ไพรอาฆาต : ตอนที่ 2

-A A +A

ไพรอาฆาต : ตอนที่ 2

พรานคมเบนปากกระบอกลูกซองห้านัดตามอย่างฉับไว เขาลั่นไกออกไปสองนัดซ้อน ทว่าด้วยมีกิ่งไม้ขวางทางปืน ทำให้การยิงของเขา หวังผลไม่ได้เลย

“นั่นไงรอยเลือก แสดงว่าข้ายิงถูก มันคงไปไม่ได้ไกล เรารีบออกตามกันเถอะ” พรานเล็กเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นระคนยินดี

พรานคมมองดูรอยเลือกที่เพื่อนสนิทชี้ให้ดู เขาจึงพยักหน้า “งั้นไป”

เพื่อนรักทั้งสองออกวิ่งเหยาะๆ ตัดป่ารกตามรอยเลือดกวางลำบากเข้าไป รอยกวางที่โดนยิงวิ่งชนกิ่งไม้เอาไว้เป็นทางยาวเห็นได้ชัด ทำให้การตามรอยไม่ลำบากเท่าใด

ทว่าน่าแปลก เพราะเห็นรอยเลือดหยดเป็นทางอยู่ชัดๆ แต่กวางตัวนี้ กลับยังมุ่งหน้าไปต่อในอัตราระยะห่างจากพวกเขาด้วยความเร็วคงที่ ตามปกติ ด้วยเวลาขนาดนี้แล้ว หากเป็นกวางตัวอื่น คงหมอบฟุบเพราะพิษกระสุนไปแล้ว

“ทนจริงๆ ว่ะ ขนาดโดนยิงไป มันยังหนีมาไกลได้ขนาดนี้ ตั้งแต่ข้าเคยยิงกวางมา มีตัวนี้แหละที่อึดที่สุด” พรานเล็กเปรยขึ้นกับสหายที่เดินเยื้องอยู่ด้านหลังตน

“ถ้าเรายังตามมันไม่ทัน ข้าว่าเราคงต้องหยุดตามแล้วละ เพราะนี่ก็ใกล้ค่ำเต็มที” พรานคมแหงนมองแสงที่ส่องระปลายไม้ด้านบนอยู่อย่างกังวล

พรานทั้งสองจ้ำฝีท้าวเร็วขึ้นเพื่อทำเวลา เหงื่อตามลำคอและแผ่นหลังเปียกชุ่ม ป่าเงียบลงอย่างผิดธรรมดาโดยที่ทั้งสองไม่ทันสังเกต เสียงนกร้อง ลมพัดระกิ่งไม้ เสียงธรรมชาติอื่นๆ สงัดงัน แสงทอทาบปลายยอดไม้ค่อยลับลาไป จนท้ายที่สุดป่ารอบข้างมืดแทบมองอะไรไม่เห็น

“ข้าว่าเราต้องหยุดตามแล้วละเล็ก ขืนเอ็งกับข้ายังตามต่อไปจนมืดสนิท พวกเราคงไม่มีทางหาไม้มาทำห้างได้ทันแน่” พรานคมบอกเพื่อน

พรานเล็กถอนหายใจ “หยุดก็หยุด ไอ้กวางบ้านี่มันอึดจริงๆ ทั้งที่รอยเลือดก็บอกอยู่ชัดๆ ว่ามันเจ็บ แต่ความเร็วในการหนีกลับไม่ลดลง บ้าจริง”

ก่อนพรานเล็กผู้เป็นเพื่อนจะสบถอะไรออกมา พรานคมก็เอ่ยขึ้น “ข้าว่าเราใช้ต้นไม้ต้นนั้นผูกห้างกันเถอะ” เขาชี้ไปยังไม้ใหญ่ต้นหนึ่งทางซ้ายมือ ลำต้น รวมถึงกิ่งก้านแลดูมั่นคง

พรานเล็กมองตามแล้วพยักหน้า ทั้งคู่ช่วยกันหาไม้ที่เหมาะแก่การทำห้างมารวมกันเอาไว้ จากนั้นใช้เถาวัลย์ที่มีความเหนียวทนทาน ผูกโยงท่อนไม้ตามวิธีที่ได้ร่ำเรียนมา

ราวหนึ่งชั่วโมงเสด สหายทั้งสองก็ได้ปีนขึ้นมานั่งอยู่บนห้างที่ได้ทำเอาไว้บนกิ่งไม้สูง ถึงป่าแถวนี้จะมีหมู่บ้านอยู่มาก แต่จะอย่างไรป่านี้ก็ยังมีเสือซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าป่าอาศัยอยู่ชุกชุม หากเจอมันขึ้นมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง อย่างน้อยก็จะพอได้อุ่นใจ เพราะห้างอยู่สูง บวกกับปืนไรเฟิลที่เป็นอาวุธประจำตัวของพรานเล็กเข้าไป ก็พอจะกล่าวได้ว่ามีความปลอดภัยพอสมควร ส่วนลูกซองห้านัดของพรานคมนั้น หากพบเสือขึ้นมาจริงๆ จะไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากยิงไล่ เนื่องเพราะแรงกระสุนมีไม่มากพอ

“ป่าคืนนี้มันเงียบมากจริงๆ ไม่มีเสียงบรรดานกกลางคืนร้องแว่วมาให้ได้ยินเลย เอ็งว่าแปลกไหมวะไอ้เล็ก” พรานคมที่จับรหัสป่าได้มาพักหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

“แปลก ข้าว่าคงมีไอ้ลายออกหากินอยู่ละแวกนี้แน่” พรานเล็กตอบผู้เป็นสหาย ปืนประจำตัววางพิงไม่ห่างมือ

หลังจากพรานหนุ่มทั้งสองกินเสบียงที่นำติดตัวกันมาจนอิ่ม ก็ต่างพากันนั่งนิ่งเพื่อฟังความเป็นไปของป่ารอบตัว ความเงียบจนเกินไปทำให้ความคิดของพรานคมมีแต่สังหรณ์ไม่ดี เรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานเจ้าป่าผีป่าที่เคยได้ฟังมาแต่เล็กแต่น้อยวนเวียนอยู่ในความคิด ความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจที่แฝงมากับบรรดาสัตว์ร้ายผุดเด่นขึ้นมาชวนให้ผวา ถึงแม้เขาจะเป็นพรานมาหลายปี นั่งห้างกลางคืนมาก็มาก แต่มีครั้งนี้ที่ใจมันเหมือนมีสิ่งใดมารบกวนทำให้รู้สึกไม่สงบ

ยามวิกาลคล้อยดึก พระจันทร์ส่องแสงสลัวไปทั่วผืนป่า อากาศร้อนอบอ้าวเมื่อตอนค่ำลดอุณหภูมิลงจนเริ่มเย็นยะเยือก เสียงลมพัดใบไม้กิ่งไม้ระกันดังซู่ซ่าชวนวังเวง

เสียงคล้ายงานมหรสพลอยมาตามลมดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ เสียงนั้นบัดเดี๋ยวอยู่ใกล้ บัดเดี๋ยวอยู่ไกล เพราะกระแสลมไม่นิ่ง ทำให้ยากจะกะระยะทางของเสียงได้แน่นอน

“ไม่รู้หมู่บ้านไหนจัดงานรื่นเริงกัน ถ้าทางคงสนุกน่าดู” พรานเล็กพูดทำลายความเงียบระหว่างทั้งสองขึ้น

พรานคมส่ายหัว แอบเก็บอาการไม่สบายใจเอาไว้ไม่ให้แสดงออกทางสีหน้า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่คิดว่าคงไม่ใช่หมู่บ้านที่อยู่ใกล้หมู่บ้านเรา เพราะไม่งั้นพวกเพื่อนๆ เรามันคงชวนไปเกี้ยวสาวตั้งแต่เช้าแล้ว เอ็งก็รู้ว่าเรื่องอย่างนี้ พวกไอ้ไม้ไอ้ดอนมันไม่เคยพลาด” พรานคมพาดพิงถึงกลุ่มเพื่อนที่สนิทกัน

“นั่นสินะ” พรานเล็กเอ่ย หูก็คอยฟังเสียงดนตรีไทยที่แว่วมาตามกระแสลมเป็นพักๆ

 

สารบัญ / เมนูนิยาย