The last letter จดหมายฉบับสุดท้าย [Christmas fiction]

-A A +A

The last letter จดหมายฉบับสุดท้าย [Christmas fiction]

หมวดเรื่องสั้น: 

Story by: Leah

 

“ลีอา… ทำใจดีๆ ไว้นะ” เสียงของใครคนหนึ่งปลุกให้ฉันตื่นขึ้นจากภวังค์ ฉันเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เดินเข้ามา สลับกับจดหมายที่ถืออยู่ในมือ

 

“พี่รัน…” เสียงที่เอ่ยออกมาจากลำคอนั้นแหบแห้งและเบาหวิว ฉันมองหน้าของคนที่เป็นพี่สาว คนที่เข้าใจความรู้สึกของฉันมากที่สุดในยามนี้ ฉันสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากเย็น ก่อนจะถามออกไป “นี่… เป็นเรื่องจริงใช่ไหม?”

 

“อืม…” รันครางในลำคอเบาๆ ก่อนจะกวาดตามองข้อความสั้นๆ ในจดหมายอีกรอบ เธอเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างหลังและกอดฉันไว้ “ถึงพี่ไม่อยากจะเชื่อ แต่นี่ก็เป็นความจริง ใช่ เธอจากไปแล้ว จากไปไกลแสนไกล… ไกลเหลือเกิน” เสียงที่เอ่ยประโยคหลังแหบเครือจนฉันรู้สึกใจหาย ขอบตาที่ร้อนผ่าวอยู่แล้วยิ่งร้อนขึ้นไปอีก สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาอย่างยากจะอดกลั้น

 

“ไม่เป็นไร ร้องไห้ออกมาเถอะ” เสียงของรันกระซิบอยู่ข้างหู ดวงตาของคนเป็นพี่แดงเรื่อ เธอกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เช่นเดียวกับฉันที่ซุกหน้าอยู่กับอกของอีกฝ่ายอย่างต้องการที่พักพิง

 

เป็นเวลานานทีเดียวกว่าฉันจะสงบลงได้ ฉันเดินไปล้างหน้าล้างตาก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างหมดแรง ข้อความในจดหมายกระทบจิตใจฉันมากจนไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง

 

ฉันนึกถึงใบหน้าของคนคนหนึ่ง คนที่มักจะทำให้ฉันมีรอยยิ้มเสมอทุกครั้งที่นึกถึง คนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทกันเมื่อยังเรียนอยู่ ม.ต้น คนที่แม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่ก็ยังมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้าและยืนหยัดสู้กับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตด้วยความเข้มแข็ง…

 

ชู…

 

ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน

เรื่องเริ่มขึ้นในวันเปิดเทิมตอนที่ฉันเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นปีแรก…

 

“ลีอา เสร็จหรือยัง เดี๋ยวไปเข้าแถวไม่ทันนะ” รัน พี่สาวที่อายุห่างกันแค่ปีเดียวเอ่ยเร่งขณะที่ฉันยืนอยู่หน้าห้องน้ำใต้อาคารเรียน และกำลังเก็บของใส่กระเป๋ามือเป็นระวิง

 

“เสร็จแล้วๆ พี่รัน ไปกันเถอะ” พูดพลางสะพายกระเป๋าพาดบ่าก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินตามร่างสูงกว่าออกจากตรงนั้นไป

 

พวกเราสองคนเดินเข้ามาในสนามฟุตบอลซึ่งมีทั้งศิษย์ปัจจุบันและเด็กนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาใหม่กำลังเดินกันขวักไขว่ เสียงพูดคุยกันดังเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ ฉันมองคนที่เดินผ่านหน้าไปมาจนตาลาย รู้สึกเคว้งคว้างอยู่ลึกๆ นั่นสินะ เด็กใหม่ที่เข้ามาโรงเรียนใหม่ตัวคนเดียว นอกจากพี่สาวแล้วก็ไม่มีเพื่อนที่รู้จักเลยสักคน ต้องเจอกับคนใหม่ๆ สถานที่ใหม่ก็ต้องรู้สึกไม่คุ้นเคยเป็นธรรมดา

 

“นี่ เราจำได้ไหมเนี่ยว่าอยู่ห้องไหน?” เสียงเรียกพร้อมกับแรงสะกิดที่แขนทำให้ฉันรู้สึกตัว ฉันหันกลับไปมองต้นเสียง ก่อนจะเอ่ยตอบ

 

“หะ… หา! เอ่อ อยู่ห้อง…”

 

ยังไม่ทันจะพูดต่อ ก็มีร่างเพรียวบางของใครคนหนึ่งพร้อมกับไม้ค้ำยันเดินเข้ามาหา เธอยกมือขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะหันมามองพวกเรา

 

“เอ่อ… ขอโทษนะคะ ตรงนี้ใช่แถว ม.1 ห้อง C หรือเปล่าคะ”

 

ฉันหันไปยิ้มให้ก่อนตอบ “ไม่ใช่หรอกค่ะ แต่… เมื่อกี้เธอบอกว่าอยู่ห้อง C เหรอ งั้นก็ห้องเดียวกันน่ะสิ” เมื่อคิดย้อนไปถึงคำพูดของเพื่อนคนเมื่อกี้ก็ทำให้นึกขึ้นมาได้ เธอคนนั้นส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้ ก่อนจะพูดว่า

 

“งั้นไปด้วยกันไหมล่ะคะ ฉันก็ยังไม่รู้ว่าแถวห้องเราอยู่ไหนเหมือนกัน”

 

“ดีเลยๆ พี่รัน” ฉันหันไปทางพี่สาว รันเดินนำพวกเราออกจากตรงนั้นโดยมีเพื่อนใหม่เดินอยู่รั้งท้าย ไม่นานก็มาถึงห้องของตัวเอง ก่อนจะแยกกันฉันหันไปยิ้มให้รันทีหนึ่ง เธอพยักหน้า พูดขึ้นมาประโยคหนึ่งก่อนจะเดินออกจากตรงนั้นไป

 

“ไว้เจอกันหน้าประตูโรงเรียนตอนเย็นนะ”

 

ฉันหันไปมองเพื่อนใหม่ที่ยืนอยู่ข้างหลังอย่างสนใจ เธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ร่างเพรียวบางจนฉันคิดว่าถ้าถูกใครชนเข้าก็อาจจะถึงขั้นกระเด็นได้เลย ดวงตากลมโตและรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าน่ารัก ข้างหลังสะพายกระเป๋าของโรงเรียน ฉันสังเกตว่าเธอมักจะถือไม้ค้ำยันเอาไว้ในมือข้างหนึ่งตลอดเวลาที่ก้าวเดิน เวลานั่งก็วางไว้ข้างตัว ฉันยังไม่กล้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับขาของเธอกันแน่ เพราะเกรงว่าอาจจะไปกระทบจิตใจของเจ้าตัวได้

 

ฉันนั่งคิดอะไรเพลินๆ สักพัก คนที่นั่งอยู่ข้างหลังก็หันมาหา ก่อนจะเริ่มชวนคุย

 

“นี่… เธอชื่ออะไรเหรอจ๊ะ? คุยกันมาสักพักแล้วยังไม่รู้จักชื่อเลย”

 

“ฉันชื่อลีอาจ้ะ เธอล่ะ?”

 

“ชู… ฉันชื่อชู ยินดีที่ได้รู้จักน้า”

 

“เช่นกันจ้ะ อะ! ขึ้นห้องแล้วนี่นา พวกเราไปกันเถอะ” ฉันสังเกตเห็นว่าคนในแถวเริ่มขยับลุกขึ้นพร้อมกับที่อาจารย์ปล่อยพวกเราขึ้นห้องพอดี จึงคว้ากระเป๋าขึ้นสะพายหลังและลุกตามคนอื่นๆ บ้าง ไม่ลืมหันไปหาชูที่ลุกขึ้นยืนพร้อมกับคว้าไม้ค้ำยันบนพื้นขึ้นมาถือไว้

 

“ให้ฉันช่วยพยุงนะ” ฉันไม่รอให้เธออนุญาต ฉวยข้อมือเล็กข้างหนึ่งไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะเดินตามคนอื่นออกจากสนาม ชูหันมายิ้มบางๆ ก่อนเอ่ย

 

“ขอบใจมากเลยจ้ะ แต่ลีอา ปล่อยฉันเดินเองเถอะจ้ะ ฉันไม่เป็นไรหรอก แล้ว… เอ่อ”

 

เธออ้ำอึ้งไม่กล้าพูดต่อ ฉันพอจะรู้ว่าเธอต้องการจะพูดอะไรจึงส่ายหน้าเบาๆ กล่าวว่า

 

“ไม่เป็นไรๆ เธอไม่ต้องเกรงใจหรอก เอาเป็นว่าถ้ามีอะไรเรียกฉันได้ตลอดเลยนะ เดี๋ยวฉันช่วยเอง”

 

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเรารู้จักและเริ่มสนิทกัน จนก่อเกิดเป็นความผูกพัน โดยที่ฉันเองก็ไม่รู้ตัว

 

วันหนึ่ง หลังจากฉันมาถึงโรงเรียนและโบกมือลารันแล้วก็รีบมุ่งหน้าไปที่โรงอาหาร ฉันก้าวฉับๆ ไปที่โต๊ะตัวหนึ่งซึ่งเป็นโต๊ะประจำ พอวางสัมภาระได้ก็ทรุดตัวนั่งลงทันที

 

“เฮ้ย! ลีอา ตามหาตั้งนาน” เสียงแหบห้าวของใครคนหนึ่งตะโกนอยู่ข้างตัวทำเอาฉันสะดุ้งเฮือก ฉันหันไปมองเจ้าของเสียง ทำท่าจะแว้ดกลับ เมื่อรู้ว่าผู้มาใหม่เป็นใครก็ใส่ไม่ยั้งทันที

 

“โอ๊ย! ไอ้บ้าฮาโรลด์ ฉันก็นั่งอยู่ตรงนี้ทุกวันอยู่แล้ว นายจะตะโกนหาอะไร มันหนวกหูนะยะ!”

 

“เธอก็อย่าเพิ่งโวยวายไป ที่มาหานี่ฉันแค่อยากจะถามว่ากินข้าวหรือยัง ถ้ายังจะได้ไปซื้อมาให้ แต่เธอต้องให้ฉันร่วมโต๊ะด้วยนะ” ฮาโรลด์พูดรัวเร็วพร้อมยิ้มทะเล้น เขาเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง หนึ่งในเพื่อนร่วมห้องของฉันกับชู และเป็นเพื่อนชายคนเดียวที่ฉันสามารถคุยด้วยได้อย่างสนิทใจ ด้วยความที่หน้าตาดีแต่เสียงดัง และค่อนข้างปากหมา จึงทำให้พวกเราปะทะฝีปากกันบ่อยๆ แต่จริงๆ ก็ไม่มีอะไร ฮาโรลด์เป็นคนใจดีคนหนึ่ง แค่แสดงออกไม่เก่งก็เท่านั้น

 

“ในเมื่อนายมัดมือชกขนาดนี้แล้วฉันจะปฏิเสธยังไงล่ะฮึ ไปๆ จะไปซื้อข้าวก็ไป” ฉันออกปากไล่ สักพักก็เรียกเขากลับมาอีกรอบ เด็กหนุ่มหันกลับมาก่อนเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

 

“นายช่วยซื้อโกโก้ร้อนกับขนมปังปิ้งมาให้ฉันด้วยแล้วกัน”

 

“รับทราบคร้าบ งั้นฝากเฝ้าโต๊ะด้วย เดี๋ยวฉันกลับมา”

 

ไม่นาน ฮาโรลด์ก็กลับมาพร้อมกับหอบของพะรุงพะรังเต็มสองมือ ฉันมองอย่างอึ้งๆ แต่ก็ลุกขึ้นไปช่วยวางของลงบนโต๊ะ เด็กหนุ่มยิ้มขอบคุณ ก่อนจะพูดขึ้น

 

“ความจริง ฉันไม่ได้กินทั้งหมดนี่หรอก”

 

“แล้วนายซื้อมาทำไมเยอะแยะ ฉันคงช่วยกินได้ไม่หมดหรอกนะ”

 

“ฉันก็ไม่ได้บอกให้เธอช่วยกินซะเมื่อไหร่ จริงๆ นอกจากพวกเราแล้วยังมีเพื่อนอีกคนมาขอนั่งด้วยนะ”

 

“ใครเหรอ?” ฉันถามก่อนจะมองไปข้างหลัง ก็เห็นไม้ค้ำยันที่คุ้นตาวางอยู่ข้างโต๊ะ ระหว่างสมองกำลังประมวลผลอยู่นั้น เสียงใสๆ ของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลัง

 

“ขอบใจมากนะฮาโรลด์ รบกวนนายอีกแล้ว”

 

“อ้าว ชู ทำไมถึงมากับไอ้บ้านี่ได้ล่ะ” ฉันเอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้าของไม้ค้ำยืนอยู่ข้างโต๊ะ ฉันลุกขึ้นไปช่วยพยุงเธอมานั่ง ก่อนจะหันไปสนใจของกินบนโต๊ะอีกรอบ

 

“พอดีวันนี้ฉันมาเร็ว ก็เลยมาซื้อข้าวกิน แล้วบังเอิญเจอฮาโรลด์พอดีน่ะจ้ะ”

 

“ฉันเป็นคนไปช่วยเอาของชูมาวางให้เองแหละ เห็นใช้ไม้ค้ำด้วยน่าจะถือของไม่ถนัด”

 

“แบบนี้เอง นายก็เป็นคนดีเหมือนกันนี่นา” ฉันหันไปยิ้มให้เขา พร้อมกับขยับที่ให้ชูนั่งได้ถนัดขึ้นอีกหน่อย

 

“ลีอา เธอพูดแบบนี้หมายความว่าไงน่ะ!” เสียงของฮาโรลด์ดูหงุดหงิดนิดๆ ฉันกลืนขนมปังก่อนตอบ

 

“เปล่านี่ ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ นี่คือนายอยากทำตัวมีประโยชน์กับเขาบ้างแล้วหรือไงฮึ ทุกทีเห็นชอบแซวคนอื่นเขาไปทั่ว”

 

“โธ่ลีอาละก็ ในสายตาเธอไม่เห็นว่าฮาโรลด์คนนี้มีอะไรดีเหมือนคนอื่นเขาบ้างเลยหรือไง” น้ำเสียงของเขาแสดงให้เห็นชัดว่าจงใจดัดให้ฟังดูน่าสงสารเกินจริง ฉันหันไปถลึงตามองอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะแค่นเสียง ‘เฮอะ’ ออกมาคำหนึ่ง

 

“เอ่อ ทั้งสองคน รีบกินกันเถอะจ้ะ เดี๋ยวก็ไปเข้าแถวไม่ทันหรอก” เสียงของชูเอ่ยขึ้นเบาๆ ทำให้ฉันกับฮาโรลด์ก้มลงจัดการกับอาหารบนโต๊ะด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่พวกเราสามคนจะเอาถาดกับข้าวไปเก็บเข้าที่ ทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปที่สนามด้วยกัน

 

นี่คือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างพวกเราสามคน จนเวลาผ่านไปเรื่อยๆ อย่างสงบสุข ฉัน ชู และฮาโรลด์ก็ใช้ชีวิตมัธยมต้นอย่างราบรื่น เรียน เล่น สอบ เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนตามประสาเด็กทั่วๆ ไป จนเวลาผ่านไป ในวันที่พวกเราเรียนอยู่มัธยมต้นปีที่ 2

 

เรื่องเกิดขึ้นในวันหนึ่ง เด็ก ม.2 ห้อง C อย่างพวกเราต้องสอบวิชาคณิตศาสตร์ที่โรงอาหารในคาบสุดท้ายก่อนพักเที่ยง โดยอาจารย์ผู้สอนให้เหตุผลว่าเมื่อหมดเวลาพักแล้วก็จะได้กินข้าวกลางวันได้เลยโดยไม่ต้องขึ้นไปเก็บของบนห้องอีก ซึ่งฉันเองก็เห็นด้วยมากๆ กับความคิดนี้

 

“นี่ พวกเธอน่ะ อ่านเรื่องที่จะสอบวันนี้มาพร้อมหรือยัง” เสียงของฮาโรลด์เอ่ยถามขณะพวกเราเดินลงจากอาคารเรียนตรงไปที่โรงอาหารด้วยกัน

 

“ฉันอ่านมาแล้วจ้ะ แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า” ชูพูดขณะเดินลงบันได เสียงไม้ค้ำยันกระทบพื้นดังก๊อกแก๊ก ฉันมองสองคนคุยกันและเดินอยู่รั้งท้ายเพื่อช่วยระวังหลังให้ชูด้วย ปากก็ตอบไปว่า

 

“ไม่เป็นไรน่า ชูทำได้อยู่แล้ว แต่ฉันนี่สิ… เฮ้อ ขนาดอ่านมาแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี”

 

“แล้วทำไมเธอไม่บอกฉันให้ช่วยติวให้ล่ะ ถ้าบอกเร็วกว่านี้สักสองสามวันน่าจะทันสอบนะ” เสียงของฮาโรลด์ตะโกนถามมาจากข้างหน้า ฉันจึงเอ่ยตอบด้วยเสียงค่อนข้างดังกลับไปว่า

 

“ก็ฉันไม่คิดว่าเรื่องนี้มันจะยากขนาดนี้นี่นา แล้วอีกอย่าง ถึงนายจะติวให้ฉันขนาดไหน คะแนนฉันก็เทียบกับนายไม่ได้อยู่ดี นายมันเป็นเด็กเทพประจำห้องนี่” จริงอย่างที่พูด คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของฮาโรลด์มักจะเป็นอันดับ 1 ของห้องเสมอ เมื่อเทียบกับฉันแล้วพูดได้เต็มปากว่านำห่างชนิดไม่เห็นฝุ่น แสดงให้เห็นว่าเขาชอบวิชานี้มากจริงๆ

 

“เอาน่า เธอบอกว่าฉันเป็นเด็กเทพเหรอ งั้นลองเทียบกับภาษาอังกฤษดูสิ คะแนนฉันก็เทียบกับเธอไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ ทีหลังช่วยติวให้ฉันบ้างนะ นี่ก็ใกล้จะสอบแล้วด้วย ถ้าคราวนี้ฉันสอบได้คะแนนไม่ดีกลับไปคงโดนพ่อหัวเราะเยาะแหงๆ”

 

ฉันนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ เอ… คำพูดของฮาโรลด์เป็นความจริงแน่เหรอ? จริงอยู่ว่าฉันชอบเรียนวิชาภาษาอังกฤษจนสอบได้ที่หนึ่งของห้องหลายครั้ง แต่คะแนนของเขาก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นไม่ใช่หรือไง หรือเขาจะหาเรื่องให้ได้อยู่กับฉันบ่อยๆ กันแน่นะ

 

“เฮ้ย! ผู้หญิงสองคนข้างหน้าน่ะ เดินให้มันเร็วๆ หน่อยได้ไหม พวกฉันกำลังรีบ” เสียงเอะอะจากด้านหลังทำให้ฉันสะดุ้งจนเกือบก้าวพลาด ฉันหันไปมองก็เห็นเด็กผู้ชายผมสั้นเกรียนสามคน ดูที่เสื้อเห็นมีดาวสามดวงแสดงว่าเป็นรุ่นพี่ พวกนั้นเดินลงบันไดมาอย่างเร็วจนฉันรีบเบี่ยงตัวหลบแทบไม่ทัน แต่…

 

โครม! เคร้ง!

 

ภาพตรงหน้าทำให้ฉันยืนตัวแข็งทื่อ กว่าจะรู้สึกตัวและตั้งสติได้ก็ได้ยินเสียงร้อง ‘โอ๊ย!’ ด้วยความเจ็บปวดดังมาจากข้างล่าง ฉันหันไปมองก็เห็นไม้ค้ำยันของชูกระดอนมาอยู่ที่พื้นข้างตัว มือคว้ามันขึ้นมาก่อนจะมองหาเจ้าของไม้นั้น

 

“ชู เธอโดนชนเหรอ!” เสียงร้องอย่างตกใจของฮาโรลด์ดังใกล้เข้ามา เด็กหนุ่มกำลังรีบวิ่งย้อนกลับมาทางนี้ ฉันก้าวลงบันไดไปช่วยพยุงเพื่อนสาวร่างบางให้ลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะหันไปหาคู่กรณีที่ยืนอยู่ไม่ไกล

 

“พี่คะ… เมื่อกี้พี่เดินชนเพื่อนหนูนะคะ” ฉันมองหน้ารุ่นพี่แต่ละคน บนใบหน้าของพวกเขายังคงเรียบเฉย เมื่อมองให้ถนัดจึงจำได้ว่าเป็นรุ่นพี่ที่อยู่ในรายชื่อกลุ่มอันธพาลของโรงเรียนทั้งหมด ฉันรู้สึกใจหาย ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือก็เห็นว่าใกล้ถึงเวลาสอบแล้ว ถ้าไปช้ากว่านี้อีกนิดเดียวละก็คงไม่ทันเวลาแน่ๆ ทันใดนั้น รุ่นพี่คนหนึ่งในกลุ่มก็พูดขึ้นว่า

 

“เดินชนแล้วทำไม พวกเธอไม่หลบกันเองนี่ ช่วยไม่ได้นะ”

 

“เมื่อกี้พวกพี่บอกว่ารีบไม่ใช่เหรอคะ แล้วคิดว่าพวกหนูไม่รีบหรือไงกัน!” เมื่อได้ยินคำพูดของหนึ่งในกลุ่มก็ทำให้รู้สึกโมโห นอกจากจะไม่ขอโทษแล้วยังอ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด แล้วแบบนี้ใครจะยอมง่ายๆ กัน

 

“แล้วในเมื่อพวกเธอบอกว่ารีบ งั้นทำไมยังมัวยืนคุยกันอยู่บนบันไดล่ะ จะโดนชนก็สมควรแล้ว ฮ่าๆๆ!” หนึ่งในกลุ่มนั้นพูดแล้วหัวเราะ ทำให้คนที่เหลือพากันหัวเราะตาม ใบหน้าของฉันเริ่มแดงด้วยความโกรธ ทันทีที่ฝ่ามือยกขึ้นเตรียมจะฟาดกับอะไรสักอย่างเพื่อระบายความโกรธนั้น เสียงของฮาโรลด์ก็ดังเรียกสติ

 

“ลีอา ใจเย็นๆ ก่อน” เขาเดินเข้ามาคั่นกลางระหว่างฉันกับกลุ่มรุ่นพี่ ก่อนจะพูดต่อ

 

“ถ้าพวกพี่จะไม่ขอโทษ พวกผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะครับ แต่พี่ช่วยดูเพื่อนผมหน่อยเถอะ ว่าในมือเธอถืออะไรอยู่?” เสียงของฮาโรลด์เย็นเยือก เขาชี้ไปที่ไม้ค้ำยันที่ฉันส่งให้ชูถือไว้และพยุงตัวเองลุกขึ้นจากพื้นเรียบร้อยแล้ว ร่างนั้นโงนเงนนิดๆ จนฉันต้องเดินเข้าไปช่วยพยุง เธอนิ่วหน้าเล็กน้อยจนฉันอดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ ฉันก้มลงมองสำรวจบาดแผลตามตัวของเธอก็ไม่เห็นว่าเป็นอะไรมาก นอกจากรอยฟกช้ำที่ขา 2-3 รอย แหงละ ถูกชนจนกระเด็นแบบนั้นไม่ได้แผลบ้างก็ให้มันรู้ไป

 

“เฮอะ แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ กับไม้ค้ำ ถูกชนนิดหน่อยไม่เป็นอะไรมากหรอกน่า” เสียงของรุ่นพี่คนหนึ่งดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงครางอืออาแสดงว่าเห็นด้วยจากคนที่เหลือ ฉันคิ้วกระตุก แต่ฮาโรลด์ใจเย็นกว่ามาก เขามองหน้ารุ่นพี่อันธพาลเหล่านั้นอย่างไม่กลัวเกรง ก่อนจะถามด้วยสีหน้าจริงจัง

 

“ตกลง พวกพี่จะไม่ขอโทษจริงๆ ใช่ไหมครับ?”

 

“เสียใจด้วยนะ พอดีพวกเรารีบ คงไม่มีเวลามานั่งเสวนากับพวกนายเท่าไหร่ เอาเป็นว่าเรื่องเกิดที่นี่ก็ให้มันจบที่นี่เถอะ” เสียงของหนึ่งในรุ่นพี่พูดขึ้น ก่อนคนที่เหลือจะช่วยพูดคนละประโยคสองประโยค

 

“เรื่องคราวนี้ก็ขอโทษด้วยแล้วกัน ทีหลังก็เดินดีๆ หัดมองทางซะบ้าง จะได้ไม่โดนชนอีก”

 

เรื่องจบลงที่ต่างฝ่ายต่างแยกกันไปคนละทาง ฉันหันไปมองฮาโรลด์หน้าบึ้ง ก่อนจะพูดว่า

 

“ติดที่พวกเราก็รีบหรอกนะ ไม่งั้นคงได้มีมวยกันบ้างสักยกแล้วแหละ”

 

“นั่นสิ นิสัยแย่จริงๆ ถ้าจะพูดขอโทษแบบนี้ก็ไม่ต้องขอโทษยังดีซะกว่า” ฮาโรลด์เห็นด้วย คิ้วของเขาขมวดเป็นปมก่อนจะหันไปมองชูที่ยืนเงียบไม่พูดไม่จา น้ำเสียงที่พูดกับเพื่อนร่างบางอ่อนลงเล็กน้อย

 

“ชู เธอไม่เป็นไรมากใช่ไหม?”

 

“นอกจากแผลที่ขาแล้วก็เจ็บสะโพกนิดหน่อย ไม่เป็นไรมากหรอกจ้ะ ทั้งสองคนไม่ต้องกังวลนะ”

 

“เธอไปสอบไหวแน่เหรอ? จะไปทำแผลที่ห้องพยาบาลก่อนดีไหม?” ฉันหันมาถามพลางก้มดูนาฬิกาไปด้วย “พวกเราต้องรีบเดินแล้วนะ เหลือเวลาแค่ 2 นาที ยังเดินไปไม่ถึงไหนเลย ให้ตายสิ เดินอยู่ดีๆ ไปมีเรื่องกับพวกอันธพาลซะได้” สุดท้ายก็อดบ่นออกมาไม่ได้ วันนี้มันวันซวยอะไรเนี่ย

 

“ไม่เป็นไรจ้ะ สอบเลขสำคัญกว่าเยอะ เรื่องทำแผลไว้ก่อนก็ได้ ฉันไม่เป็นไรจริงๆ จ้ะ”

 

เมื่อชูยืนยันเช่นนั้นก็ต้องปล่อยเลยตามเลย พวกเราสามคนจึงรีบเร่งฝีเท้าเพื่อไปให้ทันเวลาก่อนที่อาจารย์จะเริ่มแจกกระดาษคำตอบและตัวข้อสอบ ระหว่างเดินฉันคอยลอบมองชูเป็นระยะ เธอยังคงเดินตามพวกเราเรื่อยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าอาจจะเจ็บแผลอยู่บ้างก็ตาม

 

หลังจากทำข้อสอบเสร็จ พวกเราก็รีบตรงไปที่ห้องพยาบาลทันที ชูเข้าไปทำแผลที่ขาสักพักก็กลับออกมา ระหว่างที่พวกเราเดินกลับไปที่โรงอาหารอีกครั้งเพื่อซื้อข้าวกลางวัน ฮาโรลด์ก็เปิดประเด็นเรื่องรุ่นพี่ ม.3 กลุ่มนั้นขึ้นมาอีกรอบ

 

“พวกเธอคิดยังไงกับพวกรุ่นพี่กลุ่มนั้น?”

 

“รู้สึกว่า พวกรุ่นพี่กลุ่มนี้จะมีรายชื่อในกลุ่มพวกเด็กอันธพาลประจำโรงเรียนด้วยนะ” ฉันออกความเห็น ได้รับการพยักหน้าหงึกๆ จากเด็กหนุ่มที่เดินนำอยู่ข้างหน้า

 

“อันธพาลสมชื่อจริงๆ นั่นแหละ ชนคนอื่นแล้วยังไม่ขอโทษ พูดจาก็ไม่ดี น่าจะให้โดนครูฝ่ายปกครองลงโทษซะให้เข็ด”

 

ฉันถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ อย่างระอา นายฮาโรลด์คนนี้เมื่อได้ด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์ใครแล้วจะหยุดได้ยากมาก เขาจะขุดหาคำด่า หรือคำสบถสารพัดมาพูดได้ชนิดที่คนโดนด่าเป็นต้องรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ กันเลยทีเดียว

 

“นี่ๆ ฮาโรลด์ นายจะหยุดได้ยัง” ฉันเอ่ยขัดจังหวะ หลังจากฟังเขาด่ากลุ่มรุ่นพี่อย่างเมามันสักพัก เมื่อสังเกตว่าเดินเข้ามาข้างในโรงอาหารแล้วก็ชี้มือไปที่ร้านน้ำปั่น

 

“ฉันแนะนำให้นายไปซื้อน้ำผลไม้เปรี้ยวๆ มากินสักแก้วนะ พูดไปขนาดนั้นคงคอแห้งน่าดู”

 

“ได้สิ ลีอาช่วยแนะนำทีว่าฉันควรซื้อน้ำอะไร” ฮาโรลด์รับมุข ฉันแอบกลอกตาเบาๆ ก่อนจะช่วยแนะนำตามที่ขอ

 

“น้ำมะนาว น้ำส้ม หรือไม่ก็…”

 

“สตรอว์เบอร์รี่”

 

เสียงของเพื่อนร่างบางข้างตัวทำให้ฉันหันไปมอง จู่ๆ ชูก็พูดออกมา ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจไม่น้อย

 

“เอ๋ ชู เธอก็เอากับเขาด้วยเหรอ” ฮาโรลด์อุทานอย่างประหลาดใจ ปกติชูจะเป็นคนพูดน้อย เรียบร้อย และคอยช่วยประนีประนอมเมื่อฉันกับฮาโรลด์ปะทะฝีปากกัน คราวนี้เจ้าตัวลงมาพูดเล่นกับพวกเราด้วยถือว่าผิดคาดทีเดียว

 

“ก็ฮาโรลด์บอกให้ช่วยแนะนำน้ำผลไม้เปรี้ยวๆ ไม่ใช่เหรอ ฉันว่าสตรอว์เบอร์รี่ก็อร่อยน้า เปรี้ยวๆ หวานๆ ดี”

 

“ได้สิ เดี๋ยวฉันจะไปลองคิดดูว่าจะกินน้ำอะไร” เขาทำท่าจะเดินไปที่ร้านน้ำปั่นจริงๆ แต่จู่ๆ ขาก็หยุดก้าว ฮาโรลด์หันกลับมาหาพวกเรา ปากก็เอ่ยถามว่า

 

“ที่พูดมานี่ ชู เธออยากกินน้ำสตรอว์เบอร์รี่ใช่หรือเปล่า”

 

ชูเงียบ สักพักก็สารภาพพร้อมยิ้มแหย “ก็อยากอยู่จ้ะ”

 

“งั้นพวกเธอสองคนไปซื้อข้าวกันก่อน เดี๋ยวฉันซื้อน้ำมาให้ ลีอาเธอเอาน้ำอะไรไหม?”

 

ฉันพยักหน้าก่อนจะแจ้งรายการของที่ฝากซื้อและเดินไปจองโต๊ะพร้อมกับชู

 

พวกเรานั่งกินข้าวกันสักพัก จู่ๆ ฮาโรลด์ก็พูดขึ้นมาลอยๆ

 

“จะว่าไป รู้จักพวกเธอมาได้จนใกล้จะหมดเทิมแล้ว แต่ฉันยังมีเรื่องสงสัยอยู่น่ะ”

 

“เรื่องอะไรเหรอ?” ฉันเลิกคิ้วถาม ฮาโรลด์ม้วนเส้นสปาเกตตีเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะถามอย่างไม่อ้อมค้อมสักนิด

 

“ฉันอยากรู้ว่า ทำไมเวลาเดินชูต้องใช้ไม้ค้ำด้วยเหรอ?”

 

หลังจากจบคำถามของเด็กหนุ่มหนึ่งเดียวในโต๊ะ ก็เกิดความเงียบเข้าปกคลุมทันที ฉันซดน้ำแกง สายตาเหลือบไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เป็นระยะ ไม่นานก็อดรนทนไม่ไหว จึงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

 

“อะ… เอ่อ ฮาโรลด์ ทำไมอยู่ๆ นายก็ถามแบบนี้ล่ะ” จริงอยู่ว่าคำถามของเขาก็เป็นสิ่งที่ฉันสงสัยเหมือนกัน แต่ฉันขอสารภาพว่าไม่มีความกล้าที่จะถามชูเลยสักนิด ใจหนึ่งก็กลัว… กลัวว่าคำถามนั้นจะไปทำร้ายจิตใจเพื่อน แต่อีกใจนั้น ฉันไม่เคยคิดเตรียมใจมาก่อนเลยว่าเมื่อได้ยินคำตอบแล้วตัวเองจะรู้สึกอย่างไร

 

“เอ่อ… ถ้าพวกเธออยากรู้ ฉันจะเล่าให้ฟังก็ได้จ้ะ”

 

“ถ้าเธอไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรนะ” ฮาโรลด์เอ่ยขัด แต่ชูส่ายหน้าก่อนจะเริ่มเล่าด้วยเสียงเนิบช้า

 

“ความจริง ฉันเกิดมาก็ปกติดี ใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทุกอย่าง จนวันหนึ่งช่วงที่กำลังจะขึ้น ป.4” เธอหยุดเล็กน้อยพร้อมกับตักข้าวเข้าปาก ไม่นานก็เล่าต่อ

 

“อยู่ๆ วันหนึ่งฉันตื่นมาก็รู้สึกปวดกระดูกมาก ปวดทรมาน จนต้องเข้าไปตรวจที่โรงพยาบาลหลายครั้ง” ฉันหยุดมือที่จะตักข้าวเข้าปาก หันมามองหน้าของชูตาไม่กะพริบ

 

“หมอบอกว่าฉันเป็นมะเร็งกระดูกระยะที่เริ่มลุกลาม มีความจำเป็นต้องตัดขาข้างหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งลามไปมากกว่านี้”

 

น้ำเสียงของชูยังคงปกติดี แต่ใบหน้าหม่นลงเล็กน้อย ดวงตาของฉันสบประสานกับดวงตาอีกคู่ที่ฉายแววเศร้าสร้อยเพียงแวบเดียวก็หายไป คำพูดประโยคนั้นทำให้ฉันรู้สึกปวดแปลบที่หัวใจ เหตุผลที่เพื่อนต้องใช้ไม้ค้ำยันก็เพราะแบบนี้เองงั้นเหรอ

 

“เพราะแบบนี้ เธอเลยต้องใส่ขาเทียมใช่ไหม?” ดูเหมือนฮาโรลด์จะเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง เขาจึงเอ่ยถามด้วยเสียงนิ่งๆ แต่ในแววตาที่มองหน้าชูอ่อนโยนขึ้นอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นเขามองเพื่อนคนไหนแบบนี้มาก่อน

 

ชูพยักหน้า “ถูกต้องแล้วจ้ะ”

 

หลังจากได้รู้ถึงสาเหตุที่เพื่อนต้องใช้ไม้ค้ำยัน ฉันและฮาโรลด์ก็ไม่ได้นึกรังเกียจ และเลิกเป็นเพื่อนกับเธอ ตรงกันข้าม พวกเราสามคนกลับสนิทกันมากขึ้นและคอยช่วยดูแลชูอย่างดีเท่าที่เพื่อนจะทำได้

 

เวลาแห่งความสุขของพวกเราผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนมาถึงช่วงปลายเดือนธันวาคมของทุกปี มีการจัดงานวันคริสต์มาสและปีใหม่ภายในโรงเรียน แต่งานครั้งที่มีความหมายกับชีวิตมัธยมต้นของฉันมากที่สุดเห็นจะเป็นคริสต์มาสและปีใหม่ในช่วงที่ฉันอยู่มัธยมต้นปีที่ 3

 

วันนั้นเป็นวันที่อากาศสดใส ฉันแต่งชุดไปรเวทมาโรงเรียนเช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่นๆ วันนี้เป็นวันเดียวที่เด็กๆ ทุกคนสามารถแต่งชุดไปรเวทแทนเครื่องแบบนักเรียนได้ รวมถึงเป็นวันแห่งความสุขสำหรับเด็กๆ อย่างพวกเราด้วย

 

มีกิจกรรมที่สนามฟุตบอลตั้งแต่เช้า ช่วงที่สนุกที่สุดคือการที่คุณครูแต่ละท่านจะหมุนเวียนกันมาแจกของขวัญให้เด็กๆ โดยการสุ่มเรียกเลขที่จากกระดาษสลากใบเล็กๆ ที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ ใครถูกเรียกก็เดินออกไปรับของขวัญกันตามระเบียบ  เมื่อคุณครูซึ่งเป็นพิธีกรของงานจะประกาศว่าถึงตาของนักเรียนชั้นไหน ห้องใด และเลขที่เท่าไรที่คุณครูจับสลากได้เป็นช่วงเวลาที่ลุ้นกันมากว่าใครจะเป็นผู้ถูกเรียก ของที่ได้นั้นอาจจะถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง แต่ก็เป็นของที่ทางโรงเรียนอุตส่าห์ลงทุนซื้อมาให้พวกเราในงานนี้ซึ่งล้วนเอากลับไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ฉันคิดว่าใครที่ไม่ได้มาร่วมงานคงพลาดมากทีเดียวกับความสนุกสนานตลอดวันเต็มๆ แบบนี้

 

หลังจากจบงานในช่วงสายก็ได้เวลาที่นักเรียนแต่ละห้องจะได้จัดกิจกรรมร่วมกับคุณครูที่ปรึกษา มีการนั่งรับประทานอาหารร่วมกันและจับสลากด้วย ใครสมัครใจซื้อของมาร่วมจับก็ซื้อมาได้ ซึ่งทุกคนแน่นอนว่าเต็มใจซื้อมาอยู่แล้ว

 

“จาน ช้อน ส้อม แก้วน้ำ เตรียมมาพร้อมแล้ว” ฮาโรลด์เดินมาหาพวกเราพร้อมกับพูดด้วยสีหน้าระรื่น ชูยิ้มให้เขา แต่ฉันกลับถอนใจเบาๆ หลังจากได้ยินคำพูดประโยคนั้น

 

“นี่นายน่ะ วันนี้มาเพื่อกินโดยเฉพาะเลยใช่ไหมเนี่ย?”

 

“ใช่ที่ไหนเล่า” ฮาโรลด์หันมาตอบก่อนขยายความ “ตอนบ่ายมีแสดงดนตรีด้วยไม่ใช่เหรอ ที่ลานหน้าตึกศิลปะไง ฉันมาเพื่อการนี้ต่างหาก พวกเธอจะไปดูด้วยกันไหมล่ะ”

 

“ไปอยู่แล้ว งานนี้ฉันไม่พลาดหรอก” ฉันรีบตอบแทบจะในทันที โดยปกติแล้วเวลาโรงเรียนจัดงานคริสต์มาส ในช่วงบ่ายมักจะมีการแสดงดนตรีของวงดนตรีต่างๆ ที่พากันสมัครเข้าร่วม รวมถึงมีการแสดงจากชมรมดนตรีเพื่อสร้างสีสันให้งานี้คึกคักขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นประเพณีที่จัดสืบต่อกันมาเป็นสิบปีแล้ว
 

 

“ฉันก็ว่าจะไปจ้ะ เมื่อปีก่อนๆ ไม่ได้เข้าไปร่วมเลย คนเยอะมาก ฉันเดินหลบไม่ถูกน่ะ”

 

“ไม่เป็นไรหรอกชู ปีนี้มีพวกเราอยู่ด้วย ขอโทษจริงๆ ที่ปีก่อนๆ ไม่ได้ชวนเธอเข้าไปข้างในงานนะ” ฉันหันไปกล่าวอย่างรู้สึกผิด เมื่อปีก่อนๆ ฉันเห็นชูนั่งดูอยู่รอบนอกของงานเพียงลำพัง แต่ตัวเองกับเพื่อนกลับเดินเข้าไปเต้นหน้าเวทีอย่างสบายใจเฉิบซะงั้น เมื่อคิดถึงตรงนี้ทีไรก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดทุกที

 

“เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอกจ้ะ” ชูยิ้ม “เพราะฉันเองถ้าเข้าไปก็คงจะเดินหลบไม่ถูกเหมือนกัน แถมกลัวโดนเบียดด้วย”

 

“นั่นสินะ แต่คราวนี้เธอไม่ต้องกังวลหรอก อยู่กับพวกเราไม่มีทางหลงกันแน่นอน” ฮาโรลด์ให้สัญญา หลังจากนั้นพวกเราก็ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนๆ และคุณครูที่ปรึกษา งานคราวนี้เพื่อนๆ ทุกคนพร้อมใจกันเสนอว่าให้สั่งพิซซ่ามาทานร่วมกัน พร้อมกับสปาเกตตีรสเลิศ และของกินเล่นอีกหลายอย่าง แน่นอนว่าทุกคนในห้องต้องรวมเงินกันจ่ายค่าอาหารทั้งหมด

 

“ชู เธอเอาจานกับช้อนส้อมมาวางไว้เลย เดี๋ยวฉันไปเอาพิซซ่ามาให้” เมื่อได้เวลารับประทานอาหาร ฉันก็ทำหน้าที่เป็นหน่วยบริการเพื่อนๆ ต้องวิ่งวุ่นจากโต๊ะวางอาหารกลับมาที่โต๊ะตัวเองหลายรอบเพื่อเอาอาหารมาให้เพื่อนร่วมโต๊ะอีก 2 คน โดยมีเพื่อนๆ ในห้องช่วยกันเอาน้ำและของกินเล่นบางส่วนมาวางไว้ให้ ฉันกล่าวขอบคุณและคุยเล่นกับเพื่อนๆ บ้าง ไม่นานก็ได้เวลากลับมานั่งจัดการอาหารของตัวเองสักที

 

“ลีอา เธอจะเอาอะไรเพิ่มก็ให้ฉันไปหยิบมาให้ก็ได้นี่นา” ฮาโรลด์เปรยขึ้นหลังจากกัดพิซซ่าไปครึ่งชิ้น

 

“ฉันเดินกลับไปกลับมาหลายรอบแล้วนายเพิ่งจะคิดได้เรอะ!?” ฉันหันไปพูดกับเขาอย่างไม่จริงจังนัก

 

“นั่นสิ ฮาโรลด์นี่ใช้ไม่ได้เลยน้า ให้ผู้หญิงไปเอาอาหารมาให้เนี่ย” ชูช่วยผสมโรง ก่อนจะก้มลงม้วนเส้นสปาเกตตีเข้าปาก

 

เมื่อถูกเพื่อนว่าไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ ฮาโรลด์ก็ยิ้มเจื่อน “ขอโทษคร้าบ”

 

“ช่างเถอะๆ ดูนั่นสิ เหมือนเขาจะใกล้จับฉลากกันแล้วนะ ทำไมพวกเราไม่เอาของไปรวมกับทุกคนล่ะ” ฉันกวาดตามองไปรอบๆ ก็เห็นว่าเพื่อนๆ เริ่มเอาของจับสลากออกมากองรวมกันไว้ที่มุมหนึ่ง ฉันล้วงหยิบห่อของขวัญออกมาจากกระเป๋าก่อนจะหันไปสบตาเพื่อนๆ ที่เหลือ

 

“จริงด้วย งั้นฝากเอาไปวางให้ที” ฮาโรลด์ยื่นของใส่มือฉันก่อนจะก้มลงกินต่อ ฉันกลอกตา พึมพำอะไรอีกสองสามคำก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ รับของจากมือเรียวนั้นและเดินออกไป

 

พวกเรานั่งกินกันไป คุยกันไป เสียงดนตรีแห่งเทศกาลทำให้บรรยากาศในห้องอบอวลไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไม่นานก็ถึงเวลาจับสลากที่ทุกคนเฝ้ารอกันสักที

 

“ถึงตาเธอแล้วลีอา” ฮาโรลด์เอ่ยเรียกหลังจากเห็นแถวที่ต่อคิวเริ่มสั้นลงเรื่อยๆ ฉันพยักหน้าก่อนจะล้วงมือลงในกระบอกหยิบกระดาษที่ถูกตัดเป็นรูปหลอดขนาดจิ๋วใบหนึ่งออกมาถือไว้ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะคลี่ออกดู

 

“24” เสียงคุณครูที่ปรึกษาเอ่ยเรียกเพื่อนเลขที่ 24 ให้ออกมายืนต่อหน้าฉัน เธอเป็นเพื่อนที่นั่งอยู่แถวกลางค่อนไปทางหน้าห้อง ซึ่งฉันก็ไม่ได้สนิทกับเธอมากนัก เพื่อนคนนั้นหยิบกล่องของขวัญของตัวเองส่งให้ฉันก่อนที่พวกเราจะถ่ายรูปร่วมกันเล็กน้อย และคนที่เหลือก็เดินมาจับสลากกันต่อจนครบทุกคน

 

หลังจากถ่ายรูปร่วมกันแล้วก็ได้เวลาเปิดดูของที่อยู่ในกล่องกันตามอัธยาศัย ฉันแกะกล่องที่ห่อไว้อย่างเรียบร้อยมิดชิดด้วยกระดาษห่อของขวัญ ซึ่งผูกโบว์รูปดอกไม้สีแดงสดใสสะดุดตา ฉันล้วงของที่อยู่ข้างในกล่องออกมาดูก็ถึงกับร้องว้าว!

 

“โอ้! เธอโชคดีจังเลยจ้ะลีอา” ชูซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เมื่อเห็นของในมือฉันก็ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น เพราะสิ่งที่อยู่ในมือฉันคือ กระติกน้ำเอนกประสงค์ ใส่ได้ทั้งน้ำร้อน น้ำเย็น และน้ำแข็ง ซึ่งทำจากวัสดุพิเศษที่สามารถทนได้ทั้งความร้อนและความเย็น แม้ว่าขนาดจะเล็กไปหน่อยแต่ฉันก็ถูกใจมันมากทีเดียว

 

“เป็นไงบ้างลีอา ชอบไหม?” เพื่อนเจ้าของกระติกน้ำเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ฉันส่งยิ้มให้เธอก่อนจะตอบออกไป

 

“ชอบมากเลยจ้ะ กระติกน้ำใบนี้ฉันจะเก็บไว้อย่างดีเลย”

 

“ดีใจที่เธอชอบ ยังไงก็ Merry Christmas แล้วก็สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเลยนะ”

 

“ขอบใจจ้ะ เช่นกันนะเอพริล” ฉันถ่ายรูปกับเอพริลเล็กน้อยก่อนจะหันไปสนใจเพื่อนอีก 2 คนที่เหลือ

 

“พวกเธอเป็นไงบ้าง จับได้ของใครกันเหรอ?” ฉันหันไปทางฮาโรลด์กับชูก็เห็นว่าพวกเขานั่งถ่ายรูปกันอยู่ และฉันก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของฮาโรลด์

 

เด็กหนุ่มถือหมอนรูปแมวสีน้ำตาลใบหนึ่ง บนหมอนนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งเป็นหมอนและตุ๊กตาในอันเดียว ฉันเดินเข้าไปสัมผัสขนนุ่มๆ สักพักก็ส่งคืนให้เขาไป มองหน้าคนถือที ตุ๊กตาที สักพักก็เก็บความประหลาดใจไว้ไม่ได้อีกต่อไปจนต้องเอ่ยถามให้รู้เรื่อง

 

“นายจับได้ของชูเหรอ?”

 

“ใช่” เขาตอบสั้นๆ ชูมีสีหน้าลำบากใจก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ

 

“บังเอิญจังเลยน้า ไม่นึกเลยว่าฮาโรลด์จะจับได้ของฉันน่ะ เอ่อ… แต่นายเป็นผู้ชาย คงไม่เล่นตุ๊กตาหรอก ใช่ไหม?”

 

“เธอไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันเอากลับไปให้จูดิท เธอต้องถูกใจมากแน่ๆ เลย”

 

“จูดิท?” ฉันทวนชื่อนั้นเบาๆ ฮาโรลด์จึงอธิบายว่า

 

“ลูกพี่ลูกน้องฉันเอง ตอนนี้อายุ 8 ขวบน่ะ”

 

“โล่งไปที เอ๊ะ 8 ขวบ งั้นก็เป็นน้องสาวฮาโรลด์น่ะสิ” ชูชวนคุย ฮาโรลด์พยักหน้าก่อนจะตอบแบ่งรับแบ่งสู้

 

“ไม่เหมือนก็เหมือนนั่นแหละ ฉันกับจูดิทอยู่บ้านใกล้ๆ กันน่ะ เลยไปมาหาสู่กันบ่อยๆ”

 

“แบบนี้เอง นายเป็นพี่ชายก็ดูแลน้องดีๆ ล่ะ ว่าแต่ ชู เธอจับได้ของใครเหรอ?” ฉันตัดบทและหันไปถามชูบ้าง

 

“ของครูเอมิลี่จ้ะ” ชูพูดก่อนจะยื่นห่อถุงเท้าสีขาวในมือให้ฉันดู

 

พวกเรานั่งกินอาหารและคุยเล่นกันไปจนถึงบ่าย ทุกคนก็เก็บข้าวของ เตรียมตัวแยกย้ายกันลงไปข้างล่างก่อนที่แม่บ้านจะขึ้นมาปิดตึก ในช่วงบ่ายมีกิจกรรมที่ด้านล่างจึงไม่อนุญาตให้นักเรียนอยู่บนตึกเรียนอีก

 

กิจกรรมในช่วงบ่ายเป็นไปอย่างสนุกสนาน ฉันและเพื่อนๆ ยืนดูการแสดงอยู่ด้านหนึ่งซึ่งเห็นคนบนเวทีชัดเจน รุ่นพี่ ม.ปลายจำนวนหนึ่งกำลังบรรเลงเพลงที่มีจังหวะร็อคสะใจ เสียงนักร้อง กลองและเบสเข้ากันได้ดีไม่มีที่ติ นักร้องนำซึ่งเป็นเด็กหนุ่มมาดเท่ส่งยิ้มแต่ละทีเรียกเสียงกรี๊ดถล่มทลายจากสาวๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น

 

“ชู เธอเมื่อยหรือเปล่า” ฉันตะโกนถามท่ามกลางเสียงอื้ออึงจากรอบข้าง

 

“พอไหวจ้ะ แต่ว่านั่งพักหน่อยก็ดีเหมือนกัน” ฝ่ายนั้นตะโกนตอบกลับ ฉันเห็นเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง จึงเดินไปลากมาให้เธอนั่ง ปกติชูจะยืนนานๆ ไม่ค่อยได้เท่าไรนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเรารู้กันดีอยู่แล้ว

 

“ถ้าเธอไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนนะ” ฮาโรลด์ที่ไปยืนถ่ายรูปอยู่มุมหนึ่งเดินกลับมาหาพวกเรา “หรือถ้าเบื่อแล้วอยากจะออกไปดูที่อื่นบ้างก็ได้ ฉันว่าซุ้มตรงนั้นน่าถ่ายรูปมากกว่าตรงนี้อีก คนก็เยอะ คุยกันก็ไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่เลย”

 

“ได้เลย เดี๋ยวพอเพลงนี้จบเราไปดูที่อื่นกันไหม ฉันเริ่มรู้สึกว่าคนเยอะมากขึ้นทุกทีแล้ว เดี๋ยวจะเดินออกลำบาก” ฉันออกความเห็น ก่อนที่พวกเราจะยืนดูการแสดงต่ออีกสักพัก

 

พวกเราเดินดูโน่นดูนี่กันไปเรื่อยๆ จนมาถึงหน้าตึกวิทยาศาสตร์ มีต้นคริสต์มาสที่ถูกประดับไว้อย่างสวยงามด้วยกล่องของขวัญขนาดจิ๋วและตุ๊กตาตัวเล็กๆ เสียงผู้คนจากลานหน้าตึกศิลปะแว่วมาตามสายลมทำให้สามารถคุยกันได้สะดวกมากขึ้น

 

“ปีนี้ประดับต้นคริสต์มาสสวยกว่าปีก่อนๆ เนอะ” ฉันออกความเห็นหลังจากมองต้นไม้ประจำเทศกาลแห่งความสุขนี้อย่างหลงใหล

 

“ใช่ ถ้ามีไฟประดับด้วยคงต้องสมบูรณ์แบบแน่เลย แต่ก็อย่างว่าแหละ ตอนเย็นไม่มีใครมายืนดูนี่นา” ฮาโรลด์พูดบ้าง

 

“เห็นด้วยจ้ะ แต่ฉันว่าถ้าประดับดอกคริสต์มาสเพิ่มอีกหน่อยน่าจะถ่ายออกมาสวยกว่านี้น้า น่าเสียดายจริงๆ” ชูเริ่มตั้งกล้องก่อนจะกดชัตเตอร์ เสียง ‘แชะ’ ดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เธอจะบอกว่า “เดี๋ยวฉันส่งรูปให้ในกลุ่มนะ วันนี้ถ่ายได้เยอะเลย พวกเธอเตรียมเซฟเก็บกันด้วยล่ะ”

 

“ได้เลย ขอบคุณมากนะ” ฉันยิ้มให้เพื่อนร่างบาง ก่อนจะเดินไปถ่ายรูปต้นคริสต์มาสอีกมุมหนึ่งเพื่อเก็บความสวยงามนั้นเอาไว้เป็นความทรงจำ

 

ตกเย็น งานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกรา พวกเราสามคนเดินไปที่หน้าประตูโรงเรียนด้วยกันเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน พอดีกับที่ชูถามขึ้นว่า

 

“ปีหน้า พวกเธอจะเรียน ม.ปลาย ต่อที่นี่กันทั้งสองคนเลยใช่หรือเปล่าจ๊ะ”

 

“ฉันต่อที่นี่แหละจ้ะ ไม่ไปไหนหรอก” ฉันตอบยิ้มๆ ฮาโรลด์พยักหน้า เมื่อเห็นดังนั้นชูก็นิ่งไปสักพัก เท้าที่ก้าวเดินหยุดลงจนฮาโรลด์ต้องหันไปถาม

 

“มีอะไรเหรอ ทำไมไม่เดินต่อล่ะ”

 

“เสียดายจัง…”

 

คำพูดที่เอ่ยออกมาเบาๆ นั้นทำให้ฉันและฮาโรลด์เองก็หยุดเดินไปด้วย พวกเราหาที่นั่งคุยกันตรงม้านั่งหน้าโรงเรียน ฉันรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

 

“เมื่อกี้นี้ ชู เธอบอกว่าเสียดายอะไรเหรอ?” ฉัรรวบรวมสติสักพัก สุดท้ายก็เอ่ยถามออกไป

 

“ปีหน้า… ฉันคงไม่ได้เรียนต่อที่นี่แล้วนะ”

 

คำพูดของชูทำให้แม้แต่ฮาโรลด์ที่มักจะขี้สงสัยถึงกับเงียบไปชั่วขณะ ฉันกับเขาหันมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็หันไปมองคนที่เพิ่งพูดประโยคสุดช็อคออกมาเมื่อครู่

 

“ทะ… ที่เธอพูดมาเมื่อกี้ ปะ… เป็นเรื่องจริงเหรอ?” ฮาโรลด์ถามตะกุกตะกัก ได้รับการพยักหน้าเป็นคำตอบ

 

“ทะ… ทำไมล่ะ?” ฉันถามเสียงเบา ชูส่งยิ้มเศร้าๆ มาให้ ก่อนอธิบายว่า

 

“ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ฉันต้องย้ายบ้านไปอยู่จังหวัดทางเหนือ เพราะแม่ฉันได้งานใหม่ที่นั่น คงต้องไปเรียนต่อที่โรงเรียนแถวนั้นน่ะจ้ะ”

 

“งั้นเหรอ…” ฉันอดรู้สึกใจหายไม่ได้ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พวกเรามีกัน 3 คนมาตลอด การขาดใครคนใดคนหนึ่งไปจากกลุ่มเป็นเรื่องที่ฉันไม่เคยคิด และยังไม่ทันได้เตรียมตัวเลยสักนิด

 

“ยังพอมีเวลาอยู่อีกหน่อยจนกว่าจะถึงวันจบการศึกษา ยังไงฉันก็ยังไม่ได้ย้ายไปวันพรุ่งนี้มะรืนนี้หรอกจ้ะ” ชูพูดเหมือนปลอบใจทั้งตัวเองและพวกเราด้วย ฉันมองหน้าเธอนิ่ง ยอมรับว่ายังรู้สึกช็อคและพูดไม่ออกจริงๆ

 

“ลีอา” เสียงเรียกของฮาโรลด์ทำให้สติที่ล่องลอยของฉันกลับเข้าร่าง “เธออย่าเพิ่งเศร้าไป เมื่อกี้ชูบอกว่าจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะถึงวันจบการศึกษาไม่ใช่เหรอ ก็แสดงว่ายังเหลือเวลาอีกประมาณเดือนนึงนี่นา”

 

“มันก็ใช่อยู่หรอก แต่ยังไงชูก็ต้องย้ายไปอยู่ดี แบบนี้จะไม่ให้ฉันเศร้าได้ยังไงเล่า” ฉันหันไปเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเศร้าลึกๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

 

“ฮะๆๆ” เสียงหัวเราะของคนข้างๆ ทำให้ทั้งฉันและฮาโรลด์หันไปมอง แม้ชูจะหัวเราะ แต่ดวงตาที่มักจะอ่อนโยนอยู่เสมอกลับหม่นแสง เธอพูดต่อว่า

 

“ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ลีอากับฮาโรลด์ก็ยังทำให้ฉันยิ้มได้เสมอเลย ขอบคุณจริงๆ สำหรับมิตรภาพตลอด 3 ปีที่ผ่านมานะ”

 

“ฉันก็เหมือนกัน ถ้าเธอย้ายไปแล้วก็อย่าลืมพวกเรานะ” ฮาโรลด์พูดบ้าง บรรยากาศที่เคยสนุกสนานเปลี่ยนไปเป็นซึ้งปนเศร้าอีกครั้ง

 

“จ้ะ ไม่ลืมหรอก พวกเราก็มีช่องทางติดต่อกันอยู่แล้วนี่นา ฉันจะพยายามทักมาคุยด้วยบ่อยๆ นะ”

 

“สัญญานะ” ฉันพูดเสียงเครือ มือบางของชูวางลงบนบ่าฉันเหมือนจะปลอบใจอยู่ในที สักพักเธอก็พูดขึ้นว่า

 

“ลีอา ขอบคุณเธอมากๆ นะที่คอยช่วยเหลือฉันมาตลอด ฮาโรลด์ก็ด้วย พวกเธอคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลยจ้ะ”

 

คำพูดของชูทำให้น้ำตาของฉันไหลออกมาจนได้ ฉันพยายามกลั้นเสียงสะอื้นแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ชูเองก็ดวงตาแดงเรื่อ แต่ก็ยังฝืนพูดว่า

 

“ลีอา… ยะ… อย่าร้องสิ ฉันปลอบใครไม่ค่อยเก่งน้า” ชูพูดทั้งที่ดวงตาแดงๆ แบบนั้น สุดท้ายพวกเราก็โผเข้ากอดกันและร้องไห้กันทั้งคู่จริงๆ

 

ฮาโรลด์ได้แต่ยืนนิ่ง ใบหน้าที่มักจะมีรอยยิ้มอยู่เสมอบัดนี้มีน้ำตาคลอ ฉันเห็นเขาล้วงมือลงหยิบทิชชู่ออกจากกระเป๋ามายื่นส่งให้ น้ำตาของชูหยุดไหลแล้ว แต่เธอยังคงกอดฉันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ฉันรู้สึกว่าตัวเองขี้แยเหลือเกิน หรือบางที ฉันอาจจะสนิทกับชูมากจนไม่อยากแยกจากเธอไปไหนกันแน่นะ…

 

“ลีอา หยุดร้องไห้เถอะ ถ้าเธอยังไม่หยุดอาจจะต้องเสียใจมากกว่านี้ก็ได้นะ” ฮาโรลด์เอ่ยปลอบด้วยเสียงแหบพร่า

 

“ฉันสัญญาว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาที่นี่อีกจ้ะ” ชูให้คำมั่น “บางที พวกเราอาจจะกลับมาพบกันในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าก็ได้นะ”

 

“ฉันก็หวังแบบนั้นนะ” ฉันเอ่ยเบาๆ “เมื่อถึงเวลานั้น เราจะกลับมายืนอยู่ด้วยกันใต้ต้นคริสต์มาสแบบวันนี้อีก ทั้งสองคนว่าดีไหม?”

 

“ฉันก็หวังแบบนั้นเหมือนกัน” ฮาโรลด์ตอบ เขาก้มลงดูนาฬิกาข้อมือก่อนจะบอกว่า “นี่ก็เย็นแล้ว พวกเราแยกย้ายกันกลับเถอะ แล้วก็ Merry Christmas นะ”

 

“Merry Christmas จ้ะ อ้อ ชู” ฉันยิ้มให้เขา และเอ่ยเรียกเพื่อนร่างบางเอาไว้ เธอหันมาหาก่อนจะถาม

 

“มีอะไรเหรอ?”

 

“ถ้าเธอย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ที่นั่นอาจจะดีหรือไม่ดีเหมือนกับที่นี่ก็ได้ แต่ฉันอยากบอกเธอว่า ไม่มีฉันแล้ว เธอต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ”

 

“จ้ะ ฉันจะดูแลตัวเองอย่างดี” ชูกุมมือฉันเอาไว้ ก่อนที่พวกเราจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

 

เช้าวันที่ 25 ธันวาคม ฉันลืมตาขึ้นมาพร้อมกับแสงแดดที่ลอดเข้ามาผ่านหน้าต่างทำให้รู้สึกสดชื่น ซึ่งตรงข้ามกับใจของฉันโดยสิ้นเชิง ในความฝันเมื่อคืนนั้น ความทรงจำสมัย ม.ต้น ไหลเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ฉันเห็นตัวเอง ฮาโรลด์และชูในอิริยาบถต่างๆ ซึ่งทำให้หวนคิดถึงเวลาในช่วงนัน

 

นับจากวันที่ชูย้ายไปเรียนในที่ใหม่ ถึงวันนี้ก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว ฉันกำลังอยู่ในช่วงอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย และยังคงเรียนอยู่ห้องเดียวกับฮาโรลด์เหมือนเดิม

 

ทั้งฉัน ชูและฮาโรลด์ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พวกเราติดต่อกันเป็นครั้งคราว โรงเรียนใหม่ที่ชูย้ายไปอยู่ในจังหวัดทางเหนือ เธอได้เพื่อนใหม่และพวกเขาก็ดูแลเธอดี แต่ด้วยการเรียนที่หนักขึ้นและเวลาที่ไม่ตรงกัน ทำให้พวกเราไม่ได้คุยกันบ่อยๆ ได้แต่ติดตามความเคลื่อนไหวของกันและกันในช่องทางอื่นๆ เท่านั้น

 

และข่าวล่าสุดที่ฉันได้รับทำให้รู้สึกใจหาย ฉันหยิบจดหมายที่ได้รับมาเมื่อวานออกมาอ่านอีกครั้ง พยายามทำความเข้าใจกับตัวอักษรสีน้ำเงินเข้มและลายมือสะอาดเรียบร้อยจากผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของชูที่ส่งมาแจ้งข่าวร้าย ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอรู้ที่อยู่ของฉันได้อย่างไร แต่อย่างน้อยฉันก็ยังรู้สึกดีใจอยู่บ้างที่ชูยังไม่ลืมเพื่อนที่อยู่ต่างเมืองและส่งจดหมายมาบอก แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้เป็นผู้เขียนเองก็ตาม

 

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง…

 

เสียงกริ่งหน้าประตูบ้านดังขึ้น ฉันชำเลืองดูนาฬิกาแขวนผนังก็เห็นว่าเป็นเวลา 9 โมงเช้า นึกฉงนว่าใครกันที่มาหาในเวลาเช้าขนาดนี้ แต่ก็ยังลุกไปเปิดประตูบ้านเพื่อไม่ให้ผู้มาเยือนต้องรอนาน

 

“ไง ลีอา” น้ำเสียงที่คุ้นเคยเอ่ยเรียกชื่อ ฉันมองหน้าผู้ที่มาเยือนถึงหน้าประตูบ้านก็ให้รู้สึกฉงน ฮาโรลด์ยืนอยู่ตรงนั้น เขามีสีหน้าหมองคล้ำคล้ายกับไม่ได้นอนมาทั้งคืน

 

“ฮาโรลด์” ฉันมองหน้าเขา ก่อนจะถามต่อ “นายมีอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงมาหาฉันแต่เช้าแบบนี้ล่ะ แล้ว…”

 

“เธอได้ยินข่าวหรือยัง?”

 

คำถามที่เอ่ยแทรกขึ้นมาโดยที่ฉันยังพูดไม่ทันจบทำให้ฉันยืนตะลึง ฉันมองใบหน้าของเพื่อนหนุ่มสลับกับประตูบ้าน ก่อนจะพยักหน้ารับ

 

“นายรู้ได้ยังไง?” ฉันถามกลับ ฮาโรลด์ยกมือขึ้นชี้ประตูที่เปิดอ้าค้างไว้ ก่อนที่เขาจะเอ่ยขออนุญาต

 

“ให้ฉันเข้าไปคุยในบ้านเธอได้ไหม ขอเวลาไม่นานหรอก”

 

พวกเราเดินเข้าไปข้างในตัวบ้าน ฉันเดินขึ้นห้องไปหยิบจดหมาย แล้วเอาลงมายื่นให้ฮาโรลด์ เขารับไปอ่านก่อนจะทำสีหน้าปั้นยาก ไม่นานก็พูดว่า

 

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะจากพวกเราไปเร็วขนาดนี้”

 

“นายก็ได้จดหมายเหมือนกันเหรอ?” ฉันถาม ฮาโรลด์พยักหน้ารับ

 

“ใช่ ทีแรกฉันอ่านแล้วก็ยังไม่เชื่อนะ แต่พอเข้าไปดูในอินสตาแกรมของชูเลยได้รู้น่ะ”

 

“งั้นเหรอ… เมื่อวานฉันยังไม่ได้เข้าไปดูเลย” ฉันพูดก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมากดเข้าแอพพลิเคชั่นอินสตาแกรม ก็ได้เห็นภาพจดหมายที่เขียนด้วยลายมือแบบเดียวกับที่ได้รับ และภาพขาวดำ ฉันรีบกดปิดทันที ก่อนจะหันกลับมามองหน้าของฮาโรลด์

 

ข้อความในจดหมายสรุปได้ใจความว่า เมื่อหลายวันก่อน ชูกับเพื่อนอีก 3 คนได้พากันไปเที่ยวพักผ่อนที่เกาะแห่งหนึ่ง การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น แต่เมื่อกำลังจะเดินทางกลับบ้าน เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

 

เนื่องจากจังหวัดนั้นอยู่ทางเหนือและเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว วันที่ชูและเพื่อนๆ เดินทางกลับนั้นมีหมอกลงจัดทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นค่อนข้างเลวร้าย รถที่ชูนั่งมาพุ่งชนประสานงากับรถกระบะ ทำให้เธอบาดเจ็บสาหัส แม้จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงทีแต่แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ชูจากไปในกลางดึกของวันที่ 23 ธันวาคม ซึ่งเป็นคืนก่อนวันคริสต์มาสอีฟนั่นเอง

 

“คิดแล้วก็น่าเศร้านะ เมื่อหลายวันก่อนชูยังส่งรูปที่ไปเที่ยวมาให้ดูอยู่เลย” ฉันพูด ฮาโรลด์พยักหน้า และช่วยกล่าวเสริม

 

“แล้วเธอก็เป็นคนเขียนอวยพรไปว่า ‘เที่ยวให้สนุกนะ’”

 

ฉันยังจำได้ดี วันนั้นชูลง IG Story หลายครั้ง และยังไม่ลืมส่งรูปที่พักกับภาพบรรยากาศอันร่มรื่นจากที่นั่นมาให้ดูในกลุ่มด้วย ไม่เคยนึกเลยว่าบทสนทนานั้นจะกลายเป็นบทสนทนาสุดท้าย ก่อนที่เธอจะจากไปตลอดกาล โดยไร้ซึ่งคำลา…

 

“นี่ ฮาโรลด์” ฉันเอ่ยเรียกชื่อคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ในใจกำลังครุ่นคิดถึงช่วงเวลาเดียวกันเมื่อ 3 ปีก่อน

 

“มีอะไรเหรอ?”

 

“นายยังจำวันคริสต์มาสเมื่อ 3 ปีก่อนได้หรือเปล่า”

 

“วันคริสต์มาส… 3 ปีก่อน… ทำไมเหรอ?” ฮาโรลด์ถามซื่อๆ ฉันกลอกตามองบนก่อนจะส่ายหน้า

 

“นายนี่ความจำสั้นจริงๆ เลยนะ ก็คริสต์มาสปีนั้นน่ะเป็นคริสต์มาสปีเดียว และก็เป็นปีสุดท้ายที่พวกเรา 3 คนได้อยู่กันพร้อมหน้าไงเล่า”

 

“อ๋อ วันคริสต์มาสเมื่อตอนที่พวกเราอยู่ ม.3 สินะ”

 

ฉันพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยชวน

 

“พวกเรามาทำอะไรสักอย่างเพื่อชูกันดีไหม?”

 

“ก็ดีนะ แต่ว่า จทำอะไรล่ะ?”

 

ฉันครุ่นคิดถึงสิ่งที่สามารถทำได้ เทศกาลคริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่คนที่อยากให้อยู่ด้วยกลับจากไปในที่ที่แม้แต่พวกเราก็ไม่สามารถตามไปเจอได้อีกแล้ว ความปรารถนาที่เคยคุยกันว่าอยากมายืนอยู่ใต้ตนคริสต์มาสด้วยกัน 3 คนนั้นคงจะเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีกแล้ว แต่สิ่งที่พวกเราพอจะทำได้นั้นก็คือ…

 

“ฮาโรลด์ ตอนนี้นายว่างอยู่ใช่ไหม?”

 

“ตอนนี้ฉันว่างอยู่นะ ลีอา เธออยากให้ฉันช่วยอะไรก็บอกมาได้เลย”

 

“ออกไปดูข้างนอกกันเถอะ สิ่งที่พวกเราพอจะทำเพื่อระลึกถึงชูได้ ฉันคิดออกแล้วล่ะ”

 

ฉันเดินนำฮาโรลด์ออกไปที่สวนหลังบ้าน สายตาพลันเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของใครคนหนึ่งกำลังสาละวนอยู่กับการจัดต้นไม้ ที่มองดูก็เดาได้ไม่ยากว่าคือต้นอะไร

 

“พี่รัน ทำอะไรอยู่เหรอ?” ฉันร้องทักพี่สาว รันเงยหน้าขึ้นมามองพวกเรา ก่อนจะยิ้มให้

 

“อ้าว ลีอามาพอดีเลย ฮาโรลด์ก็อยู่ด้วยเหรอเนี่ย พี่กำลังประดับต้นคริสต์มาสอยู่น่ะจ้ะ พอดีเมื่อวานไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่”

 

“ให้ผมช่วยไหมครับ” เด็กหนุ่มอาสา ฉันเห็นว่าเขาคงจะว่างมากอย่างที่พูดจริงๆ จึงหันไปถามอย่างอดไม่ได้

 

“นี่นายว่างพอจะมาช่วยพวกเราจริงๆ เหรอ ไม่ใช่ว่าที่บ้านก็กำลังเตรียมงานคริสต์มาสอยู่ แล้วแอบอู้มาเล่นที่นี่หรอกนะ?”

 

“ใช่ที่ไหนเล่า ต้นคริสต์มาสที่บ้านฉันน่ะ พ่อกับแม่แล้วก็จูดิทช่วยกันจัดจนเสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ฉันจะเข้าไปช่วยก็ไม่ทันแล้ว ก็เลยว่าจะมาช่วยที่นี่ดีกว่า”

 

“เอาน่าๆ ทั้งสองคนไหนๆ ฮาโรลด์ก็มาถึงนี่แล้ว พี่ก็ต้องขอรบกวนให้ช่วยหน่อยนะจ๊ะ”

 

พวกเราเดินเข้าไปช่วยประดับต้นคริสต์มาสในส่วนที่เหลือ รันมองดูพวกเราอยู่ห่างๆ ก่อนที่จู่ๆ จะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

 

“ลีอา เราว่ายังมีอะไรขาดไปหรือเปล่า?”

 

“ยังมีอะไรขาดไป หมายความว่ายังไงเหรอ?” ฉันเอ่ยทวนคำถามอย่างฉงน สายตาก็มองต้นคริสต์มาสที่ถูกประดับด้วยของตกแต่งชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาซานต้าตัวเล็กๆ ที่แขวนเอาไว้บนกิ่งไม้ด้วยลวดขนาดเล็ก ไฟประดับที่เมื่อถึงเวลากลางคืนก็จะถูกเปิดให้แสงสว่าง และดวงดาวที่ถูกประดับไว้บนสุดของต้นไม้ ทุกอย่างที่นำมาประดับล้วนถูกเลือกไว้อย่างดี ทำให้ต้นคริสต์มาสต้นนี้ดูสวยงามไม่น้อยหน้าต้นคริสต์มาสบ้านอื่นเลยสักนิด

 

“พอดีเมื่อเช้า พี่แวะร้านดอกไม้ แล้วเห็นคนกำลังมุงดูอะไรกันอยู่ พอเดินเข้าไปถามเจ้าของร้าน เขาก็บอกว่าเป็นดอกไม้ที่มีขายเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น เลยซื้อมาด้วยน่ะ” เธอเดินหายเข้าไปในบ้านสักพักก็ออกมาพร้อมกับถุงบางอย่างในมือ

 

ฉันรับถุงนั้นมาจากมือพี่สาว เมื่อเปิดออกดูก็ต้องตะลึงกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

 

ช่อดอกไม้สีขาวและสีชมพูอ่อน ขนาดใหญ่กว่าดอกกุหลาบเล็กน้อย มองดูแล้วให้ความรู้สึกทั้งสวยงามและบอบบางน่าถนอม ฉันยื่นมือสัมผัสกลีบบางนั่นเบาๆ ในหัวนึกถึงภาพดอกไม้ชนิดนี้ที่เคยเห็นผ่านตามาบ้างจากอินเตอร์เน็ต ไม่เคยนึกเลยว่าจะได้เจอกับของจริงในวันแห่งความสุขเช่นนี้

 

“เธอรู้จักหรือเปล่า ลีอา ฉันว่าดอกไม้นี่สวยดีนะ แต่ฉันไม่รู้จักชื่อน่ะ” เสียงของฮาโรลด์เอ่ยถามขึ้น ดวงตาเขาจับจ้องดอกไม้ไม่วางตา

 

“นี่น่ะเหรอ ดอกคริสต์มาสน่ะ เอาไว้ประดับต้นคริสต์มาสได้เหมือนกัน” ฉันให้คำตอบ

 

“จริงเหรอ! งั้นส่งมาให้ฉันเลย เดี๋ยวลองหาที่วางให้” น้ำเสียงของฮาโรลด์มีแววตื่นเต้นเล็กน้อย ฉันยื่นช่อดอกไม้ส่งให้กับมือเขาอย่างระมัดระวัง เด็กหนุ่มรับไปแล้วจัดวางไว้มุมหนึ่งของต้นไม้ เมื่อมองสำรวจแล้วก็เห็นว่าดูไม่ขัดตาเลย

 

“ว้าว สวยงามมาก พี่ว่าเท่านี้ก็น่าจะพอแล้วนะ” รันเดินมาหยุดอยู่ข้างต้นคริสต์มาสตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ปากก็เอ่ยชมไปด้วย

 

“นั่นสินะ นานๆ จะเจอดอกคริสต์มาสสักที เอามาประดับช่วงเทศกาลก็สวยไปอีกแบบนะ” ฉันเห็นด้วย พลันสมองก็นึกไปถึงคำพูดของชูที่เหมือนจะไม่สำคัญ แต่ก็ทำให้ฉันอดนึกเสียใจขึ้นมาไม่ได้

 

ครั้งนั้นชูเคยพูดถึงดอกไม้สีขาวชนิดนี้เอาไว้ว่า ถ้าเอามาประดับต้นคริสต์มาสก็คงจะดี แต่วันนี้ ดอกไม้ช่อนี้ได้ถูกนำมาใช้ประดับต้นไม้ประจำเทศกาลตามคำพูดของเธอแล้ว แต่เจ้าตัวกลับไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นมันอีก

 

เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ฉันอดสะท้อนใจไม่ได้ และตั้งใจว่า จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความไม่ประมาท และจะลองพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อความสุขของตัวเอง

 

หลังจากนั้น ฉันกับฮาโรลด์ก็ถ่ายรูปด้วยกันโดยมีต้นคริสต์มาสที่ประดับอย่างสวยงามเป็นฉากหลัง และนำรูปนี้โพสต์ลงอินสตาแกรมด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเราไม่ลืมแท็กชูในโพสต์นั้น โดยมีแคปชั่นแสดงความอาลัยถึงเพื่อนผู้ล่วงลับจากใจของพวกเราเอง และฉันหวังอยู่ลึกๆ ว่ามิตรภาพดีๆ ระหว่างพวกเราจะยั่งยืนตลอดไป

 

แด่เพื่อนรักที่จากไป

 

[The end]