ในวันฝนตก : สังคมไทยมีน้ำใจจริงหรือ?

-A A +A

ในวันฝนตก : สังคมไทยมีน้ำใจจริงหรือ?

ในวันฝนตก : สังคมไทยมีน้ำใจจริงหรือ?

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ผมได้รับคำชวนจากเพื่อนสนิทให้ไปกินเลี้ยงที่บ้านพักกลางทุ่ง ซึ่งการันตีมาว่า อยู่กลางทุ่งถึงขนาดเล่นกีตาร์แหกปากร้องได้ตามสบายเลย เพราะบ้านหลังนี้อยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านค่อนข้างมาก

ผมนั่งรถโดยสารออกจากตัวอำเภอเมืองมหาสารคามในเวลาบ่าย 3 กว่าๆ กะว่าไปถึงบ้านเพื่อนที่อำเภอธวัชบุรีที่อยู่เขตจังหวัดร้อยเอ็ดก็คงจะค่ำพอดี ไปถึงโน่นจะได้ลุยย่างเนื้อและเครื่องดื่มกันเลย

พอไปถึง สิ่งที่มาพร้อมกับเราก็คือฝนห่าใหญ่ที่ตกลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา เป็นเหตุให้การกินต้องเลื่อนออกไปอย่างช่วยไม่ได้ เราเลยทำเพียงนั่งรอกันอยู่ในบ้านเท่านั้น

ประมาณ 3 ทุ่มฝนหยุดตก กลุ่มพวกเราก็เริ่มตั้งเตาย่างเนื้อกันทันที ฝ่ายย่างก็ย่าง ฝ่ายรินเครื่องดื่มก็ริน บรรญญากาศในคืนนั้นจึงมีแต่ความสนุกเฮฮา

ประเด็นของเรื่องที่จะกล่าวไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เล่าไปก่อนหน้าเลย แต่มันกำลังจะเริ่มต่อจากนี้ไป

ในช่วงบ่ายของวันที่ 12 สิงหา 2562 ภายหลังจากกินดื่มกันอย่างเต็มที่ เพื่อนผมก็ได้ขับรถมาส่งผมที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อรอขึ้นรถสองแถว โดยผมกะว่าจะนั่งเข้าไปในตัวเมืองร้อยเอ็ด แล้วต่อรถจากร้อยเอ็ดกลับไปที่สารคาม

ผมใช้เวลาเดินทางเข้าตัวเมืองร้อยเอ็ดไปเกือบๆ ชั่วโมงครึ่ง ในเวลานั้นอากาศค่อนข้างร้อน คนก็เยอะ ทำให้ บขส ดูวุ่นวายพอสมควร

ระหว่างที่ผมยืนรอรถอยู่ สายตาของผมก็สังเกตไปเห็นวัยรุ่นตาบอดสองคนยืนคุยกันอีกด้านหนึ่ง เท่าที่ดู คงจะรอขึ้นรถไม่ต่างจากผมเป็นแน่

เนื่องด้วยเป็นช่วงที่แต่ละคนกำลังเดินทางกลับไปทำงานทำให้ที่นั่งรอรถใน บขส เต็มหมด ผมเลยไม่ได้เดินไปหาคนทั้งสองเพื่อหาที่นั่งให้

ระหว่างรอ ฝนก็ตกลงมาระลอกใหญ่ ทำให้หลายคนที่ยืนอยู่รอบนอกวิ่งเข้ามาหลบฝนข้างใน บขส กันจ้าละหวั่น ตอนนั้นนึกยังไงไม่รู้ ผมเลยหันไปมองวัยรุ่นชายตาบอดทั้งสองอีกครั้ง

สิ่งที่เห็นก็คือ ทั้งที่ก็มีคนอยู่ใกล้ๆ พวกเขาตั้งเยอะ แต่ก็ไม่มีใครช่วยเหลือเลย คือแต่ละคนต่างมองดูเฉยๆ แต่ไม่ช่วย (ผมอยู่ห่างจากพวกเขาพอสมควรเลย ตอนนั้นเลยยังไม่เดินเข้าไปช่วย เพราะคิดว่าคนตั้งเยอะ คงจะมีใครสักคนใกล้ๆ ช่วยบ้างแหละ)

สักพักหนึ่ง คนทั้งสองก็เริ่มเดินไปเดินมาแถวนั้นเหมือนกำลังหาอะไรสักอย่าง ทั้งที่คนแถวนั้นก็น่าจะถามดูว่าพวกเขากำลังหาอะไร หรือต้องการให้ช่วยอะไร แต่ก็ไม่มีใครถาม

วินาทีนั้น ผมตระหนักได้ว่า หากผมไม่เดินไป ก็คงไม่มีใครช่วยเป็นแน่ ผมเลยเดินไปถามดู เผื่อพวกเขาจะมีอะไรให้ผมช่วย

เมื่อลองถาม จึงได้ทราบว่า ทั้งสองคนกำลังเดินหาทางไปห้องน้ำ ผมเลยพาไป ระหว่างที่พาไป ก็มีสายตาของใครหลายคนมองมาแปลกๆ ทำอย่างกับไม่เคยเห็นคนตาบอดเดินอยู่ บขส เสียอย่างงั้น

หลังจากวันนั้นผมเลยมานั่งคิดกับตัวเอง ว่าที่เขาบอกว่า “สยามเมืองยิ้ม” หรือ “คนไทยใจดี” และอื่นๆฯ มันจริงหรือ

เพราะแม้แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ แต่ละคนยังทำเป็นมองข้าม ทั้งที่ก็ช่วยเหลือได้ หลายๆ คนในนั้นยังเป็นนักศึกษาไม่ต่างจากผมด้วย การศึกษาไม่ได้สอนให้พวกเขามีน้ำใจขึ้นบ้างเลยหรือ?

ผมไม่ได้ว่าผมเป็นคนดีอะไร ผมก็มีเรื่องไม่ดีเหมือนๆ กับคนอื่น ทว่าแม้แต่เรื่องนี้ มันก็เกินไป เพราะแค่ช่วยนิดๆ หน่อยๆ มันก็น่าจะทำได้

อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวครับ แค่อยากนำประสบการณ์ที่เจอมาเล่าสู่กันอ่าน ถือว่าอ่านเพื่อความบันเทิงแล้วกันครับผม