[Short story] Girl in my dream

-A A +A

หมวดเรื่องสั้น: 

 

Story by: Eri

 

คุณเคยฝันใช่ไหมคะ?

 

แล้วความฝันที่ทำให้คุณรู้สึกมีความสุขและอดคิดถึงมันทุกครั้งไม่ได้เมื่อตื่นนอนล่ะ คุณมีหรือเปล่า?

 

ฉันชื่อเอริ มีเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กอยู่คนหนึ่ง ชื่อไอนะ ตอนนี้พวกเรากำลังเดินอยู่ด้วยกันในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยที่มีคนพลุกพล่านเนื่องจากเป็นเวลาพักกลางวัน พวกเราเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะที่พวกเรานั่งประจำ ฉันวางสัมภาระของตนเพื่อจองโต๊ะเอาไว้เหมือนทุกวัน เตรียมจะเดินออกไปซื้อข้าว แต่ไอนะเรียกเอาไว้เสียก่อน

 

“เอรี่ เธอนั่งอยู่นี่นะ เดี๋ยวฉันไปซื้อข้าวมาให้แล้วกัน” ฉันหันไปมองคนพูดอย่างฉงน นึกแปลกใจกับคำพูดของเพื่อนสนิท

 

“วันนี้เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมถึง” ฉันทำท่าจะพูดต่อ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาของเพื่อนสนิทจึงไม่พูดสิ่งที่คิดอยู่ออกไป ก่อนจะหันไปสั่งกับข้าว เมื่อเห็นผมยาวๆ ที่โบกสะบัดไปตามแรงลมนั้นหายลับไปในฝูงชนแล้วจึงหันกลับมามองโต๊ะที่ว่างเปล่า และจมอยู่กับความคิดของตนเอง

 

ไอนะ คือเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน เรารู้จักกันแทบจะทุกซอกทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ชอบ ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงทัศนคติส่วนบุคคล ซึ่งเราเข้ากันได้แทบทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเดียวคือ ของกิน ซึ่งเรามีความชอบที่ค่อนข้างต่างกัน และด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงไม่เคยไหว้วานให้ใครซื้ออะไรมาให้กันเลย เพราะเคยทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่สมัยเด็ก แน่นอนว่ามันบ้ามาก แต่เด็กก็คือเด็กอยู่ดีนั่นแหละค่ะ ไม่นานเราก็คืนดีกันได้ และยังสนิทกันมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย

 

สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ถือว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะเวลาพวกเราไปซื้อข้าวก็ต่างคนต่างซื้อ การกระทำของไอนะในวันนี้จึงทำให้ฉันอดแปลกใจไม่ได้

 

นั่งรอเพียงไม่นาน ร่างบางของเพื่อนสนิทก็เดินมาวางจานข้าวให้ตรงหน้า ก่อนจะเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม แล้วตักข้าวเข้าปากอย่างหิวโหย

 

“นี่ ทำไมวันนี้เกิดใจดี ไปซื้อข้าวให้ฉันล่ะ” ฉันเปิดประเด็นหลังกลืนข้าวคำแรกลงคอ

 

“ก็คนมันเยอะ ฉันเลยไม่อยากให้เธอออกไปต่อคิว แล้วฉันก็จำได้ว่าเธอชอบกินข้าวร้านนี้ด้วย” ไอนะตอบเรื่อยๆ ฉันต้องยอมใจกับความจำที่ดีสุดๆ ของเพื่อนสนิทคนนี้

 

“แหมๆ ความจำดีมากเลยนะคุณเพื่อน” ฉันอดเย้าไม่ได้ ไอนะหันมายักคิ้วให้ทีหนึ่ง

 

“หึๆ รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ ทำไมฉันจะไม่รู้ล่ะ เรื่องเกี่ยวกับเธอน่ะ”

 

“ฉันรู้แล้วล่ะ” ฉันพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น

 

พวกเรานั่งกินข้าวกันไป คุยกันไป จนฉันเอ่ยขึ้นว่า

 

“จะว่าไปนะ ช่วงนี้ฉันฝันแปลกๆ”

 

“ฝันเหรอ?” ไอนะถาม ฉันพยักหน้า

 

“แล้วฝันดีหรือว่าฝันร้ายล่ะ?” คำถามของเพื่อนสนิททำให้ฉันเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบว่า

 

“ไม่ดี แล้วก็ไม่ร้ายน่ะ”

 

“ลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ” ไอนะมีท่าทีสนใจขึ้นมา ฉันจึงเล่าสิ่งที่เจอมาให้เธอฟัง

 

คืนนั้น ฉันล้มตัวลงนอน ไม่นานก็เผลอหลับไป

 

ฉันรู้สึกว่าตัวเองมาโผล่ในสถานที่แห่งหนึ่ง มีแสงสลัวๆ อยู่รอบๆ ตัว และในที่นั้นค่อนข้างเงียบ แต่ก็ดูไม่น่ากลัว ฉันเดินตามแสงสลัวนั้นไปเรื่อยๆ จนมาถึงประตูที่คาดว่าน่าจะเป็นทางออก

 

“อย่าเดินออกไปนะคะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง ฉันหันไปมองก็เห็นว่าเป็นหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งฉันเห็นหน้าไม่ชัดว่าเธอคือใคร แต่ดูจากรูปร่างแล้วน่าจะตัวเตี้ยกว่าฉันเล็กน้อย เธอคว้าข้อมือของฉันไปจับไว้ ก่อนจะเดินนำฉันย้อนกลับไปที่เดินที่ฉันเพิ่งจากมา

 

“คะคุณคือ ใครคะ?” ฉันถามตะกุกตะกัก หญิงสาวคนนั้นไม่ตอบ เธอเดินต่อไปเรื่อยๆ ฉันจึงทำได้เพียงเดินตามเธอต่อไปเงียบๆ สัมผัสได้เพียงมือนุ่มๆ ของเธอที่กุมมือฉันไว้ไม่ยอมปล่อย

 

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ” ไอนะถามขึ้นหลังจากที่ฉันเล่าจบ

 

“ฉันจำอะไรไม่ได้แล้ว หลังจากตอนนั้นก็สะดุ้งตื่น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าออกมาจากตรงนั้นได้ยังไง แล้วเธอคนนั้น

 

“ก็ไม่รู้ด้วยว่าคือใครสินะ” ไอนะพูดขึ้น ฉันพยักหน้ารับ

 

เหตุการณ์ในความฝันครั้งแรกของฉันผ่านไป จนฉันเริ่มจะลืมมันไปแล้ว

 

วันหนึ่งในฤดูหนาว ฉันนอนซมเพราะพิษไข้ รู้สึกปวดหัวมากจึงลุกจากที่นอนไปหยิบยาลดไข้พร้อมกับน้ำแล้วกลืนลงคออย่างยากลำบาก ไม่นานก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

 

ฉันรู้สึกเหมือนตนเองมานั่งอยู่ในสวนดอกไม้สักที่หนึ่ง บรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้ากับต้นไม้เขียวฉอุ่มดูเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ฉันนั่งมองแสงสุดท้ายของวันอย่างเพลิดเพลิน ยิ้มให้กับภาพที่งดงามตรงหน้าอย่างมีความสุข

 

“ขอนั่งด้วยคนได้ไหมคะ?” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นข้างๆ ฉันหันไปมองตามเสียงก็เห็นว่าเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารัก เดาได้ว่าอายุของเธอคงจะพอๆ กับฉัน ร่างบางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ฉันจึงผายมือเชิญให้นั่งลงตรงที่ว่างข้างตัว พวกเรานั่งมองแสงสุดท้ายของวันกับดอกไม้ด้วยกันเงียบๆ ฝูงวิหคส่งเสียงร้องเสนาะหู ก่อนที่พวกมันจะทยอยบินกลับรัง

 

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ดูหน้าคุณเหนื่อยๆ นะ” หญิงสาวคนนั้นเอ่ยขึ้นเบาๆ ฉันเลิกคิ้วสงสัยก่อนตอบ

 

“เปล่านี่คะ ฉันสบายดี”

 

“ไม่ต้องปิดฉันหรอกค่ะ ฉันรู้ว่าคุณกำลังป่วยอยู่” เธอคนนั้นพูด ก่อนจะยื่นมือมาแตะหน้าผากฉันเบาๆ ฉันนั่งนิ่ง สัมผัสได้ถึงมือบางที่สัมผัสหน้าผากของตัวเอง สัมผัสนั้นนุ่มนวลอ่อนโยนจนทำให้รู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะเคลิ้มหลับได้ง่ายๆ

 

“ยังไงก็เถอะ ไม่นานเดี๋ยวคุณก็หายเองค่ะ เชื่อฉันสิ” เธอคนนั้นพูดเรื่อยๆ ก่อนจะเอามือออกจากหน้าผากฉันช้าๆ

 

“ขอบคุณนะคะ” ฉันยิ้ม เธอคนนั้นยิ้มตอบ พวกเรานั่งมองตากันสักพัก ฉันจึงเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยออกไป

 

“คุณน่ะ ชื่ออะไรเหรอคะ?

 

หญิงสาวเงียบไปสักพัก ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ “ชื่อของฉันคือ

 

แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้ฉันลืมตาตื่นขึ้น เมื่อมองนาฬิกาก็เห็นว่าหกโมงเช้าแล้ว ฉันลุกขึ้นจากที่นอนอย่างเชื่องช้า ความปวดหัวจากพิษไข้ทุเลาลง ตัวก็ไม่ร้อนเหมือนเมื่อวันก่อน

 

ทันใดนั้น ใบหน้าของใครคนหนึ่งก็โผล่เข้ามาในความคิด

 

น่าแปลก ใบหน้านั้นกลายเป็นเงาเลือนราง ทั้งที่คิดว่าคงจำได้แล้วแท้ๆ แต่สิ่งที่ตราตรึงอยู่ในความคิดของฉันคือ

 

ฉันเอามือแตะหน้าผากของตัวเองเบาๆ สัมผัสอ่อนละมุนนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันยังจำได้ดี

 

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ฉันอดคิดถึงเธอคนนั้นไม่ได้

 

“เราจะได้เจอกันอีกไหมนะ?” พูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะจัดการเก็บที่นอน และทำกิจวัตรประจำวันของตนเหมือนกับทุกวัน

 

“เอรี่ วันนี้เป็นอะไรหรือเปล่า ดูเหม่อๆ นะ” ฉันกับไอนะเดินออกมาจากห้องเรียนด้วยกันเหมือนกับทุกวัน จู่ๆ เพื่อนสนิทก็เอ่ยถามขึ้นทันที ฉันมองหน้าเธอนิ่ง ช่างใจว่าจะเล่าเรื่องฝันเมื่อคืนให้เธอฟังดีหรือไม่

 

“มีอะไรก็เล่ามาเถอะน่า ฉันเห็นเธอนั่งเหม่อตลอดคาบ จดทันหรือเปล่าน่ะเมื่อกี้?” ฉันหน้าเจื่อน เมื่อนึกได้ว่าสิ่งที่อาจารย์สอนไม่ได้เข้าหัวเลยสักนิด ความฝันเมื่อคืนกับเงาลางๆ ของหญิงสาวคนนั้นยังคงตามมาหลอกหลอนไม่เลิก เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงชวนเพื่อนสนิทไปนั่งคุยกันที่มุมสงบภายในตึกเรียน

 

“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ” ฉันเล่าเรื่องทุกอย่างให้ไอนะฟังอย่างหมดเปลือก เพื่อนผมยาวคิ้วขมวดมุ่น ก่อนจะมองฉันอย่างทึ่งๆ

 

“เธอนี่ดีนะ ยังฝันเห็นอะไรแบบนี้บ้าง ฉันไม่เคยฝันเห็นอะไรเลยสักครั้ง หัวถึงหมอนก็หลับสนิท รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว” ไอนะพูดเรื่อยๆ ฉันยิ้มแหย ก่อนถามความเห็นเพื่อนสนิทเบาๆ

 

“นี่ไอนะ เธอคิดว่ายังไงเหรอ?

 

“ก็ไม่รู้สิ แล้วเธอรู้สึกยังไงกับเธอคนนั้นเหรอ? ดีไหมล่ะ?

 

ฉันรู้สึกว่าใบหน้าตัวเองร้อนผ่าว ทำได้แค่มองหน้าเพื่อนสนิทพร้อมกับยิ้มแหยๆ ไอนะยิ้มกริ่ม ก่อนจะหัวเราะปิดปากและพูดขึ้นว่า

 

“คิๆ ฉันเพิ่งเคยเห็นเอรี่เป็นแบบนี้นะเนี่ย รู้สึกดีก็บอกมาเถอะ มาถึงขั้นนี้แล้วคงไม่มีอะไรต้องปิดกันแล้วละมั้ง”

 

“แหะๆ ก็นิดนึง เธอก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนี่นา” ฉันยิ้มออกมา ไอนะยื่นมือมายีผมฉันเบาๆ ฉันค้อนให้คนขี้แกล้งอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

 

“ถ้าฉันไม่ตื่นก่อน ก็คงรู้แล้วว่าเธอคนนั้นคือใครกันแน่นะ” ฉันพูดลอยๆ แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นหูของเพื่อนสนิทไปได้ ไอนะพูดขึ้นเบาๆ ว่า

 

“ความฝันมักจะเล่นตลกกับเราเสมอแหละ มันคงจะเป็นว่า ตื่นมาแล้วต้องทำให้เราลืมบางอย่างไปบ้าง จะได้ไม่หมกมุ่น ละมั้งนะ” คำพูดของไอนะดูมีเหตุผล ฉันพยักหน้าเห็นด้วย

 

“แต่บางที สิ่งที่เราลืมกลับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดนี่สิ”

 

“ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่” ไอนะโพล่งขึ้น ฉันชะงัก ก่อนจะฟังสิ่งที่เธอกำลังจะพูดต่อไป

 

“เธอก็แค่หลับแล้วฝันไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลา คนที่เธอตามหาอาจจะมาปรากฏให้เห็นเอง แล้วแต่ว่าจะมาเมื่อไหร่เท่านั้นแหละ”

 

เวลาผ่านไป ความรู้สึกที่ฉันมีต่อหญิงสาวในความฝันยังคงอยู่ ฉันทำได้แค่หวังว่าจะได้เห็นเธออีกครั้ง แต่ก็ไม่เคยฝันแบบนั้นอีกเลย จนวันหนึ่ง

 

ฉันและไอนะมีพรีเซนท์งานวิชาหนึ่งซึ่งต้องพรีเซนท์กันในห้องประชุมใหญ่ และมีคนมานั่งกันอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งงานนี้มีการนำเสนอกันเป็นกลุ่มและต้องพูดทุกคน ฉันและเพื่อนๆ ทุกคนซ้อมบทที่ต้องพูดมาอย่างดี เมื่อถึงเวลาพรีเซนท์จริงก็อดตื่นเต้นไม่ได้

 

“ตื่นเต้นจังเลยนะ” ฉันกระซิบกับไอนะเบาๆ เธอพยักหน้า

 

“เธอก็ทำออกมาให้ดีที่สุดแล้วกัน พยายามอย่าตื่นเวทีมาก”

 

“ก็ฉันอายนี่นา คนดูตั้งเป็นร้อย” สีหน้าของฉันกังวลอย่างเห็นได้ชัด ไอนะดึงฉันมากอดเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ ไม่นานก็ถึงคิวของพวกเรา เมื่อถึงส่วนที่ฉันต้องพูด ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดทุกอย่างที่ซ้อมมาออกไปโดยพยายามไม่มองสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องมาทางเวที

 

แต่แล้ว สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อถึงส่วนท้ายที่ฉันต้องพูด ฉันกลับลืมบทของตนเองไปเสียดื้อๆ ฉันยืนนิ่ง ทำอะไรไม่ถูกอยู่สักพัก มือสั่น และเหงื่อไหลซึมออกมาทั้งที่อยู่ในห้องแอร์ ไม่นานก็ตั้งสติ และพยายามพูดในส่วนนั้นให้จบจนได้

 

เมื่อการนำเสนอของนักศึกษาทุกกลุ่มเสร็จสิ้นลง ฉันกล่าวขอโทษกับเพื่อนในกลุ่ม และเดินออกมาจากห้องประชุมด้วยความอาย

 

“ตอนนั้นฉันลืมจริงๆ นี่นา” ฉันเอ่ยกับไอนะเบาๆ ยังรู้สึกผิดไม่หายทั้งที่เหตุการณ์ผ่านมาได้พักใหญ่แล้ว

 

“ช่างมันเถอะน่า เรื่องมันแล้วก็ให้มันแล้วไป ฉันเข้าใจเธอนะเอรี่” คำปลอบใจจากเพื่อนสนิททำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง พวกเราแยกกันที่ประตูหน้ามหาวิทยาลัย ก่อนที่ฉันจะเดินกลับบ้านเพียงลำพัง เพราะไอนะมีธุระที่ต้องไปจัดการต่อ

 

ระหว่างทาง ฉันนึกได้ว่าต้องซื้อของเข้าบ้าน จึงเดินไปที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน และถือลิสต์รายการสินค้าที่จดเอาไว้พร้อมกับมองหาของต่างๆ ไปด้วย

 

โครม!

 

ด้วยความที่ฉันไม่ทันมองทาง จึงเดินเข้าไปชนชั้นวางของเข้าอย่างจัง โชคดีที่ไม่มีอะไรร่วงลงมา ได้เพียงรอยถลอกเล็กๆ และหัวโนนิดหน่อยเป็นของแถมเท่านั้น

 

เมื่อได้ของทั้งหมดตามต้องการแล้ว ฉันจึงเดินกลับบ้านอย่างเหม่อลอย พลางคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองในวันนี้

 

แน่นอน ฉันนึกโทษตัวเองอยู่บ้างเหมือนกันว่าถ้าไม่ลืมส่วนที่ต้องพูดในการพรีเซนท์งาน เรื่องซวยๆ แบบนี้คงจะไม่เกิดขึ้น และคิดว่าจะพยายามไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง

 

คืนนั้น ฉันหลับไปพร้อมกับจิตใจที่ยังมีความกังวลหลงเหลืออยู่บ้าง เพราะกว่าจะข่มตาให้หลับลงได้ก็ดึกกว่าเวลาปกติที่เคยนอนพอสมควร ไม่นาน ฉันก็เข้าสู่ห้วงนิทราไป

 

ฉันมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อตนเองกำลังเดินอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ในป่านั้นมืดสนิท คาดว่าน่าจะเป็นเวลากลางคืน รอบตัวไม่ได้ยินเสียงใดๆ นอกจากเสียงจิ้งหรีดเรไรที่พากันกรีดปีกเป็นทำนองฟังดูเยือกเย็นอย่างประหลาด

 

ฉันเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย มองเห็นต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าในความมืด นี่ฉันจะต้องติดอยู่ที่นี่จริงๆ งั้นเหรอ?

 

ไม่นะ! ฉันยังไม่อยากตายอยู่ที่นี่

 

ฉันเดินไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งเดินไปเท่าไร ก็รู้สึกว่าตนเองเดินเข้ามาในป่าลึกมากขึ้นทุกที และด้วยความที่คิดอะไรเพลินๆ อยู่ จึงทำให้ฉันสะดุดหินก้อนหนึ่งล้มลงกับพื้น ฉันยันตัวลุกขึ้นก่อนจะเดินต่อไป หวังเพียงหาทางออกจากป่านี้ให้เจอให้ได้

 

เดินไปสักพัก หางตาก็เหลือบไปเห็นเงาของใครคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้ ฉันระวังตัวเต็มที่ เงานั้นเดินเข้ามาใกล้เข้าไปทุกที เข้ามาใกล้เรื่อยๆ

 

“มาทางนี้สิคะ” เสียงหวานใสที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น ฉันจำได้ทันทีว่าเธอคือคนที่เคยเจอในฝันเมื่อครั้งก่อน

 

“คุณอีกแล้วเหรอคะ” ฉันร้อง เธอคนนั้นยื่นมือให้ฉันจับ ฉันกุมมือนั้นเอาไว้แน่น ก่อนที่เธอคนนั้นจะรีบวิ่งฝ่าต้นไม้ออกไปอย่างรวดเร็ว

 

“เดี๋ยวสิ! จะพาฉันไปไหนน่ะ!” ฉันร้องถามทั้งที่ยังวิ่งอยู่

 

“ตามฉันมาก่อนเถอะค่ะ เวลาของฉันมีไม่มาก” เธอพูดพลางตั้งหน้าตั้งตาวิ่งต่อไป ฉันจึงทำได้เพียงวิ่งตามเธอไปเรื่อยๆ มือบางนั้นอ่อนโยนแต่ก็แข็งแรงพอที่จะพาฉันวิ่งไปได้โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ฉันหายใจหอบก่อนที่เธอจะหยุดวิ่ง และนั่งลงข้างลำธารใสสะอาด

 

“นี่ ฉันถามอะไรหน่อยสิ” ฉันเอ่ยขึ้นทันทีที่พวกเรานั่งลงข้างกัน “เธอน่ะ เป็นใครกันแน่ แล้วทำไมถึงมาช่วยฉันไว้ได้ทุกครั้งเมื่อเกิดอันตราย?

 

“ฉันเป็นใคร คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอกค่ะ” หญิงสาวตอบ ก่อนจะยิ้มออกมา ฉันไม่เข้าใจเลยว่ารอยยิ้มนั้นหมายถึงอะไรกันแน่ จะว่ามีความสุขก็ไม่ใช่ จะว่าเศร้าก็ไม่เชิง ดวงตาของฉันสบประสานกับดวงตากลมโตของเธอนิ่งนาน ก่อนที่เธอคนนั้นจะพูดขึ้นทำลายความเงียบ

 

“คุณจำฉันได้ใช่ไหมคะ?” ฉันรู้สึกฉงนกับคำถามนั้น แต่ก็พยักหน้ารับ

 

“ใช่ จำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้วล่ะ” ดวงตาของเธอคนนั้นหม่นเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะส่งยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดมาให้ ฉันรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง บางอย่างที่ไม่ดีนัก เพื่อให้แน่ใจ ฉันจึงหันไปพูดกับเธอว่า

 

“เราจะได้เจอกันอีกไหม?

 

“อาจจะมีโอกาสหรืออาจจะไม่มี” เธอตอบ คำพูดนั้นขาดหายไป มีแววไหวระริกอยู่ในดวงตากลมโตคู่นั้น

 

ด้วยความรู้สึกสังหรณ์นั้น ทำให้ฉันดึงร่างหญิงสาวปริศนาเข้ามากอดไว้อย่างไม่ลังเล น้ำตาของเธอไหลพราก ฉันจึงใช้หัวแม่มือของตนปาดน้ำตาให้เธอ ทั้งที่ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้หลายๆ อย่างก็ประเดประดังเข้ามาจนตื้นตันไปหมด ทั้งความรู้สึกขอบคุณ คิดถึง และโหยหาตีกันจนไม่รู้ว่าความรู้สึกไหนมีมากกว่ากันแน่

 

“ไม่ต้องเก็บเอาไว้หรอกค่ะรู้สึกยังไงก็พูดออกมาเถอะ เวลาของฉันยังพอมีอยู่ บางทีอาจจะพอช่วยอะไรคุณได้บ้าง” หญิงสาวปริศนาพูดขึ้น น้ำตาของเธอยังคงไหลอยู่ ฉันปล่อยร่างของเธอให้เป็นอิสระ ก่อนที่น้ำตาที่เพียรพยายามกลั้นไว้จะไหลพรากราวทำนบพัง

 

คราวนี้เป็นฝ่ายเธอคนนั้นที่ดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอด ฉันร้องไห้อย่างไม่อาย เช่นเดียวกับเธอคนนั้นที่กอดฉันไม่ยอมปล่อย

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร น้ำตาของฉันเริ่มหยุดไหล เธอคนนั้นปล่อยร่างของฉันให้เป็นอิสระ ฉันรู้สึกได้ว่าอาจมีเวลาไม่มากพอ จึงคิดจะบอกความรู้สึกของตนออกไป ไม่ว่ามันจะเจ็บแค่ไหน ฉันก็รับได้ทั้งนั้น เพราะหากฉันไม่พูดออกไป อาจจะทำให้เสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้

 

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอเป็นใครกันแน่ แต่ยังไงก็ขอบคุณที่ช่วยฉันเอาไว้ ถ้าไม่ได้เธอละก็ ฉันคงจะกลับไปที่เคยจากมาไม่ได้”

 

“เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เธอคนนั้นตอบ “ฉันก็ดีใจเหมือนกันที่ได้พบกับคุณ”

 

“ฉันก็เหมือนกัน” ฉันพยักหน้ารับ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ และพูดว่า

 

“หลังจากวันนี้ ไม่รู้ว่าเราจะได้เจอกันอีกหรือไม่ แต่ฉันก็อยากให้เธอรู้ไว้” พูดพลางดึงร่างของเธอคนนั้นเข้ามากอดอีกครั้ง ก่อนจะกระซิบเบาๆ “ฉันยังคิดถึงเธอเสมอนะ”

 

“ขอบคุณมากนะคะ” เสียงของเธอคนนั้นแหบเครือ ฉันสัมผัสได้ถึงร่างสั่นเทาที่กำลังสะอึกสะอื้น จึงทำได้แค่เพียงกอดปลอบเธอเอาไว้ ทั้งที่ตนเองก็รู้สึกเศร้าไม่แพ้กัน

 

ฉันพยายามมองผ่านม่านน้ำตาออกไปเพื่อให้เห็นหน้าเธอได้ชัดๆ เธอเป็นหญิงสาวร่างเล็ก หน้าตาน่ารัก และตัวเตี้ยกว่าฉันเล็กน้อย และฉันคิดว่าถ้าเธอยิ้มคงจะดูน่ารักกว่านี้หลายเท่าถ้าเทียบกับใบหน้าหวานที่มีน้ำตานองหน้าแบบนี้

 

“นี่ หยุดร้องไห้เถอะ ถ้าเธอไม่หยุดอาจจะเสียใจกว่านี้ก็ได้นะ เวลามีไม่มากไม่ใช่หรือไง?” ฉันเอ่ยกับหญิงสาว เธอพยายามยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ฉันจึงใช้มือช่วยปาดน้ำตาให้เธอเบาๆ

 

“นั่นสินะคะ” เธอพูดขึ้น “เดี๋ยวคุณเองก็ต้องกลับไปที่เดิมสักที ถ้าฉันหายไปแล้ว ขอให้คุณเดินข้ามลำธารนี้ไป จะมีสะพานอยู่ เมื่อถึงตรงนั้น ไม่ต้องหันมามองข้างหลังนะคะ” เธอพูด ฉันมองตามสายตาของเธอไปก็เห็นว่ามีสะพานไม้อยู่อีกฝั่งของลำธารจริงๆ

 

“ให้ฉันเดินข้ามไปเลยเหรอ?” เธอพยักหน้ารับ ฉันมองสะพานสลับกับใบหน้าหวานของเธอคนนั้น น่าเสียดายนะ เวลาของเรามีไม่มาก พวกเราเองก็เจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ทำไม ฉันถึงรู้สึกผูกพันกับเธอเหลือเกิน เหมือนกับเราเคยเจอและได้รู้จักกันมาก่อน ทั้งที่ฉันไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของเธอด้วยซ้ำ

 

“ถามหน่อยสิ นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม?” ไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันเอ่ยถามเธอออกไป เธอคนนั้นเอ่ยขึ้นว่า

 

“ถ้าคุณคิดว่านี่คือความฝัน ฉันก็คงเป็นได้แค่ภาพลวงตา แต่ถ้าคุณคิดว่านี่คือความจริง ฉันก็คงจะมีตัวตนในสายตาของคุณ” เธอพูดเป็นปริศนา ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดเท่าไรนัก แต่ก็เอ่ยออกไปว่า

 

“สำหรับฉัน เธอมีตัวตนเสมอ ไม่ว่าจะในฝันหรือยามตื่น” จบคำตอบ สายตาของฉันสบประสานกับเธออีกครั้ง สมองของฉันพยายามจดจำภาพของหญิงสาวปริศนาคนนั้นเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าเมื่อฉันตื่นขึ้นอาจจะจำเธอไม่ได้อีกต่อไปก็ตาม

 

“ฉันก็จะไม่ลืมคุณเหมือนกันค่ะ” เธอตอบ ฉันยิ้มออกมากับคำพูดประโยคนั้น และใช้โอกาสที่เธอคนนั้นเผลอ หอมแก้มใสของเธอไปฟอดใหญ่ เรียกสีเรื่อจากพวงแก้มทั้งสองข้างนั้นได้ไม่ยาก

 

“แม้วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เราได้พบกัน แต่ฉันก็เชื่อนะว่า สักวัน เราจะต้องได้พบกันอีกแน่” ฉันพูดขึ้น หญิงสาวคนนั้นยิ้มออกมา แม้มันจะเป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้า แต่สักพักก็มีประกายบางอย่างอยู่ในดวงตาของเธอ

 

“แล้วฉันจะรอวันนั้นนะคะวันที่ฉันจะได้พบคุณอีกครั้ง” เธอพูด ก่อนจะเดินเข้ามาหาฉันช้าๆ ฉันรวบร่างบางนั้นเข้ามากอดเป็นครั้งสุดท้าย หวังให้ความรู้สึกทั้งหมดที่มีส่งผ่านไปให้ถึงเธอ ไม่ว่าจะเป็นความสุขที่ได้เจอ หรือความเศร้าที่จะต้องจากกันในอีกไม่ช้า

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หรือมีอะไรดลใจ ริมฝีปากของฉันเคลื่อนเข้าหาอีกฝ่ายช้าๆ และมันก็ประทับลงบนกลีบกุหลาบบางนั้นอย่างเงียบงัน และเนิ่นนาน

 

เสียงจิ้งหรีดกรีดปีกยังคงดังอยู่รอบตัว

 

อากาศเย็นของป่ากับกลิ่นของต้นไม้คือสิ่งที่รู้สึกได้

 

รสจุมพิตแสนอ่อนหวานที่แฝงไปด้วยความรู้สึกหลายอย่าง ทั้งความรัก และความเจ็บปวด

 

ฉันค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกมาช้าๆ ปล่อยร่างบางของเธอให้เป็นอิสระ และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

 

ร่างของเธอคนนั้นหันหลังเดินกลับไปทางหนึ่ง มีแสงจ้าบาดตาลำหนึ่งพุ่งออกมา ก่อนเสียงสุดท้ายของเธอจะพูดขึ้นว่า

 

“หมดเวลาของฉันแล้ว ขอให้คุณโชคดีนะคะ” พูดพลางส่งยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับชี้มือมาทางสะพาน ฉันเข้าใจสัญญาณมือนั้นดีจึงรีบเดินพร้อมกับตะโกนไล่หลังไปว่า

 

“ถ้ามีโอกาส เราคงได้พบกันอีกนะ”

 

ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับน้ำตานองหน้า ลุกขึ้นนั่งช้าๆ พร้อมกับคิดถึงความฝันที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ

 

จำไม่ได้อีกแล้ว ใบหน้าของเธอคนนั้น

 

แต่ความหวานปนขมที่ติดอยู่บนริมฝีปากนี่มันอะไรกัน?…

 

ฉันพยายามสะบัดหัวไล่ความง่วงงุนให้ออกไป สมองพยายามประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้น นานแล้วที่ฉันฝันอะไรแปลกๆ แบบนี้ แต่เดี๋ยวสิ! มันก็ไม่มีฝันครั้งไหนที่แปลกและมีเรื่องราวมากมายเท่ากับครั้งนี้มาก่อนเลยนี่นา

 

ฉันล้มตัวลงนอนอีกครั้ง มองเพดานห้องไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย พร้อมกับพยายามนึกถึงใบหน้าของหญิงสาวปริศนาในความฝัน แต่ก็นึกไม่ออก จำได้เพียงเงาเลือนรางเท่านั้น

 

“ไม่เป็นไรหรอก” ฉันพูดกับตัวเองเบาๆ

 

แม้จะจำไม่ได้ ไม่รู้แม้แต่ชื่อ ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แต่ความรู้สึกทุกอย่างนั้นฉันเชื่อว่าเป็นของจริง

 

แม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก ไม่ว่าจะในความฝันหรือในชีวิตจริง แต่ฉันก็ยังรอ

 

รออย่างมีความหวัง

 

ว่าสักวัน

 

เราต้องได้พบกันอีกครั้งแน่นอน

 

[The end]