เรื่องในโรงพยาบาล

-A A +A

เรื่องในโรงพยาบาล

ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่ ในตอนนี้รู้สึกเพียงว่าร่างกายผมเจ็บร้าวระบมไปหมดแทบทุกส่วน ท่ามกลางสติเลือนรางกึ่งหลับกึ่งตื่น คับคล้ายว่าสองหูได้ยินเสียงผู้คนมากมายโหวกเหวกโวยวายเต็มไปหมด

 

เมื่อผมรู้สึกตัวอีกครั้ง จึงพบว่าตัวผมกำลังนอนอยู่ในห้องสีขาวแห่งหนึ่ง ดูจากอุปกรณ์รอบกายแล้ว ที่นี่มันคือโรงพยาบาลอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ผมเริ่มทบทวนหวนนึกว่าเหตุใด ทำไมผมถึงได้มานอนแอ้งแม้งอยู่ที่นี่ได้ ความทรงจำเก่าๆ ค่อยผุดขึ้นมาในสมองไปทีละฉาก ราวกับแผ่นซีดีที่ถูกลีเพลย์ย้อนกลับ

 

 

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้ผมรีบวางสายยางที่กำลังถือล้างรถอยู่ลงกับพื้น แล้วเดินไปนั่งตรงเฉลียงบ้าน ก่อนจะกดรับสายไปโดยที่ไม่ทันได้ดูชื่อ

 

“ฮัลโล๋” ผมเอ่ยผ่านสายไปสั้นๆ

 

“เฮ้ย นี่ฉันเองนะเว้ยไอ้เก้า พรุ่งนี้ก็งานเลี้ยงรุ่นของสาขาเราแล้ว ปีนี้แกต้องมาให้ได้นะเว้ย ไม่เอาเงินใส่ซองอีกแล้วนา เพื่อนๆ หลายคนบ่นถึงแกจะแย่แล้ว”

 

แค่ฟังเสียงผมก็รู้ได้ทันที ว่าเจ้าของสายที่โทร. เข้ามา คือไอ้แซ๊งค์ เพื่อนสนิทที่เคยเรียนด้วยกันมา ผ่านไปแล้วเกือบห้าปี ที่แต่ละคนเรียนจบ แล้วก็ต่างแยกย้ายกันไปทำงานตามที่ตั้งใจเอาไว้ ด้วยความชอบเป็นนักเขียนอิสระของผม ดังนั้นผมเลยตัดสินใจกลับมาสร้างงานอยู่ที่บ้าน ต่างจากคนอื่นๆ ที่มุ่งหน้าเข้าไปทำงานในจังหวัดที่เจริญแล้วกันทั้งนั้น เพราะเส้นทางที่ต่างกัน ทำให้ไม่ค่อยได้พบเจอเพื่อนฝูงเท่าใดนัก ยังดีที่มีช่องทางออนไลน์ไว้พูดคุยกัน ทำให้ความสัมพันธ์ยังเหนียวแน่นไม่คลาย

 

ใจอยากจะเอ่ยปฏิเสธเพื่อนไปตามเคย เพราะผมเห็นว่างานเลี้ยงแบบนี้มีแต่ความวุ่นวาย อีกอย่างเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ ก็มีแค่ไม่กี่คน โอกาสดีๆ ค่อยนัดเจอกันเฉพาะกลุ่มก็ยังไม่สาย ทว่าอะไรดลใจให้ผมคิดถึงดวงหน้าหวานๆ ของเธอขึ้นมาก็ไม่รู้ ทำให้ผมชะงักคำปฏิเสธเอาไว้ในลำคอ ก่อนจะเอ่ยอีกคำออกไปแทน

 

“เออ ปีนี้ฉันจะไป แล้วเจอกันว่ะ”

 

“มันต้องแบบนี้สิวะ!” ทางนั้นรีบพูดมาอย่างดีใจ “ปีนี้พวกเพื่อนๆ คงแปลกใจกันใหญ่แน่ๆ ฮ่าๆ”

 

“เออ” ผมพูดคุยกับไอ้แซ๊งค์ไปพักใหญ่ๆ ก่อนจะหมดเรื่องคุยแล้ววางสายกันไป

 

 

 

เมื่อนึกถึงมหาสารคาม เมืองแห่งการศึกษาของภาคอีสาน ความทรงจำเก่าๆ ของผมก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ จำได้ว่าตอนนั้นผมเล่นกีฬาจนเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการแข่งขัน จนถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลประจำจังหวัด ในเวลาที่นอนพักฟื้นอยู่นั่นเอง ชีวิตของผมก็ได้รู้จักความรักเป็นครั้งแรก

 

วันนั้นเป็นเวลาเช้าราวๆ สิบโมง เธอเดินเข้ามาด้วยชุดนักศึกษาพยาบาล ใบหน้าจิ้มลิ้ม ผมยาวประบ่า รอยยิ้มของเธอแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยทุกคนในห้องพักรวมแห่งนั้น เธอเดินถือสมุดบันทึกสอบถามอาการของผู้ป่วยไปทีละเตียงอย่างใจเย็น กระทั่งเดินมาถึงเตียงของผม

 

“เป็นอะไรมาคะ”

 

ผมมองหน้าเธอ แล้วนึกอยากแกล้งเธอโดยไม่มีเหตุผลซะเฉยๆ ปากเลยเอ่ยออกไปด้วยรอยยิ้มกวนๆ

 

“เป็นคนครับ”

 

“เอ๊ะ”

 

ดูเธอจะมีอาการงงด้วยความคาดไม่ถึงอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเธอตั้งสติได้ เธอก็ส่งค้อนมาให้ผมอย่างไม่ถือสา

 

“กวนหมอแบบนี้ไม่ดีนะคะ”

 

“ผมไม่ได้กวนหมอนะครับ ผมกวนแค่คุณ แล้วคุณก็ไม่ใช่หมอด้วย แต่คุณเป็นนักศึกษาพยาบาลต่างหาก”

 

เธอทำท่าดุๆ ใส่ผม แต่ผมกลับมองว่ามันช่างน่ารักเหลือเกิน

 

“ก็เหมือนกันนั่นแหละ พูดน่าตีจังคนป่วยคนนี้ กวนมากๆ ระวังจะไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลนะ”

 

“ก็ดีสิครับ ผมจะได้เจอคุณทุกวันเลยไง”

 

เธอหัวเราะเบาๆ

 

“เสียใจ ป๊อปไม่ได้มาทุกวันหรอกนะ วันนี้ที่ได้มา ก็เพราะอาจารย์ให้ออกมาเก็บประสบการณ์เฉยๆ”

 

เธอคงเห็นผมมีอายุห่างกันไม่มาก ดังนั้นเธอจึงแทนตัวเองด้วยชื่อกระมัง

 

“ถ้างั้นก็แย่เลยสิ ผมยังต้องอยู่ที่นี่อีกตั้งสองวัน ถ้าไม่มีคุณให้กวน ผมคงเบื่อแย่เลย”

 

เธอส่งยิ้มน่ารักให้ผม

 

“พอดีเลยเนอะ ป๊อปก็จะมาเก็บประสบการณ์ที่นี่สองวัน”

 

เมื่อเธอเห็นว่าคุยไร้สาระกับผมพอสมควรแล้ว เธอจึงมีสีหน้าจริงจังขึ้น แล้วสอบถามอาการผมอย่างเป็นงานเป็นการ ซึ่งผมก็เข้าใจเธอ ดังนั้นผมเลยให้ความร่วมมือแต่โดยดี

 

ตลอดสองวันที่ล่วงผ่าน ความสัมพันธ์ของเธอกับผมเป็นไปด้วยดี ทว่าเพราะความคิดง่ายๆ ของผมเอง ทำให้ผมไม่ได้ขอช่องทางติดต่อกันเอาไว้ เพราะคิดว่ายังไงคงได้พบกันอีก ทว่ามันไม่เป็นแบบนั้น ตลอดเวลาที่ผมเรียนอยู่ที่นั่น ผมพยายามแวะเวียนไปแถวๆ โรงพยาบาลแห่งนั้นตลอด แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เจอเธออีกเลย...กระทั่งผมเรียนจบ

 

 

 

หลังจากกินงานเลี้ยงรุ่นไปจนเกือบเที่ยงคืน ผมก็ขอตัวลากลับ เพื่อนๆ หลายคนขอให้ผมอยู่ต่อ แต่ด้วยความไม่ชอบความวุ่นวายของผม ทำให้ผมปฏิเสธออกไป

 

ผมบังคับพวงมาลัยนำพารถเข้าสู่ถนนรอบเมือง เวลาเกือบตีหนึ่งทำให้ถนนโล่งกว่าช่วงกลางวัน แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังค่อยขับไปอย่างระมัดระวัง เพราะผมตระหนักอยู่เสมอว่า ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสแก้ตัวในความประมาทของตน อุบัติเหตุไม่เคยเลือกว่ามันจะเกิดขึ้นกับใครและเวลาไหน ถ้าไม่เป็นอะไรมากก็ดี แต่ถ้าเสียชีวิตหรือพิการขึ้นมา จะย้อนเวลากลับไปแก้ไข ก็คงทำไม่ได้แล้ว

 

ทันใดนั่นเอง แสงสว่างจ้าก็สาดเข้ามากระทบสายตาผมอย่างกะทันหัน เวลานั้นผมรู้สึกเพียงว่าคล้ายรถถูกยักษ์จับเขย่า เสียงปะทะชนทำให้หูอื้อไปหมด ต่อจากนั้นสติผมก็ดับไป ไม่รับรู้อะไรอีก

 

 

 

เสียงเคาะเบาๆ ก่อนใครบางคนจะเปิดประตูเข้ามา ทำให้ผมหลุดออกจากความคิดของตัวเอง ผมพยายามหันไปมองทางประตูอย่างยากลำบาก จนในที่สุดสายตาของผมก็ได้เห็นคนที่กำลังเดินเข้ามา

 

เมื่อเห็นชุดผมก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือหมอที่คงเข้ามาดูอาการผมตามหน้าที่ ทว่าเมื่อผมได้เห็นดวงหน้าของเธอชัดๆ มันถึงกับทำให้ผมหัวใจเต้นรัวอย่างดีใจจนสุดจะห้าม

 

ครั้นพอเธอรับรู้ถึงสายตาของผมที่มองอยู่ เธอเลยค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา พลางมองผมด้วยสายตาที่แฝงความรู้สึกภายในเอาไว้มากมาย

 

“ป๊อปเคยบอกแล้ว ว่าถ้ากวนหมอ ระวังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล รออยู่ตั้งนาน สุดท้ายเราก็ได้เจอกันสักที แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาเจอกันด้วยอาการหนักแบบนี้”

 

“ครับ” ผมเอ่ยออกไปอย่างพูดอะไรไม่ถูก เพราะความดีใจในอกมันมีมากมายเหลือเกิน ในที่สุดผมก็ได้พบเธอแล้ว เธอที่ผมตามหามานานเกือบ 7 ปี

 

“แล้วเป็นยังไงบ้างคะ คุณหลับไปตั้งสามวันแน่ะ” เธอเดินเข้ามาตรวจร่างกายผมอย่างชำนาน

 

“แค่ผมได้พบคุณ ผมก็ไม่เป็นไรแล้วครับ”

 

เธอยิ้ม “ยังปากหวานเหมือนเคยนะคะ แบบนี้ไม่ใช่มีแฟนรออยู่ที่บ้านแล้วเหรอ”

 

“ไม่มีครับ แล้วคุณล่ะ” ผมถามกลับ พลางจดจ่อรอคำตอบด้วยความหวัง

 

เธอส่ายหน้า “ไม่มีค่ะ งานแพทย์เป็นงานที่หนักมาก เวลาพักก็น้อย ป๊อปจะไปเอาเวลาไหนไปหาละคะทำได้อย่างมากก็แค่รอ”

 

“รออะไรครับ” ผมถามอย่างสงสัย

 

เธอยิ้มเขินๆ “ก็รอคุณไงคะ”