บทที่ 29 พฤติการณ์น่าคลางแคลง

-A A +A

บทที่ 29 พฤติการณ์น่าคลางแคลง

บทที่ 29 พฤติการณ์น่าคลางแคลง

 

ทะเลสาบซีหูแหล่งท่องเที่ยวอันกระเดื่องเลื่องชื่อ บันดาลให้ผู้คนเร่งรุดมา

ชมทัศนียภาพอันงดงามราวสวรรค์บนดิน สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่นอกเมืองหางโจวริมฝั่งจอดเรียงรายด้วยเรือใหญ่น้อยหลายลำ กลุ่มนักท่องเที่ยวบ้างสามบ้างห้า หรืออาจมีมากกว่านั้นกระจายออกไปเที่ยวชมตามบริเวณใกล้เคียง บ้างล่องเรือชมทิวทัศน์อันตระการ บ้างจับตารอดูแสงจันทร์ดวงแรกตกกระทบผิวน้ำ สะท้อนเป็นประกายเลื่อมพรายชวนละลาน เป็นสภาพคึกคักครึกครื้นอย่างยิ่ง เสียงพูดคุยโต้ตอบอยู่เซ็งแซ่ ประกอบกับยามอาทิตย์ใกล้สนธยา ในจำนวนนี้มีไม่น้อยเป็นเรือขนส่งสินค้า ดังนั้นยิ่งขับเน้นให้สถานที่แห่งนี้คล้ายไม่มีวันเงียบเหงาไปตลอดกาล

 

ทันใดริมฝั่งปรากฏเงาคนขึ้นสามจุด ก่อนอื่นเป็นสองดรุณีแรกรุ่นอายุสิบห้าสิบหกปี ถักเปียสองเส้นเล็กๆไว้ที่กลางหลัง แต่งกายด้วยเสื้อกระโปรงแพรสีน้ำทะเล ที่เอวคาดสายรัดแพรเส้นหนึ่ง เพียงสังเกตจากเสื้อผ้าอาภรณ์ก็ทราบได้ทันที ว่าเป็นเนื้อผ้าราคาแพงลิบลิ่ว และตัดเย็บด้วยฝีมือประณีตงดงามถึงที่สุด มิหนำซ้ำแพรที่นำมาตัดเย็บทำเสื้อผ้า ยังเป็นแพรเลื่องชื่อของหางโจวอีกด้วย เค้าหน้าแววตาล้วนแต่รับคำว่า สะคราญหยาดเยิ้มชวนลุ่มหลงได้แล้วจริงๆ

 

อีกหนึ่งเป็นหญิงสาวเยาว์วัยอายุยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปี แต่งกายด้วยชุดชาววังสูงศักดิ์ ตัดเย็บด้วยฝีมือประณีตไร้ที่ติ มีความวิจิตงดงามถึงที่สุด ตั้งแต่ศีรษะถึงส่วนใบหน้าคลุมไว้ด้วยแพรเบาบางผืนหนึ่ง โผล่พ้นเพียงตาคู่งามทั้งคู่ที่ดำขลับประดุจนิล

ทอประกายลึกล้ำดั่งห้วงมหรรณพ สดใสดั่งน้ำค้างกลางหาว เพียงผู้จ้องมองประสานสบสายตากับนาง คล้ายถูกพรากขวัญคร่าวิญญาณจากร่างไปก็ปาน มีอานุภาพบันดาลให้ผู้คนรู้สึก นี่กลับมิใช่ดวงตาของผู้คนในโลกียวิสัย สมควรเป็นเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ก้มมองดูโลกหล้า ทั้งอ่อนโยนนุ่มนวลถึงเพียงนั้น และแข็งกร้าวสยบจิตใจผู้คนสุดที่จะต่อต้านขัดขืนได้ ขอเพียงนางเอ่ยปากน้อยคนนักกล้ามีความคิดตรงกันข้าม ทุกปมเด่นทุกความงดงามของดวงตาผู้คน คล้ายกับมารวมอยู่ในตัวนางหมดสิ้นก็ปาน

 

สายตาหลายคู่ต่างจับจ้องมายังทั้งสามเป็นจุดเดียว แต่ไม่เห็นมีความเคลื่อนไหวใด ซึ่งส่อถึงความผิดปรกติ ดูผิวเผินทั้งสามคล้ายท่องชมทิวทัศน์ดั่งเช่นคนอื่นๆ แท้ที่จริงพวกนางกำลังรอคอยอันใด หรือตระเตรียมเคลื่อนไหวกระทำสิ่งไร ไม่มีผู้ใดกล้ายุ่งเกี่ยวเป็นเด็ดขาด

 

ดรุณีเบื้องซ้ายทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้เอ่ยกับหญิงสาวชุดชาววังกึ่งกลางเบาๆว่า

 

“รองประมุขท่านคล้ายมีความมั่นใจอย่างยิ่ง”

 

หญิงสาวที่กึ่งกลางส่ายศีรษะช้าๆส่งเสียงทางลมปราณต่อทั้งสองดรุณีว่า

 

“เหมยกุ้ยหลานฮวา...สมควรระมัดระวังให้มากไว้ เวลานี้หากจะถามไถ่เราอันใด ทางที่ดีอย่าได้ส่งเสียงจึงจะถูกต้อง”

 

ดรุณีทั้งสองพยักหน้าตอบรับ ทอดสายตามองไปใจกลางทะเลสาบ โดยมิได้ส่งเสียงถามไถ่อันใดอีกแล้ว

 

หญิงสาวเยาว์วัยในชุดชาววัง ปล่อยให้สายลมโชยพัดชายเสื้อปลิวพลิ้วไสว ยิ่งขับเน้นบุคลิกของนางสูงส่งจนผู้คนไม่อาจเอื้อม กระทั่งจับจ้องมองตรงๆยังมิมีผู้ใดกล้ามีความคิดเช่นนี้ ในสายลมย่อมมีฝุ่นผงคลี พอพัดผ่านร่างนางฝุ่นละอองแม้สักน้อยนิดแม้สักแผ่วเบา ยังมิกล้าจะแปดเปื้อนชายเสื้อนาง ทั้งนี้เพราะนางบริสุทธิ์เกินไป และสะอาดผุดผ่องถึงเพียงนั้น

 

ผ่านไปชั่วขณะหนึ่งท่ามกลางความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา เรือโดยสารลำหนึ่งแล่นฝ่าฟองคลื่นเข้ามาด้วยระดับความเร็วราวเกาทัณฑ์ ชั่วขณะก็ห่างเพียงหกสิบวา ได้ยินซุ่มเสียงชราภาพ ร้องสั่งลูกเรือให้หันหางเสือ จากนั้นทิ้งสมอเหล็กลงดังโครมใหญ่ ตัดสินใจจอดลอยลำอยู่ยังที่ซึ่งห่างจากฝั่งสี่สิบวา

 

คนบนเรือเป็นเหล่าชายฉกรรจ์รูปกายบึกบึนเข้มแข็งแปดคน เปลือยร่างท่อนบนเผยให้เห็นผิวกายสีดำมะเมื่อมเป็นประกายมันระยับ ศีรษะสวมหมวกไม้ไผ่ปีกหมวกหลุบต่ำปิดบังใบหน้าครึ่งซีก

ทุกผู้คนจมูกบานใหญ่ ใต้คางไว้เคราครึ้มกระจุกหนึ่ง สภาวะท่วงท่าคึกคักดุดัน ยังมี...ชายชราร่างผอมซูบผู้หนึ่ง ใบหน้าห้าเหลี่ยมขนคิ้วขาวดอกเลาหน้าผากกว้าง ผมเผ้าบนศีรษะหลุดร่วงแทบล้านเลี่ยนไป คาดคะเนต้องมีวัยไม่ต่ำกว่าแปดสิบปีเป็นเด็ดขาด เฒ่าผู้นี้สองตาเจิดจ้าแวววาว คล้ายเป็นประกายสายฟ้าวูบขึ้นแล้วสลายวับ ชุดยาวที่มันสวมใส่กระพือพัดอยู่ตลอดเวลา ดูไปทั้งลึกซึ้งทั้งลี้ลับ

 

ซึ่งจากเรือจนถึงฝั่ง หากวิจารตามความจริงเป็นระยะห่างอย่างยิ่งทีเดียว บุคคลธรรมดาไหนเลยมีความสามารถทะยานกายคราเดียวไกลถึงสี่สิบวา อย่างนั้นผู้คนส่วนใหญ่พอสังเกตุพบเห็น ก็ทราบได้ทันทีนี่เป็นเลศนัยเรื่องราวของชนชาว

บู๊ลิ้ม จึงไม่คิดจะสนใจยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด

 

หญิงสาวชุดชาววังดวงตาทอประกายดุจสายฟ้า หันมองดรุณีรับใช้สองนางซ้ายขวา ส่งเสียงทางลมปราณเอื้อนเอ่ยกำชับขึ้น

 

“พวกเจ้าอีกสักครู่หากเกิดการลงมืออย่างไรขึ้นมา จดจำไว้ให้มั่นมิต้องกังวลสนใจเรา หลังจากช่วยเหลือคุณชายฟ่านเป็นผลสำเร็จ หรือสถานการณ์มีความตึงมือไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ประการแรกให้รีบผละจากในบัดดล จากนั้นสมทบกันในหางโจว”

 

ดรุณีรับใช้ทั้งสองพยักหน้าตอบรับ พอดีกับเวลานั้นเองบนเรือดังกล่าว ชายชราใบหน้าห้าเหลี่ยมผู้นั้นหลังจากสั่งให้เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งแปดระมัดระวังคุมเรือไว้ให้มั่นแล้ว รีบรุดเข้าห้องท้องเรือในบัดดล ภายในห้องจัดตั้งเตียงนอนหนานุ่ม ผ้าปูที่นอนรวมไปถึงผ้าห่มหมอนมุ้ง ล้วนแต่เป็นเนื้อผ้าอันทรงค่าทั้งสิ้น มุมผนังทั้งสี่ด้าน วางกระถางกำยานไว้ด้านละหนึ่งใบ ในกระถางยามนี้ยังเผาไหม้ปรากฏควันขาวลอยอ้อยอิ่ง และกลิ่นหอมประหลาดอบอวนไปทั่วห้อง  บันดาลให้จิตใจปลอดโปร่งโล่งสบาย

 

บนเตียงนอนเหยียดยาวไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง ผู้นี้เป็นบุรุษหนุ่มสวมอาภรณ์สีเทารัดกุม เค้าหน้ามาตรว่าหล่อเหลาคมคายประดุจหยก แต่เวลานี้กลับขาวซีดตลอดทั้งร่างอ่อนระทวยราวไร้กระดูก มันก็คือฟ่านเข้อนั่นเอง...

 

หลังจากถูกบัณฑิตแพรวพรายสยบไว้ ระหว่างสลบไม่ได้สติพลันถูกจี้จุดในร่างอีกหลายต่อหลายแห่ง กระทบกระเทือนถึงพลังลมปราณในร่าง ลำเลียงลงสู่เรือลำนี้เดินทางเป็นระยะเวลาสองวันสองคืน ในที่สุดวันนี้มาถึงริมทะเลสาบซีหู พวกมันตัดสินใจลอยลำอยู่ยังที่ห่างจากฝั่งห่างไกลเยี่ยงนี้ แสดงแน่ชัดจะต้องเป็นเรื่องราวไม่อาจมองข้ามได้เด็ดขาดเลย

 

บุรุษหนุ่มคราแรกหลังจากผ่านไปหกชั่วยาม ค่อยได้สติฟื้นคืนมาทีละน้อย รู้สึกตลอดทั้งร่างไม่สามารถเคลื่อนไหวแม้สักนิ้วเดียว ลำคอแห้งผากลมหายใจกลับไม่ติดขัดอันใด ดังนั้นรีบสลัดความคิดนานับประการออกไป ปลุกปลอบกำลังใจทดลองเกร็งพลังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ควรทราบฟ่านเข้อหลังจากตกหน้าผาในครั้งนั้นแล้ว ได้รับการถ่ายทอดพลังอันพิสดารจากตัวประหลาดผมแดง รักษาอาการบาดเจ็บจนทุเลาหายดี พลังการฝึกปรือก็เพิ่มพูนอีกมากหลาย ไม่เพียงนี้เท่านั้นภายหลังตัวประหลาดผมแดงได้บอกกับตนอีกว่า พลังที่มันถ่ายทอดให้คือลมปราณม่วงบริสุทธิ์ อย่าว่าแต่มีส่วนช่วยต่อพลังฝีมืออย่างใหญ่หลวงเท่านั้น แม้ถูกพิษร้ายแทรกซึมและถูกจี้สกัดจุด ยังสามารถรักษาให้คืนสู่ความปรกติสุขดังเดิมได้ในเวลาไม่นานอีกด้วย

 

บุรุษหนุ่มในยามโทสะอัดอก เลือดลมโคจรย้อนกลับไหนเลยมีกระจิตกระใจใช้ความคิดโดยละเอียดถี่ถ้วน หลังจากฟื้นคืนสติทดลองเกร็งกำลังขึ้นจึงได้หวนนึกทบทวน ในใจลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง แต่ภายนอกยังไม่แสดงออกอันใดออกมา ลมปราณพอถูกเร่งเร้าเดินตามแนวทางของพลังม่วงบริสุทธิ์ จุดเส้นหลายแห่งพลันถูกทะลวงปรุโปร่ง พิษร้ายก่อนหน้านี้แทบคร่าชีวิตมันไป ถูกระบายออกทางรูขุมขนทีละน้อย ตลอดทั้งร่างเบาหวิวดุจปุยนุ่น โล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก

 

ขณะใช้ความคิดกลอกตามองสภาพรอบข้างอยู่นั้น ประตูห้องพลันถูกผลักเปิดออก ต้องรีบแสร้งเป็นร่างอ่อนระทวยจากนั้นบิดขี้เกียจคราหนึ่ง อ้าปากหาวส่งเสียงทอดยาวพลางเอื้อนเอ่ยไป

 

“ผู้ใดกัน”

 

ชายชราใบหน้าห้าเหลี่ยมกวาดสายตามองรอบห้อง จากนั้นเพ่งหยุดนิ่งยังร่างบุรุษหนุ่มกล่าวเสียงทุ้มหนัก

 

“เราผู้เฒ่าเอง เจ้าคล้ายไม่กังวลรุ่มร้อนเลยสักน้อยนิด นับเป็นที่เลื่อมใสแก่เรามากแล้ว”

 

ฟ่านเข้อหัวร่ออย่างอ่อนล้า พลางยิ้มแย้มกล่าว

 

“เวลาเยี่ยงนี้สถานการณ์เช่นนี้ กระวนกระวายไปหามีส่วนช่วยอันใดไม่ ท่านออกจะชมเกินไปแล้ว...ซึ่งความจริงท่านก็ทราบแน่แก่ใจ”

 

ชายชราใบหน้าห้าเหลี่ยมหัวร่อเสียงทุ้มต่ำ สีหน้ากระด้างเย็นชาปานหล่มน้ำแข็ง ก้าวเข้ามาห่างจากเตียงสองวา เอ่ยถามกลับว่า

 

“เจ้าทราบหรือไม่ว่า...เราผู้เฒ่าเป็นใคร”

 

“ขออภัยข้าพเจ้ามีภูมิรอบรู้ในวงพวกนักเลงต่ำต้อย ท่านไม่บอกไหนเลยจะทราบ”

 

เฒ่าใบหน้าห้าเหลี่ยมดวงตาทอประกายขึ้นวูบ เบือนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง กับคำพูดบุรุษหนุ่มหากเป็นผู้อื่นน่ากลัวจะต้องพลุ่งพล่านเดือดดาลขึ้นอยู่บ้าง แต่เฒ่าผู้นี้คล้ายเฉื่อยชากับชื่อเสียงเกียรติภูมิของตน ไม่นำพากับท่าทีแสดงออกอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย ความจริงผู้อื่นไหนเลยจะล่วงรู้ นี่เป็นความหนักแน่นลึกซึ้งของมันประการหนึ่ง หัวร่อฮาๆจากนั้นกล่าวว่า

 

“เจ้าไม่ทราบว่าเราคือผู้ใด แต่ทว่า...เราสามารถบอกได้ว่าอาจารย์ของเจ้าตอนนี้อยู่ที่ใด”

 

คำพูดนี้กลับทำให้บุรุษหนุ่มกังวลสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว ยามกะทันหันสีหน้าอดเปลี่ยนแปรเล็กน้อยมิได้โพล่งถามไปสุดเสียง

 

“ท่าน...ท่านว่าอะไรตอนนี้อาจารย์ข้าพเจ้าเป็นอย่างไร”

 

เฒ่าใบหน้าห้าเหลี่ยมหัวร่ออย่างเยือกเย็น มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้น

กล่าวว่า

 

“อีกไม่นานเจ้าก็ทราบได้ ตอนนี้ไยต้องรุ่มร้อนด้วย”

 

ฟ่านเข้อลอบสูดลมหายใจลึกๆข่มเลือดลมไว้ ได้ยินเฒ่าผู้นั้นหัวร่อในลำคอ เอื้อนเอ่ยเสียงเย็นยะเยียบมาอีกว่า

 

“ตอนนี้หากฆ่าเด็กน้อยตายไปไยมิใช่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เฮอะๆ...อีกไม่นานบู๊ลิ้มทั้งแผ่นดินจะตกอยู่ในเงื้อมมือเราผู้เฒ่า ปล่อยให้เด็กน้อยเจ้าชมดูการล่มสลายของฝ่ายธรรมะอันจอมปลอมอย่างช้าๆเถอะ”

 

ฟ่านเข้อบังเกิดความทะนงถือดีขึ้น ผุดลุกขึ้นถลึงตาใส่อีกฝ่ายกระชากเสียงสอดคำในบัดดล

 

“เฒ่าบัดซบที่แท้ท่านมีเจตนาอย่างไร”

 

เฒ่าใบหน้าห้าเหลี่ยมเบือนสายตากลับมา ในดวงตาทอประกายเหลือเชื่อตื่นเต้นเล็กน้อย จากนั้นกล่าวเสียงราบเรียบ

 

“เด็กน้อยอันร้ายกาจ เจ้ามิต้องเสแสร้งสืบไปแล้ว เมื่อหายเป็นปรกติก็ผุดลุกขึ้นยืนมากล่าววาจาโดยดีเถอะ”

 

ฟ่านเข้อใจสั่นสะท้านหวั่นไหว ตลอดทั้งร่างเย็นวาบขึ้นมาสุดจะข่มกลั้นระงับไว้ได้ ชายชราข้างหน้าตนนี้คล้ายกับคาดการณ์ดูออกแต่แรก ด้วยระดับความสำเร็จของมันในปัจจุบัน ความจริงสามารถฟาดสังหารบุรุษหนุ่มตายคามือได้โดยลำบากเพียงยกมือเท่านั้น ความนี้มิได้อวดโอ่กล่าวเกินจริงไปเลย ฟ่านเข้อก็ดูออกชายชรานี้ทั้งเยือกเย็นถึงที่สุดและลี้ลับสุดจะหยั่งคาด เพียงประกายในดวงตามันก็มีอำนาจสยบขวัญปลิดวิญญาณผู้คน แต่นี่เป็นความรู้สึกเท่านั้นยังไม่แน่ว่าจะเป็นความจริงอันใด

 

ฟ่านเข้อปลุกปลอบกำลังใจให้เข้มแข็ง เลิกผ้าห่มขึ้นก้าวลงจากเตียงตัดสินใจยืนเผชิญหน้าอีกฝ่ายตรงๆ ร่างเพิ่งกระโดดปราดพลิ้วล่าถอยไปวาเศษ ด้านหลังพลันปรากฏกำแพงไร้สภาพขวางกั้นไว้ แผ่นหลังพอสัมผัสพลังที่เกร็งขึ้นสลายคลายทันที สองเท้าทิ้งลงแตะพื้นอดใบหน้าเปลี่ยนสีมิได้โพล่งสุดเสียง

 

“นี่...นี่เป็นวิชาฝีมือใด”

 

ขณะตื่นตะหนกช้อนตามองไป เห็นชายชราใบหน้าห้าเหลี่ยมจับจ้องมองตนอยู่ก่อนแล้ว คล้ายกับเมื่อครู่มันมิได้เกี่ยวข้องรับรู้สักน้อยนิด

 

“เฮอะ...เหอะอย่าคิดเล่นลวดลาย ต่อหน้าเราผู้เฒ่าอานุภาพเด็กน้อยคล้ายเป็นนิ้วบนฝ่ามือ”

 

ฟ่านเข้อรักษาความเยือกเย็นไว้ หัวร่อฮาๆถลึงตาเอ่ยถามไป

 

“เป็นไรท่านกลัวว่าข้าพเจ้าจะฉกฉวยโอกาสหรือ”

 

เฒ่าใบหน้าห้าเหลี่ยมเปล่งเสียงหัวร่อดังกังวาน ใบหน้ากระด้างเย็นชาไร้ความรู้สึกกล่าวเสียงทุ้มต่ำ

 

“ผู้เยาว์ที่โอหังนัก เจ้าเข้าใจว่าด้วยพลังฝีมือในปัจจุบัน สามารถรับเราได้สักครึ่งกระบวนท่าหนึ่งกระบวนเพลงหรือไร”

 

ฟ่านเข้อทราบแม้มันมิได้กล่าวเหยียดหยามดูแคลน แต่กลับมิได้อวดโอ่เกินจริงไปเลย ตนเองเมื่อครู่หากยังผนึกกำลังขึ้นต่อต้าน น่ากลัวตอนนี้สถานการณ์คงต้องเลวร้ายสุดคาดคิด ขณะไม่ทราบสมควรดำเนินการอย่างไร พลันปรากฏชายฉกรรจ์หนึ่งในแปดวิ่งปราดถึงหน้าห้องท้องเรือรายงานเสียงเร่งร้อน

 

“เรียนรองประมุขนิกายเกิดเรื่องแล้ว”

 

ฟ่านเข้อพอฟังรู้สึกเหนือความคาดหมายใหญ่หลวงจริงๆ มาตรว่ามีความหนักแน่นเยือกเย็นเพียงใด ยังอดอุทานออกมาคำหนึ่งมิได้ จากนั้นเห็นเฒ่าใบหน้าห้าเหลี่ยมพลิ้วกายวาบถึงหน้าห้อง เอ่ยถามชายฉกรรจ์ผู้นั้นเสียงเย็นยะเยียบ

 

“พวกเจ้าทั้งแปดเป็นสวะหรือไร ผู้มาอันน้อยนิดยังไม่สามารถจัดการ จะให้เราลงมือเองหรือ”

 

บริวารผู้นั้นใบหน้าซีดเผือด คุกเข่าโครมลงโขกศีรษะหลายครั้งติดต่อกัน กล่าวตะกุกตะกักขึ้น

 

“บริวารไหนเลยกล้ารบกวนประมุข...แต่...แต่ทว่าผู้มาครั้งนี้...มีฝีมือสูงเยี่ยมน่าตระหนกจริงๆ”

 

ฟ่านเข้อตอนแรกยังยืนแน่วนิ่งตะลึงลาน จิตใจหนักอึ้งปานถูกพะเนินเหล็กกดทับใส่ เสื้อผ้ากลางหลังไม่ทราบปรากฏเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมจนเปียกชุ่มโชกตั้งแต่เมื่อใด ทั่วบริเวณปกคลุมด้วยรังสีไร้สภาพขุมหนึ่ง ตนเองไหนเลยกล้าเคลื่อนไหวโดยวู่วามหุนหัน ชั่วพริบตาบรรยากาศเปลี่ยนเป็นอึดอัดแทบกดทับผู้คนขาดใจตาย สภาวะเช่นนี้สถานการณ์เยี่ยงนี้ นับเป็นที่น่าหวาดหวั่นขวัญสะท้าน บันดาลให้ผู้คนรู้สึก ชายชราใบหน้าห้าเหลี่ยมนี้ขอเพียงยกมือวางเท้าจะต้องปลิดชีวิตผู้คนโดยไม่อาจต่อต้านแข็งขืนได้เลย

 

บุรุษหนุ่มรีบใช้ความคิดแข่งกับเวลา ชายชราเบื้องหน้านี้เป็นถึงรองประมุขนิกายมุกสวรรค์ ดังนั้นบริวารทั้งหมดบนเรือสมควรเป็นชนชั้นยอดฝีมือที่ยากจะต่อต้านแล้ว แต่ไม่ทราบว่าผู้มาที่พวกมันกล่าวถึง นั่นเป็นบุคคลเช่นไรเดินบนเส้นทางสายไหน อีกประการเมื่อชนชั้นเยี่ยงรองประมุขนิกาย เผยโฉมหน้าแล้วอีกไม่นานคาดว่าประมุขนิกายคงต้องปรากฏตัวออกมาในไม่ช้านี้แน่นอน

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาฟ่านเข้อไหนเลยเคยปะทะหักหาญ หรือประสบพบเหตุคนของนิกายมุกสวรรค์โดยตรงสักครั้ง ยิ่งไม่ทราบเรื่องราวเมื่อยี่สิบปีก่อนนั้น บัดนี้ยังจะดำเนินรอยซ้ำประวัติศาสตร์หรือไม่ แผ่นหยกทั้งสิบสองแผ่นคล้ายกรวดทรายร่วงหายในมหาสมุทร ไร้ข่าวคราวมานานหลายเดือนแล้วจริงๆ นอกจากเจ้าสำนักอู่ตังจางต๋า และกวนอิมมุกสวรรค์แล้ว แผ่นหยกที่เหลือไม่ทราบเวลานี้ตกอยู่ในเงื้อมมือผู้ใด

 

เมื่อฉุกคิดถึงตอนนี้ อดลูบคลำที่อกเสื้อคราหนึ่งมิได้ มือพอแตะสัมผัสถูกจิตใจพลันสะท้านขึ้นเฮือกใหญ่ สุดที่จะข่มกลั้นสืบไปให้หนักแน่นเยือกเย็น เนื่องเพราะอาวุธรูปดาวแปดแฉกนามดาวแปดทิศ ซึ่งปรกติเป็นอาวุธประจำตัวของผู้สยบสิบทิศอาจารย์ตนได้สาบสูญไปโดยไม่รู้สึกตัวเสียได้ แต่ทว่ายังโชคดีอยู่เสื้อชั้นในยังเก็บซุกซ่อนคัมภีร์พลังสยบจักรวาลมิได้ถูกแตะต้องช่วงชิงไป

 

ชายชราใบหน้าห้าเหลี่ยมจับตาเย็นชาเพ่งมองบริวารผู้นั้นพลางเค้นเสียงยะเยียบเอ่ยขึ้น

 

“เจ้าลุกขึ้นเถอะ คร่ากุมเด็กน้อยนี้ไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากล่าว”

 

จากนั้นเบือนสายตามาทางบุรุษหนุ่มตวาดเสียงเกรี้ยวกราดสืบต่อ

 

“เด็กน้อยของในอกเสื้อเจ้า หากมีความสามารถก็ช่วงชิงกลับไปฮาๆ”

 

แขนไม่ขยับเท้าไม่เคลื่อนไหว ร่างพลิ้วขึ้นจากที่ราวไร้น้ำหนัก พุ่งเฉียงๆออกไปด้วยท่วงท่าพิสดารรวดเร็วแทบมองไม่ทัน ฟ่านเข้อปลุกปลอบกำลังใจให้เข้มแข็งมั่นคง ใบหน้าบิดเบี้ยวเขียวคล้ำด้วยโทสะ ส่งเสียงตวาดพลางยื่นมือตะปบใส่อีกฝ่ายดุจสายฟ้า กระบวนท่านี้ใช้ออกยามขุ่นแค้นแน่นอก มีอานุภาพเกรี้ยวกราดดุดันแฝงพลังเปี่ยมล้น มือซ้ายพอพุ่งออกก็ยืดกายถาโถมไปเบื้องหน้า พร้อมกับมือขวากราดฟาดลงใส่ชายฉกรรจ์ผู้นั้นแปดกระบวนท่าโดยพร้อมเพรียง

 

บริวารผู้นั้นกำลังทรงกายลุกขึ้นยืน ร่างไม่ทันปักหลักมั่นศีรษะปรากฏพลังหนักหน่วงปานพะเนินเหล็กขุมหนึ่งทะลักใส่ในบัดดล มันไม่แตกตื่นลนลานมือทั้งสองแยกย้ายเป็นหนึ่งล่างหนึ่งบน ข้างหนึ่งประกบนิ้วแผ่พุ่งพลังดรรชนีสามสายแหวกฝ่าอากาศปานแพรฉีกขาด พลังอันแหลมคมสามสายหนึ่งจี้ใส่ข้อมือข้างซ้ายฟ่านเข้อ สองสายพุ่งใส่จุดชีวิตบริเวณท้องน้อย มืออีกข้างใช้วิชาประตูขวางมังกร จู่โจมสันมือจากล่างขึ้นบนเท้าก้าวถอยหลังหลบเลี่ยงไปครึ่งก้าว

 

ฟ่านเข้อแค่นเสียงอย่างเดือดดาล หดรั้งมือข้างที่ตะปบใส่รองประมุขนิกายมุกสวรรค์ ร่างแฉลบไปด้านซ้ายหลบเลี่ยงพลังดรรชนีสองสายเฉียดผ่านร่างไป ขณะเวลาเดียวกันกวาดแขนออกจู่โจมใส่หว่างเอวอีกฝ่าย กระบวนท่าข้ามธารด้วยแพไม้นี้ นับเป็นกระบวนท่าหนักหน่วงรุนแรง แฝงพลังดังหวืดหวือมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าพันชั่ง  ขณะกวาดแขนออกมืออีกข้างหนึ่งได้ปะทะกันอย่างถนัดถนี่แล้ว

 

บังเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แขนข้างนั้นถึงกับถูกพลังภายในอีกฝ่ายกระแทกกระดอนพ้นห่างเปิดช่องว่างที่ทรวงอกด้านขวาขึ้น ชายฉกรรจ์ผู้นั้นไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย ยามนี้เห็นรองประมุขพวกมันโผพุ่งร่างขึ้นยังดาดฟ้าเรือเป็นที่เรียบร้อย เบิ่งตาโปนโตปานกระดิ่ง แผดหัวร่อเสียงแหลมเล็ก มือซ้ายรวบกำเป็นหมัดต่อยใส่ทรวงอกอีกฝ่ายด้วยอานุภาพราวหินใหญ่ถูกผลักลงจากหน้าผาสูงนับหมื่นวา มือขวาฟันใส่แขนข้างที่กำลังจู่โจมใกล้ถึงตัวห่างเพียงเจ็ดนิ้ว...

 

สารบัญ / เมนูนิยาย