[Short fic VOCALOID] เพื่อนคนสำคัญ [Nemu x Rion]

-A A +A

[Short fic VOCALOID] เพื่อนคนสำคัญ [Nemu x Rion]

หมวดเรื่องสั้น: 

 

 

เพื่อนของเธอเป็นคนอย่างไร? และจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเธอได้มาพบกันคืออะไร?

 

[Rion’s part]

 

สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อโทเนะ ริอง ตอนนี้อายุ 16 แล้วค่ะ

 

วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันต้องจากบ้านเกิดมาอาศัยอยู่ในที่ใหม่ เนื่องจากความฝันของฉันคือการเป็นไอดอล จึงต้องมาเป็นเด็กฝึกหัดที่ VOCALOID STUDIO

 

เริ่มแรกก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากแนะนำตัวเองให้เพื่อนๆ ได้รู้จัก ได้รับตารางกิจกรรมการฝึกในแต่ละวัน เป็นอะไรที่ทำให้ฉันมีความสุขมากเพราะรู้สึกว่าความฝันของตัวเองเริ่มเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่ออาโอกิ ลาพิส ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” เสียงของเด็กผู้หญิงร่างเพรียวบางคนหนึ่งเอ่ยแนะนำตัวก่อนจะเดินเข้ามาหาฉัน เธอเป็นเด็กผู้หญิงผมสีฟ้าปล่อยยาว มีที่คาดผมประดับเพชรสีน้ำเงินเม็ดเบ้อเริ่มสวมอยู่บนหัว ตัวเตี้ยกว่าฉันเล็กน้อย เธอเดินเข้ามาก่อนจะยิ้มให้ฉันอย่างเป็นกันเอง

 

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ เอ่อขอเรียกว่าลาพิสจังได้หรือเปล่าจ๊ะ?

 

“ได้เลยจ้ะ ริองจัง” เธอยิ้มให้ฉัน ก่อนที่พวกเราจะเริ่มทำความรู้จักกันและสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว

 

“เธอเพิ่งเข้ามาใหม่ มีที่พักแล้วหรือยัง?” ลาพิสถามฉันในตอนเย็นที่พวกเราเพิ่งฝึกกันเสร็จ

 

“มีแล้วจ้ะ อพาร์ทเมนท์ใกล้สตูนี่เอง” ฉันตอบ ลาพิสพยักหน้า พอดีกับที่เพื่อนอีกสองคนเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย

 

“ดีแล้วจ้ะ เพิ่งย้ายมาใหม่ด้วย ถ้าไม่มีที่พักละก็คงแย่แน่ๆ เลย” เสียงของเด็กสาวผมสีอำพันเอ่ยขึ้น เธอชื่อคากามิเนะ ริน เป็นเพื่อนสนิทของลาพิส

 

“ใช่จ้ะ ฉันเองก็ยังไม่รู้จักที่ทางแถวนี้เท่าไหร่ด้วย ช่วงนี้อาจจะต้องรบกวนทุกคนบ่อยหน่อยนะ” ฉันพูดกับเพื่อนๆ อย่างเกรงใจ รู้สึกเคว้งคว้างเหมือนกันที่จากบ้านมาไกลและไม่มีเพื่อนที่รู้จักเลยสักคน

 

“ไม่เป็นไรหรอก” เด็กหนุ่มที่หน้าตาเหมือนกันกับรินเอ่ยขึ้นบ้าง เขาชื่อคากามิเนะ เลน เป็นฝาแฝดกับริน ฉันส่งยิ้มให้เขาเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนที่เลนจะพูดต่อ

 

“ถ้าวันไหนเวลาว่างตรงกัน เดี๋ยวฉันจะพาเดินชมสตูดิโอ แล้วก็สำรวจแถวนี้ไปด้วย ดีไหมล่ะ”

 

“ดีเลยจ้ะ ขอบคุณทุกคนมากน้า” ฉันพูด ก่อนที่พวกเราจะแยกกันที่หน้าประตูทางออก และฉันก็เดินไปหาซื้อข้าวกล่องและของกินเล่นอย่างอื่นในร้านสะดวกซื้อเพื่อเป็นอาหารเย็น และเดินตรงกลับอพาร์ทเมนท์ทันที

 

เหตุการณ์เป็นแบบนี้เรื่อยมา จนวันนี้ครบ 1 ปีแล้วที่ฉันอาศัยอยู่ที่นี่ และครบ 1 ปีที่ฉันเป็นเด็กฝึกหัดที่สตูดิโอแห่งนี้ด้วย

 

“นี่ ริองจัง มาสเตอร์เรียกพบตอนบ่ายสามโมงที่ห้องทำงานน่ะ อย่าลืมไปหาด้วยน้า” ลาพิสบอกฉันในเช้าวันหนึ่ง ฉันประมวลผลคำพูดนั้นสักครู่ก่อนถามว่า

 

“เอ๊ะ! บ่ายสามโมง วันนี้น่ะเหรอ?

 

“ใช่จ้ะ ฉันได้ยินมาจากรุ่นพี่คนอื่นอีกที เลยมาบอกน่ะ” ฉันพยักหน้ารับ นึกสงสัยว่ามีเรื่องอะไรกันที่มาสเตอร์จะต้องถึงขั้นเรียกเข้าพบเป็นการส่วนตัวแบบนี้

 

“นี่ๆ หลังจากฝึกช่วงเย็นเสร็จ เราไปกินข้าวด้วยกันไหมล่ะ ให้ริองจังไปด้วย กินกันหลายๆ คนอร่อยกว่ากินคนเดียวเยอะเลยน้า” รินเอ่ยชวน ฉันรีบพยักหน้าทันที เป็นเวลานานมาแล้วเหมือนกันที่พวกเรา 4 คนไม่ได้กินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้

 

“คราวนี้ไปที่ไหนล่ะ ร้านประจำที่พวกเราเคยไปกินกันใช่หรือเปล่า?” เลนถาม

 

“ร้านไหนก็ได้จ้ะ ฉันกินได้หมด” ฉันให้คำตอบอย่างไม่ขัดข้อง เพราะฉันเองก็เป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายอยู่แล้ว

 

“เอาเป็นว่าเดี๋ยวตอนเย็นค่อยว่ากันอีกทีนะ ตอนนี้ได้เวลาฝึกแล้ว ฉันขอตัวก่อนแล้วกันนะจ๊ะ” ลาพิสพูดก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องฝึกห้องหนึ่ง

 

บ่ายสามโมงแล้ว เป็นเวลาเดียวกับที่ฉันเลิกฝึกพอดี ฉันจึงเดินเข้าไปเคาะประตูห้องทำงานของมาสเตอร์ที่อยู่ใกล้กับห้องฝึกทันที รออยู่อึดใจหนึ่งก็ได้ยินเสียงตอบรับให้เข้ามาข้างในได้

 

“ขออนุญาตค่ะ” ฉันเปิดประตูห้อง เดินเข้าไปข้างในและไม่ลืมปิดประตูห้องลงอย่างเบามือ มาสเตอร์ซึ่งเป็นชายวัยกลางคนผายมือเชื้อเชิญให้ฉันนั่งลงที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง

 

“มาแล้วเหรอ คุณริอง” เสียงของมาสเตอร์ทักทาย รอยยิ้มใจดีถูกส่งมาให้ฉันทำให้ลดความประหม่าลงไปได้บ้าง

 

“ค่ะ มาสเตอร์มีอะไรหรือเปล่าคะ?” ฉันถามเข้าประเด็นทันที

 

“ทุกวันนี้ การฝึกของเธอเป็นยังไงบ้าง?

 

“ก็เรื่อยๆ นะคะ ถ้าเทียบกับตอนที่มาที่นี่ครั้งแรก หนูคิดว่าก็พัฒนาขึ้นนิดหน่อยค่ะ” ฉันตอบ นึกถึงการฝึกทุกอย่างที่ผ่านมาก็ทำให้ยิ้มออกมาได้บ้าง แม้ว่าจะไม่ได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด หรือมีความสามารถที่โดดเด่นเหมือนกับพวกลาพิสที่ฝึกมานานกว่าก็ทำให้ไม่รู้สึกเสียใจ เพราะฉันคิดว่า พัฒนาไปเรื่อยๆ และใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ ที่นี่ให้สนุกควบคู่กันไปด้วยดีกว่าโฟกัสกับการฝึกเพียงอย่างเดียว

 

“ดีแล้วล่ะ” มาสเตอร์พยักหน้า ก่อนพูดต่อ “ที่ฉันเรียกมาเนี่ย เพราะมีเพื่อนคนหนึ่งอยากแนะนำให้รู้จักนะ เข้ามาสิ”

 

มาสเตอร์ผายมือไปทางหนึ่ง หลังจากนั้น มีเด็กผู้หญิงผมสั้นคนหนึ่งเดินเข้ามาหาก่อนจะนั่งลงข้างๆ เธอคนนั้นยิ้มนิดๆ ฉันยิ้มตอบ ก่อนจะมองสำรวจร่างที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก

 

“แนะนำตัวซะก่อนสิ” มาสเตอร์พูดกับเธอคนนั้น ฉันได้แต่มองสำรวจร่างของเธอไปเรื่อยๆ เธอเป็นเด็กผู้หญิงผมซอยสั้นสีดำ ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ดูท่าทางน่าจะอายุไล่เลี่ยกันกับฉัน

 

“ฉันชื่อยูเมมิ เนมุ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” เสียงแหลมใสเอ่ยแนะนำตัว ฉันยิ้มให้เธอก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสกับมือเรียวที่ยื่นมาอยู่ก่อนแล้ว

 

“นี่คือเพื่อนและรุ่นน้องของเธอนะ คุณริอง ฝากดูแลคุณเนมุด้วย”

 

“อะเอ๊ะ! รุ่นน้องเหรอคะ?” ฉันถามด้วยใบหน้าเหลอหลา ยังไม่เข้าใจอะไรเลย จู่ๆ มาสเตอร์ก็เรียกพบ แล้วก็พาเพื่อนคนนี้มาแนะนำให้รู้จักเนี่ยนะ

 

“รุ่นพี่ริอง ขอฝากตัวด้วยนะคะ” เนมุพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ฉันยิ้มตอบก่อนที่พวกเราจะเดินออกจากห้องของมาสเตอร์มาด้วยกัน

 

[Nemu’s part]

 

กว่า 1 สัปดาห์แล้วที่ฉันได้มาอาศัยอยู่กับรุ่นพี่ริอง และได้รู้จักกับเพื่อนๆ หลายคน ทุกคนต่างให้การต้อนรับฉันเป็นอย่างดี พาฉันไปโน่นมานี่ จนทำให้ฉันเริ่มคุ้นกับสถานที่ขึ้นมาบ้างแล้ว

 

“นี่ เนมุจัง” เสียงของรุ่นพี่ริองเรียกฉันขึ้นในขณะที่พวกเรากำลังนั่งดูทีวีอยู่ในห้องด้วยกัน

 

“มีอะไรเหรอคะ รุ่นพี่ริอง”

 

“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องเรียกรุ่นพี่ก็ได้ พวกเราก็อายุเท่ากันนี่นา แถมเนมุจังก็มาจากที่เดียวกับฉันด้วย” เสียงของรุ่นพี่ร่างบางที่นั่งอยู่บนเตียงข้างๆ พูดอย่างอ่อนใจ เส้นผมสีชมพูอมส้มยาวสลวยถูกรวบไปไว้ด้านหนึ่งเพื่อไม่ให้เกะกะ ขณะที่ดวงตาสีเขียวมรกตยังคงมองฉันนิ่ง

 

“กะก็ได้ ระเอ่อ ริอง” ฉันเรียกชื่อเธออย่างตะกุกตะกัก รู้สึกไม่ชินที่อีกฝ่ายให้เรียกชื่ออย่างสนิทสนมเช่นนี้

 

“มาอยู่ที่นี่ได้เกือบอาทิตย์แล้ว รู้สึกยังไงบ้างเหรอ?” ร่างบางยังคงชวนคุยต่อไป ฉันยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ

 

“ก็ดีนะ พวกลาพิสช่วยเหลือฉันดีมากเลย ถ้าไม่ได้พวกนั้นละก็ฉันคงแย่”

 

“นั่นสิ” ริองพยักหน้า “แต่เนมุจังก็เก่งกว่าฉันนะ ตอนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ กว่าฉันจะปรับตัวได้นี่ใช้เวลาเกือบเดือนเลยนะ”

 

รุ่นพี่ร่างบางเล่าความหลังตอนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ให้ฉันฟัง ฉันนั่งฟังเธอเล่าไปเรื่อยๆ จนเธอหยุดไปสักพักก่อนเอ่ย

 

“จริงๆ แล้ว ห้องนี้น่ะ นอกจากฉันแล้วก็ไม่มีใครอยู่อีก” เสียงของเธอดูเศร้าลงเล็กน้อย ฉันลุกขึ้นจากเตียงเดินไปนั่งลงข้างๆ โดยที่รุ่นพี่ร่างบางก็ไม่ว่าอะไร

 

“ทีแรกนึกว่าต้องอยู่ที่นี่คนเดียวไปตลอดซะแล้ว แต่พอเนมุจังเข้ามาอยู่ด้วย ฉันดีใจมากๆ เลยนะ” รุ่นพี่ริองยิ้มอ่อนโยน ดวงตาสีเขียวมรกตดูสดใสและมีชีวิตชีวามากกว่าที่เคย ฉันนิ่งไปสักพักก่อนจะตอบเธอไปว่า

 

“ฉันก็ดีใจที่ได้อยู่กับริองนะ” รู้สึกโล่งใจที่ยั้งปากเอาไว้ไม่ได้พูดคำว่ารุ่นพี่ออกไปให้อีกฝ่ายรำคาญใจ

 

“พอมีเนมุจังเข้ามา ทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตที่นี่เหมือนถูกเติมเต็มเลยนะ” รุ่นพี่พูดเบาๆ ฉันสัมผัสได้ถึงความเหงาเดียวดายของอีกฝ่ายที่ต้องอาศัยอยู่คนเดียวในห้องแคบๆ แบบนี้ แม้จะมีเพื่อนให้คอยปรับทุกข์ แต่มันอาจจะไม่มีความสุขเท่ากับการมีใครสักคนมาอาศัยอยู่ร่วมห้องด้วยก็ได้

 

“ไม่เป็นไรน่า ฉันก็อยู่นี่แล้ว จากนี้ไปริองก็จะไม่เหงาแล้วนะ” ฉันพูดกับอีกฝ่ายที่นั่งเงียบเหมือนจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ริองเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงหวานใสที่ติดขึ้นจมูกนิดๆ เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวว่า

 

“นั่นสินะ นี่กี่โมงแล้วเนี่ย ฉันเริ่มหิวข้าวซะแล้วสิ”

 

ฉันมองดูนาฬิกาตั้งโต๊ะของรุ่นพี่สาว ก็เห็นว่านี่ใกล้จะเที่ยงแล้ว พวกเราจึงชวนกันออกไปซื้อกับข้าวที่ร้านสะดวกซื้อด้านล่าง

 

[Rion’s Part]

 

“เนมุจังเนมุจัง” ฉันกำลังปลุกผู้เป็นทั้งเพื่อนและรุ่นน้องที่กำลังหลับสนิท ทั้งที่เวลานี้ก็ใกล้จะเจ็ดโมงครึ่งแล้ว

 

“เนมุจางงงง” ฉันเรียกชื่อเธอพลางเขย่าตัวอีกฝ่ายเบาๆ “ตื่นเดี๋ยวนี้เลยน้า วันนี้พวกเราฝึกกันตอน 9 โมงไม่ใช่เหรอ นี่มันเจ็ดโมงครึ่งแล้ว เดี๋ยวก็ไปสายหรอก”

 

“งืมมมม” คนที่อยู่ในผ้าห่มเริ่มขยับตัว ก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยความงัวเงีย หาวหวอดอีกพักหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ไม่นานพวกเราก็แต่งตัวเสร็จ

 

“ให้ตายเถอะเนมุจัง ทำไมขี้เซาแบบนี้เนี่ย” ฉันเปรยขึ้นเบาๆ อย่างไม่จริงจังนัก เพราะรู้ถึงความขี้เซาของเพื่อนคนนี้ดี กว่าจะตื่นได้ก็ใกล้เวลาฝึกเต็มทีจนทำให้เกือบจะไปสายบ่อยๆ

 

“ฉันก็ไม่รู้หรอก” เนมุยิ้มแหยเป็นคำตอบ “รู้สึกว่าพอถึงตอนเช้าทีไรก็ไม่ค่อยอยากจะตื่นเลย ยิ่งช่วงนี้ฝนตกบ่อยยิ่งน่านอนมากกว่าเดิมอีก”

 

“นั่นสินะ เอหรือบางที มันอาจจะเป็นเพราะชื่อกับนามสกุลของเธอหรือเปล่าน้า” ฉันพูดอย่างใช้ความคิด เมื่อสังเกตทั้งชื่อและนามสกุลของคนที่เดินอยู่ข้างๆ ก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้เจ้าตัวเป็นคนขี้เซาก็เป็นได้

 

“มีแต่คนพูดกับฉันแบบนี้ แต่มันอาจจะไม่เป็นความจริงเสมอไปก็ได้นี่นา” เนมุแย้ง ฉันจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย และพวกเราก็เดินไปที่สตูดิโอด้วยกัน

 

ตกเย็น ฉันและเนมุไปนั่งกินข้าวอยู่กับพวกลาพิสที่ร้านประจำ วันนี้พวกเรา 5 คนต่างฝึกกันจนเหนื่อย และแน่นอน ท้องก็ร้องขออาหารเป็นธรรมดา

 

“วันนี้พวกเราก็อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเดิมเลยนะ” ลาพิสพูดขึ้นหลังจากอาหารที่สั่งไว้มาเสิร์ฟเรียบร้อยแล้ว

 

“นั่นสินะ นานๆ ทีได้กินข้าวด้วยกันเนี่ย มีความสุขที่สุดเลยละ” รินพูดด้วยรอยยิ้ม ฉันที่นั่งมองอาหารตรงหน้าก็พลอยยิ้มไปด้วย จนพวกเรากินข้าวกันเสร็จ เนมุบอกว่าจะไปซื้อของจำพวกน้ำยาซักผ้า สบู่ ยาสระผมที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ เพราะเห็นว่าของใกล้หมดแล้ว และไม่ลืมหันมาถามฉันด้วยว่าจะเอาอะไรเพิ่มอีกหรือไม่ ฉันยื่นกระดาษจดรายการสินค้าที่ต้องการซื้อเพิ่มให้ ก่อนจะเดินไปส่งเธอที่หน้าประตูร้าน และเดินกลับมานั่งที่โต๊ะตามเดิม

 

“จะว่าไป ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา เนมุจังก็ช่วยเหลือฉันแทบทุกอย่างเลยนะ” ฉันพูดกับรินและลาพิส ส่วนเลนขอตัวไปจ่ายค่าอาหารที่เคาน์เตอร์หน้าร้าน

 

“นั่นสินะ พวกเธอสองคนก็ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเลยนี่นา แถมยังแชร์ห้องอยู่ด้วยกันอีก” รินพูดบ้าง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “แล้วริองจัง ทำไมอยู่ๆ ก็พูดเรื่องนี้เหรอ?

 

“ฉันคิดว่า อยากให้อะไรเป็นของตอบแทนเนมุจังหน่อยน่ะจ้ะ ในฐานะที่เนมุจังเป็น” ฉันพูดค้างไว้ พลันรอยยิ้มสดใสของเพื่อนสาวผมดำก็โผล่เข้ามาในความคิด

 

“ฐานะอะไรเหรอ?” ลาพิสถาม

 

“ในฐานะที่เนมุจังเป็นเพื่อนคนสำคัญของฉันน่ะ” ฉันตอบ ดวงตาสีเขียวมรกตสบกับดวงตาสีอความารีนของรินที่มองอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะพูดต่อว่า “แต่ฉันยังไม่รู้ว่าจะให้อะไรดีน่ะ พวกเธอสองคนช่วยคิดหน่อยได้หรือเปล่า?

 

“แน่นอน” ลาพิสตอบ

 

“ได้อยู่แล้วจ้ะ ว่าแต่ ริองจังรู้หรือเปล่าว่าเนมุจังชอบอะไรมากเป็นพิเศษ หรือจะของที่อยากได้ก็ได้?

 

“จะว่าไปนะ เนมุจังเป็นคนค่อนข้างขี้เซา ถ้าได้หมอนเพิ่มสักใบคงหลับฝันดีแน่ๆ เลย” ฉันพูดหลังจากครุ่นคิดสักพัก

 

“ทั้งชื่อกับนามสกุลก็มีความหมายไปทางนอนฝันซะด้วย ซื้ออะไรที่ทำให้หลับสบายก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันน้า” ลาพิสออกความเห็น

 

“พรุ่งนี้พวกเราก็ไม่มีฝึกด้วย ตอนสายๆ ไปเที่ยวห้างด้วยกันไหมล่ะ?” รินถาม ฉันรีบพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

 

“ได้จ้ะ รินจังกับลาพิสจังช่วยมาเดินเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้หรือเปล่า? แล้วเรื่องนี้

 

“รับทราบ งั้นพรุ่งนี้เจอกันที่หน้าสตูตอนบ่ายนะ แล้วเดี๋ยวไปด้วยกัน” ลาพิสนัดหมายเรื่องเวลาเสร็จสรรพ ก่อนที่พวกเราจะเดินออกจากร้านและแยกย้ายกันกลับบ้าน

 

วันรุ่งขึ้น ฉันตื่นมาตอนเช้าตามเวลาปกติ เมื่อหันไปมองคนที่นอนอยู่เตียงข้างๆ เห็นว่ายังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น จึงลุกขึ้นไปทำกิจวัตรประจำวันโดยพยายามให้เสียงเบาที่สุด หลังจากนั้นก็ลงไปซื้อข้าวที่ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ด้านล่างโดยไม่ลืมซื้อมาเผื่ออีกคนที่กำลังหลับอยู่ด้วย และแปะโน้ตเขียนบอกเอาไว้ที่หน้าตู้เย็น

 

เมื่อถึงเวลานัด ฉันเปิดตู้เสื้อผ้าเลือกหาชุดที่เหมาะจะใส่ไปเดินห้างสรรพสินค้าในวันนี้ และใช้เวลาอีกพักใหญ่ในการแต่งหน้าทำผมให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปเจอรินกับลาพิสที่หน้าสตูดิโอและเดินไปห้างด้วยกัน

 

“ริองจัง ชุดน่ารักจังเลยนะ” รินที่อยู่ในชุดกระโปรงบานสีส้มเอ่ยชม ฉันเอ่ยขอบคุณก่อนที่พวกเราจะเดินคุยกันไปจนเข้าไปข้างในตัวห้าง ตั้งใจว่าจะกินข้าวเที่ยงกันให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปซื้อของตามที่วางแผนกันไว้

 

“แน่ใจนะว่าเลนกับเนมุจังไม่รู้เรื่องนี้?” ลาพิสเอ่ยถาม ฉันพยักหน้ารับ

 

“ฉันไม่ได้บอกเนมุจังเลยจ้ะ ทั้งสองคนวางใจได้”

 

“ทางนี้ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเลนเลยเหมือนกัน” รินพูดบ้าง ฉันมั่นใจแน่แล้วว่านอกจากพวกเรา คนที่ต้องการทำเซอร์ไพรส์คงจะไม่รู้จริงๆ ว่าพวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ฉันจึงดำเนินแผนการต่อ โดยเมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว พวกเราจึงเดินไปกินของหวานที่ร้านไอศครีมชื่อดังแห่งหนึ่ง

 

ระหว่างที่เดินกันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเรียกดังขึ้น

 

“เฮ้! ริอง! ริน! ลาพิส!

 

ฉันสะดุ้ง ก่อนจะรีบหันขวับไปตามเสียงเรียกนั้น ก็เห็นเลนกำลังเดินเข้ามาหา รินหันไปยิ้มให้คนที่กำลังเดินเข้ามา ขณะที่ลาพิสร้องทักผู้มาใหม่

 

“อ้าว เลน มากับ” เสียงของเพื่อนผมฟ้าขาดหายไป ฉันหันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเลนก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ

 

“เนมุจัง!

 

“มาทำอะไรที่นี่เหรอ?” รินถาม เลนยิ้มก่อนเอ่ย

 

“พอดีนัดกับเนมุมากินข้าวด้วยกันน่ะ กำลังจะไปต่อของหวาน ว่าแต่พวกเธอมาทำอะไรกันเหรอ?

 

แย่แล้วถ้าเป็นแบบนี้ละก็ แผนแตกแน่!

 

“เอาไงต่อดีล่ะ? ริองจัง ลาพิสจัง” รินกระซิบถาม ฉันเงียบเพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น และไม่นาน เสียงของลาพิสก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

 

“อ๋อ พวกเราก็มาเที่ยวด้วยกันไง เพิ่งกินข้าวเสร็จ ว่าจะไปต่อของหวานเหมือนกัน”

 

“งั้นเหรอ” เนมุพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยชวนให้ไปกินของหวานด้วยกัน แต่ลาพิสปฏิเสธ เพราะร้านเป้าหมายอยู่คนละที่ ประกอบกับมีธุระที่ต้องไปทำต่อ จึงทำให้แผนของพวกเราดำเนินต่อไปได้

 

“โล่งไปที” ฉันอุทานออกมาอย่างโล่งอก

 

“หวังว่าจะไม่บังเอิญเจอกันตอนกำลังทำภารกิจนะ” ลาพิสพูดขึ้นเบาๆ ฉันพยักหน้าเห็นด้วย เพราะตอนเจอกันที่ทางเดินก็ทำเอาใจหายใจคว่ำไปทีหนึ่งแล้ว

 

“แต่ไม่ว่ายังไง จะได้เจอกันอีกหรือไม่เจอก็แล้วแต่ ฉันก็จะพยายามทำภารกิจคราวนี้ให้สำเร็จให้ได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเนมุจังนะ”

 

“ดีมาก สมกับเป็นริองจัง พวกเราไปกันเถอะ” ลาพิสพูด ก่อนที่พวกเราสามคนจะเดินไปที่แผนกขายชุดเครื่องนอนกันต่อ

 

“ริองจัง จะเอาอะไรให้เนมุจังเหรอ?” ลาพิสถามขณะพวกเรากำลังเดินดูผ้าปูที่นอนกันอยู่ มีหลากหลายสีสันและลายให้เลือกละลานตาไปหมด

 

“หมอนน่ะจ้ะ อยู่ตรงไหนเหรอ?

 

“นั่นไง” รินชี้ไปทางหนึ่ง ฉันเดินตามทางที่เธอชี้ก็เห็นหมอนและหมอนข้างหลากหลายแบบวางเรียงรายอยู่บนชั้นวางของให้ลูกค้าได้เลือกสรร เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไปดูทันที

 

“เอาแบบไหนดีน้า” ฉันพึมพำออกมาเบาๆ ตาก็มองสำรวจหมอนที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าไปด้วย

 

“เนมุจังชอบหมอนแบบไหนล่ะ แบบธรรมดา หรือที่เป็นตุ๊กตา แบบมีหูมีหางด้วยน่ะ แต่ฉันว่าแบบหลังก็น่ารักดีน้า” รินออกความเห็น ฉันเดินดูไปเรื่อยๆ ยังไม่ตัดสินใจเพราะรู้สึกว่ายังไม่มีแบบที่โดนใจเลย จนเดินลึกเข้ามาข้างในเล็กน้อย ก็ไปสะดุดเข้ากับหมอนใบหนึ่ง เมื่อหยิบขึ้นมาดูเห็นว่าน่าสนใจจึงชวนเพื่อนที่เหลือให้เดินเข้ามาดูด้วยกัน

 

“แมวเหรอ?” เมื่อเห็นลายแมวคิตตี้แสนน่ารัก ลาพิสก็มองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดเบาๆ ว่า “เนมุจังจะชอบเหรอ? ดูท่าทางแล้วคงจะไม่ชอบอะไรแบ๊วๆ แบบนี้เท่าไหร่นะ ลองเปลี่ยนเป็นแบบอื่นดีกว่าไหม?

 

“ก็ดีน้า งั้นเดินไปดูตรงโน้นก่อนดีกว่า เผื่อจะมีแบบอื่นที่น่าสนใจ” ฉันพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเดินนำเพื่อนๆ ให้ไปกันต่อ

 

[Nemu’s part]

 

“นี่ เลน” ฉันเอ่ยเรียกคนที่เดินอยู่ข้างๆ ขณะเราเดินเข้ามาในแผนกขายเครื่องนอนด้วยกัน เพื่อนหนุ่มผมเหลืองครางในลำคอเบาๆ เป็นเชิงถาม

 

“นายพาฉันมาที่นี่ทำไมเหรอ?

 

“ฉันอยากมาดูผ้าปูที่นอนหน่อยน่ะ พอดีของที่บ้านมันเปื่อยหมดแล้ว ก็เลยว่าจะมาซื้อเพิ่มสักสองผืน แล้วก็คิดว่าจะซื้อให้รินสักผืนด้วย”

 

“นายจะให้ฉันช่วยเลือกให้งั้นเหรอ?” ฉันถาม ได้รับการพยักหน้าเป็นคำตอบ

 

“งั้นก็ไปดูกันเถอะ เสร็จแล้วจะได้กลับกัน” ฉันเดินนำเลนเข้าไปในแผนกขายสินค้า ตาก็มองหาสิ่งที่เป็นเป้าหมายไปด้วย แต่ระหว่างที่กำลังมองหาอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเข้า

 

“เลน ดูนั่นสิ” ฉันสะกิดแขนเพื่อนหนุ่มเบาๆ เลนมองตามสายตาของฉันไปก็เห็นว่าเป็นพวกลาพิสที่กำลังยืนดูอะไรกันอยู่สักอย่าง

 

“เธอจะเข้าไปทักไหมล่ะ?” เขาถาม ฉันส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะพูดว่า

 

“ถ้านายอยากไปทักก็ไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะช่วยเลือกให้ แล้วค่อยมาเจอกันตรงทางออกก็ได้ หรือไม่ถ้าเจอลายน่าสนใจเดี๋ยวฉันโทรบอกนายแล้วกันนะ”

 

“โอเค ถ้างั้นเดี๋ยวฉันมานะ” เมื่อเลนพูดจบก็เดินจากไป ทิ้งให้ฉันยืนดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยๆ แต่ฉันก็ไม่ลืมเดินไปดูผ้าปูที่นอนให้เขาด้วย

 

[Rion’s part]

 

“ฉันเอาอันนี้น้า” ในที่สุด ฉันก็ตัดสินใจเลือกของที่จะให้เพื่อนคนสำคัญได้เสียที เมื่อคิดถึงรอยยิ้มที่มีความสุขของเนมุ ก็ทำให้ฉันยิ้มออกมาได้ รินกับลาพิสเองก็เห็นดีเห็นงามด้วย พวกเราจึงหันหลังเดินออกจากตรงนั้นเพื่อไปจ่ายเงิน

 

เมื่อชำระราคาสินค้ากันเสร็จเรียบร้อย ฉันกับเพื่อนๆ ก็เดินออกจากบริเวณแผนกขายเครื่องนอนเพื่อไปสู่ทางออก แต่ทันใดนั้น สายตาที่แสนจะไวของลาพิสก็หันไปเห็นเลนเข้าเสียก่อน

 

“อ้าว เลน” รินร้องทักคู่แฝด เลนหันมามองและเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

 

“แล้วเนมุจังล่ะ?” ลาพิสถามเมื่อไม่เห็นเพื่อนอีกคนที่อยู่ด้วยกันกับเขาเดินมาด้วย

 

“ฉันให้ไปช่วยดูผ้าปูที่นอนให้อยู่น่ะ ดูท่าทางจะยังไม่เสร็จ ไหนๆ ก็เจอพวกเธอแล้ว ช่วยไปเลือกให้ฉันหน่อยได้หรือเปล่า?

 

“จริงสิ ฉันลืมสนิทเลยว่าผ้าปูที่นอนที่บ้านเรามันเริ่มเปื่อยหมดแล้ว” รินพูดอย่างคนเพิ่งนึกได้

 

“ใช่ รินจะไปกับฉันหรือเปล่าล่ะ?

 

“ก็ได้ งั้นเลนช่วยนำทางที” พูดจบ ทั้งสองคนก็เดินกลับเข้าไปข้างในอีกครั้ง ทิ้งให้ฉันกับลาพิสยืนอยู่ด้วยกันที่ทางออก

 

“ปะไปซะแล้ว” ฉันพูดขึ้นเบาๆ ลาพิสยิ้มกริ่มเหมือนมีแผนอะไรอยู่ในใจ ก่อนที่เธอจะพูดขึ้นว่า

 

“ไม่ต้องห่วงน่าริองจัง เดี๋ยวฉันจะช่วยเธอเอง รับรองเซอร์ไพรส์คราวนี้สำเร็จแน่นอน”

 

“ขอบใจมากเลยจ้ะลาพิสจัง แล้วคราวนี้พวกเราต้องทำยังไงต่อเหรอ?

 

“ก็รอดูไปเรื่อยๆ ว่าพวกนั้นจะเดินมาหาเราตอนไหน แล้วเดี๋ยวฉันจะคอยกันเนมุจังไม่ให้เข้ามาใกล้เธอเอง จะได้ไม่รู้สึกตื่นเต้นมากไป”

 

[Nemu’s part]

 

“นี่ ริน” ฉันเอ่ยเรียกเพื่อนสาวผมเหลืองที่จู่ๆ ก็เดินมาพร้อมกับเลน เธอเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ และเป็นคนเลือกผ้าปูที่นอนโดยมีฉันช่วยดูอยู่ด้วย เมื่อเห็นลายที่น่าสนใจและน่าจะเหมาะกับเพื่อนสาวก็รีบชี้ให้ดูทันที

 

“เนมุจังเลือกลายนี้ให้ฉันเหรอ?” เจ้าตัวเอ่ยถาม ฉันพยักหน้ารับก่อนเอ่ยว่า

 

“ก็เหมาะกับเธอดีนะ”

 

“งั้นก็เอาตามที่เนมุจังเลือกก็ได้จ้ะ เลน ฝากไปจ่ายเงินให้ที ฉันจะไปเข้าห้องน้ำหน่อยน่ะ”

 

“ได้เลย งั้นพวกเราไปเจอกันที่ทางออกนะ” เมื่อได้ยินดังนั้นฉันจึงตอบตกลง ขณะกำลังจะเดินแยกออกไปรอนั่นเอง รินก็เอ่ยเรียกไว้เสียก่อน

 

“เนมุจัง ช่วยไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้หรือเปล่าจ๊ะ?

 

ฉันคิดอยู่ครู่ก่อนตอบ “กะก็ดีเหมือนกันนะ ก่อนกลับจะได้ไม่ต้องแวะอีก” และพวกเราก็เดินออกจากตรงนั้นไปอย่างรวดเร็ว

 

“นี่เนมุจัง” รินเอ่ยเรียกขณะที่พวกเรากำลังเดินกลับมาที่เดิมเพื่อรอกลับบ้านด้วยกันกับเพื่อนที่เหลือ

 

“อะไรเหรอ?

 

“ตั้งแต่อยู่ที่นี่มา ได้รู้จักเพื่อนคนอื่นมาก็หลายคน มีเพื่อนคนไหนที่สนิทมากเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่าจ๊ะ?

 

“เพื่อนที่สนิทมากเป็นพิเศษเหรอ?...” ฉันครุ่นคิดสักครู่ พลันดวงตาสีเขียวมรกตกับรอยยิ้มสดใสของใครคนหนึ่งก็ลอยเข้ามาในหัว

 

“ก็ต้องริองสิ” ฉันตอบ เมื่อนึกถึงเจ้าของเรือนผมสีชมพูอมส้มที่เป็นทั้งรุ่นพี่และเพื่อนร่วมห้องก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย

 

“จริงสินะ” รินพยักหน้า “เห็นไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเลยนี่ ว่าแต่เนมุจัง รู้สึกยังไงกับริองจังเหรอ?

 

“ริองน่ะเหรอ” ฉันครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่มั่นคง

 

“ริองน่ะ เป็นทั้งรุ่นพี่ที่ฉันชื่นชม และเพื่อนที่ฉันรัก เพราะเรามาจากที่เดียวกัน ถึงจะได้มารู้จักกันที่นี่ก็ตามที ฉันชื่นชมในความกล้าหาญของเธอที่จากบ้านมาไกลเพื่อมาเป็นเด็กฝึกหัดที่นี่ทั้งที่ไม่มีเพื่อนที่รู้จักเลยสักคน แถมยังต้องอยู่คนเดียวอีก ถ้าเป็นฉันนะ ต้องอยู่คนเดียวแบบนั้นคงจะคิดถึงบ้านจนร้องไห้ตั้งแต่วันแรก แล้วก็อาจจะซื้อตั๋วรถไฟกลับบ้านตั้งแต่อาทิตย์แรกไปแล้วก็ได้” รินพยักหน้าเป็นระยะ ฉันหยุดหายใจสักพักก่อนพูดต่อ

 

“ในเมื่อฉันได้มาอยู่ที่นี่แล้ว ฉันคิดว่าคงจะไม่ย้ายไปไหนหรอก คงจะอยู่เป็นเพื่อนริองต่อไป จะอยู่ตรงนี้ คอยสนับสนุนทุกสิ่งที่เธอทำ คอยให้กำลังใจในวันที่ท้อแท้ แล้วก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ เพื่อทำให้ความฝันของพวกเราเป็นจริง แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้วล่ะ”

 

“ดีจังเลยน้า ถ้าริองจังมาได้ยินเข้าคงต้องมีความสุขมากแน่ๆ เลย” รินยิ้มหวานหลังจากคำพูดประโยคนั้น ก่อนที่เสียงโทรศัพท์ของเธอจะดังขึ้น มือบางล้วงหาวัตถุสี่เหลี่ยมในกระเป๋า สายตามองรายชื่อผู้ที่โทรเข้ามาและกดรับสายอย่างรวดเร็ว

 

“ฮัลโหลเลนอ้าวงั้นเหรอโอเค ฮะ ให้ฉันทำยะอื้มๆได้เลย ไว้เจอกันจ้ะ”

 

“มีอะไรเหรอ?” ฉันถามด้วยความสงสัย รินเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าก่อนเอ่ยถาม

 

“เนมุจัง รีบกลับหรือเปล่า?

 

“ไม่รีบนะ ทำไมเหรอ?

 

“พวกลาพิสจังบอกว่าให้ไปที่สตูดิโอก่อน ตอนนี้เลยจ้ะ ทุกคนไปรอที่นั่นหมดแล้วด้วย ท่าทางจะมีเรื่องสำคัญ”

 

“งั้นเหรอ ก็ได้ งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ” ฉันเดินนำไปที่ทางออกจากตัวห้าง ทั้งที่ในใจก็นึกสงสัยว่ามีเรื่องอะไรกัน แต่สงสัยได้ไม่นาน รินก็ชวนคุยโน่นคุยนี่ไปตลอดทางจนทำให้ลืมเรื่องที่ต้องไปสตูดิโอก่อนกลับบ้านไปเสียสนิท รู้ตัวอีกทีก็เดินเข้ามาในสตูดิโอที่คุ้นเคยแล้ว

 

[Rion’s part]

 

จู่ๆ ฉันก็ถูกพาตัวมาที่สตูดิโอแทนที่จะได้กลับบ้านเลย ด้วยการตัดสินใจอย่างกะทันหันของลาพิสที่จู่ๆ ก็อธิบายแผนการทั้งหมดให้เลนฟังและดำเนินแผนที่ว่าอย่างรวดเร็วขณะที่ฉันไม่มีโอกาสได้เอ่ยคัดค้านเลยสักคำ โดยที่เลนก็ยอมร่วมมือด้วยอย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยสักนิด แถมยังช่วยสนับสนุนอีกต่างหาก

 

“รออยู่ในนี้นะ เดี๋ยวเนมุจังก็คงมา” ลาพิสพูดขณะพาฉันเดินเข้าไปในห้องฝึกห้องหนึ่ง ฉันเดินเข้าไปลากเก้าอี้มานั่งรอ มือก็รับถุงของที่ซื้อมาจากเลนที่ยืนอยู่ใกล้ประตู

 

“พยายามเข้านะ ริองจัง” ลาพิสเดินมากระซิบเบาๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องทั้งที่ประตูเปิดค้างไว้อย่างนั้น จนเวลาผ่านไปสักพัก

 

แกร็ก! เสียงประตูปิดเบาๆ พร้อมกับร่างของใครอีกคนเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ ฉันหันไปมองก่อนจะยิ้มให้ผู้มาใหม่เล็กน้อย

 

“เอ่อเนมุจัง” เรียกชื่อเธอเบาๆ ขณะที่เนมุเองก็มองหน้าฉันอย่างไม่เข้าใจ

 

พวกเรามองหน้ากันไปมา และก็เป็นฝ่ายเพื่อนผมดำที่ถามขึ้นก่อน “เอ่อ คือริอง เรียกฉันให้มาหาที่นี่เหรอ?

 

“หืม?” ฉันเลิกคิ้วเป็นคำถามกลับไป “ฉันไม่ได้เรียกเธอมานะ”

 

“อ้าว แล้วทำไมรินบอกให้ฉันมาหาเธอที่นี่ล่ะ?

 

ฉันอุทาน “เอ๊ะ?” เบาๆ นึกไปถึงเพื่อนทั้งสามคนที่น่าจะเป็นต้นคิดให้พวกเรามาเจอกันที่นี่แน่นอน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย และพูดว่า

 

“ช่างเถอะจ้ะ ไหนๆ ก็มาแล้ว ความจริง ฉันมีของอยากจะให้เนมุจังด้วยนะ” ฉันอาศัยจังหวะที่เนมุกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ หยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากถุงที่แอบไว้ด้านหลัง แล้ววางไว้บนโต๊ะตรงหน้าเธอ

 

“หะให้ฉันเหรอ?” สีหน้าของเพื่อนสาวที่เคยงงงวยเปลี่ยนไปทันที เนมุหยิบสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาพิจารณา ก่อนที่จะยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ดูมีความสุขมากกว่าทุกครั้งที่เธอเคยยิ้มมาเลยทีเดียว

 

ฉันมองของในมือเธอก่อนจะอดยิ้มออกมาไม่ได้ และไม่ลืมถามว่า “เนมุจังชอบหรือเปล่า?

 

“ชอบมากเลยละ หมอนใบนี้ผ้านุ่มมาก ลายริลัคคุมะก็น่ารักด้วย รับรองคืนนี้ฉันคงหลับฝันดีแน่ๆ เลย”

 

“ดีใจที่เนมุจังชอบน้า เจ้านี่น่ะ ฉันเป็นคนเลือกเอง เห็นว่าเหมาะกับเนมุจังดีเลยซื้อมาให้เพื่อเป็นการขอบคุณขอบคุณสำหรับอะไรหลายๆ อย่างที่ผ่านมา ขอบคุณที่คอยเป็นกำลังใจให้ฉันในทุกๆ เรื่อง แล้วก็” ฉันเงียบไปสักพักก่อนพูดต่อ

 

“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือทุกอย่างเลยน้า ถ้าไม่ได้เนมุจังช่วยซื้อของมาให้ ฉันคงได้วิ่งไปร้านสะดวกซื้อบ่อยๆ แน่เลยเพราะความขี้ลืมของตัวเองน่ะ”

 

“ฮะๆ เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอก” เนมุหัวเราะ “ฉันก็ขอบคุณริองเหมือนกันนะที่คอยดูแลฉันมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เจอกันเลย จนมาถึงวันนี้ เธอเป็นทั้งเพื่อน ทั้งรุ่นพี่ แล้วก็เมทที่ดีที่สุดของฉันเลยนะ” ฉันยิ้มออกมาหลังจากได้ยินคำพูดประโยคนั้น เนมุเงียบไปสักพักก่อนจะพูดว่า

 

“ถ้างั้น” เพื่อนสาวพูดก่อนจะลุกจากเก้าอี้ ฉันลุกเดินตามเธอไปให้พ้นจากเก้าอี้ในห้องที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ และไม่ทันที่ฉันจะถามอะไรออกมา

 

หมับ!

 

จู่ๆ เนมุก็เดินเข้ามาสวมกอดฉันอย่างรวดเร็ว ฉันกอดตอบเธอเบาๆ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

 

“ดีใจด้วยนะ/สำเร็จแล้วน้า!” มีเสียงดังมาจากหน้าประตู ทำให้พวกเราผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว เมื่อมองไปที่ประตูก็เห็นทั้งริน เลนและลาพิสยืนอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ฉันยิ้มแหยให้ทั้งสามคน ก่อนที่เนมุจะพูดขึ้นว่า

 

“ทั้งหมดนี้ฝีมือพวกเธอเหรอเนี่ย?

 

“จะพูดแบบนั้นก็ได้นะ” เลนตอบแบ่งรับแบ่งสู้ ก่อนขยายความ “ฉันก็เพิ่งรู้เอาตอนที่เดินกลับมาพร้อมลาพิสนั่นแหละ แต่มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ? ที่ริองทำไปทั้งหมดนี้ก็เพื่อเธอเลยนะ”

 

“งั้นเหรอ” เนมุพยักหน้า ก่อนจะหันมายิ้มให้พวกเราทุกคนพร้อมกับเดินไปหยิบหมอนลายริลัคคุมะที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมากอดเอาไว้ ฉันมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของเธอก็ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขไปด้วยเช่นกัน

 

“ขอบคุณมากนะ ริอง แล้วก็ พวกเธอทุกคนด้วย”

 

ไม่สำคัญว่าจุดเริ่มต้นของการพบกันของเราคือเมื่อไร แต่เมื่อได้รู้จักและสนิทกันแล้ว ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดหลังจากได้รู้จักและสนิทกัน คือการรักษามิตรภาพระหว่างเพื่อนเอาไว้ให้ได้นานที่สุด เพราะบางที ในบรรดาเพื่อนของเธอนั้น อาจจะมีคนที่เธอคิดว่า เขาเป็น “คนสำคัญ” มากที่สุดรวมอยู่ในนั้นด้วยก็ได้

 

ถ้าหาเจอแล้วรักษาเขาไว้ให้ดีนะ

 

[The end.]