผ่านประตูออกมาได้เพียงเสี้ยววิ เสียงประตูกระแทกปิดดังปังก็ดังตามมาติดๆ ไม่มีใครกล้าหันกลับหลังไปดูว่าประตูมันปิดได้อย่างไร พวกเราสองคนทำเพียงวิ่งลงไปด้านล่างให้เร็วที่สุดเท่านั้น

 

ผมและไอ้เป้ใช้เวลาตั้งสติอยู่เกือบชั่วโมง จากนั้นจึงได้ไปบอกเจ้าของหอแล้วทำการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายหลังเหตุการณ์ หลังจากชันสูตรศพของไอ้พลเรียบร้อยแล้ว ประโยคหนึ่งที่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งให้พ่อกับแม่ของไอ้พลทราบก็คือ

 

“ลูกชายคุณ เสียชีวิตมาเกือบสิบชั่วโมงแล้ว สาเหตุเกิดจากเส้นเลือกในสมองแตก!”

 

ผมและไอ้เป้อึ้ง ตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน...หากไอ้พลเสียชีวิตไปเมื่อสิบชั่วโมง แล้วเมื่อคืนเราคุยกับใคร ถ้าไม่ใช่ ‘...ไอ้พล!’

แสดงความคิดเห็น