บทที่ 24 กระบี่อันเที่ยงธรรม

-A A +A

บทที่ 24 กระบี่อันเที่ยงธรรม

บทที่ 24 กระบี่อันเที่ยงธรรม

 

ดาบเที่ยงตรงรีบปราดเข้ามา นิ้วพอประกบจี้ขวับๆ จุดเส้นรอบชีพจรหัวใจหกเจ็ดแห่ง ก็ถูกจี้สกัดปิดกั้นโลหิตคุ้มครองทั่วร่างไว้ ฝ่ามือดาวบินนอนแน่นิ่งกับพื้น สองตาเบิ่งจนกลมกว้าง ใบหน้าเหลืองซีดบัดนี้ ทั้งแตกตื่นตระหนกทั้งมึนงงสงสัย

 

ดาบเที่ยงตรงหลังจากจี้จุดระงับอาการของมันไว้มิให้พลุ่งพล่านชั่วคราวแล้ว ค่อยเบนสายตาไปจับจ้องยังร่างมู่หยงเฉิงกล่าวเสียงกังวาน

 

“ท่านกับมู่หยงคุนเป็นอะไรกัน”

 

มู่หยงเฉิงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม แค่นเสียงเย็นยะเยียบเอ่ยถามกลับว่า

 

“ผู้แซ่เซี่ยท่านสอดมือยุ่งเกี่ยวเรื่องผู้อื่นเยี่ยงนี้ เฮอะเหอะ...ไม่ทราบได้ทำลายกฎตัวเองตั้งแต่เมื่อใด”

 

“เรื่องนี้มิต้องรบกวนให้ท่านมายุ่งเกี่ยวกังวล อสูรร้ายมารชั่วนับวันยิ่งประพฤติเหิมเกริม ในยุคนี้อธรรมรุ่งเรืองธรรมะตกต่ำ เราย่อมไม่นิ่งเดียวดายเด็ดขาด”

 

จางเยี่ยนเฉินประกายตาลุกวาว เปล่งเสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว เขม่นมองหน้ามู่หยงเฉิง สะบัดแขนเสื้อตวาดไปสุดเสียงบ้าง

 

“ตระกูลมู่หยงมีความเลิศล้ำในแผ่นดินมาทุกยุคทุกสมัย แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ว่า พวกท่านกลับมิรู้จักดีชั่ว ตัดสินใจประพฤติตนอยู่บนเส้นทางอธรรมเสียได้”

 

มู่หยงเฉิงกวาดสายตาผ่านหน้าบุรุษหนุ่มแวบหนึ่ง ยักไหล่หัวร่อกล่าวสอดคำ

 

“โอ้โฮ...เด็กน้อยกระทั่งอาจารย์เจ้ายังมิกล้ามีท่าทีเช่นนี้กับเรา คาดว่าเจ้าคงจะได้รับช่วงต่อจากมันมาไม่มากก็น้อยเลย”

 

“ท่านกล่าวถูกต้อง คืนนี้ไม่ว่าอย่างไร หนึ่งฝ่ามือเมื่อครู่จะต้องทวงถามกลับคืนให้จงได้”

 

ดาบเที่ยงตรงที่ด้านข้าง รีบส่งเสียงกระแอมไอกล่าวกำชับขึ้นอย่างกังวล

 

“น้องเราตอนนี้มิใช่เวลาจะมาทุ่มเถียงหาข้อสรุป คิดกระทำอย่างไรขอให้รีบตัดสินใจด้วย”

 

จางเยี่ยนเฉินสูดลมหายใจลึกๆข่มจิตใจมิให้รุ่มร้อน ขณะจะตกลงใจอย่างไรต่อไปนั้นเอง มู่หยงเฉิงพลันแผดเสียงหัวร่อเกรี้ยวกราด กล่าวสอดคำขึ้นว่า

 

“ฮะฮะฮาๆ รู้สึกตัวตอนนี้ก็น่ากลัวสายเกินแก้แล้ว”

 

วาจาเพิ่งจบประโยคซ้ายขวาหน้าหลังพลันมีเสียงชายเสื้อปะทะลมเร่งร้อนทันที ทั้งสามต่างมีความตระหนกหวั่นไหวขึ้นบ้างแล้ว สีหน้าอดเปลี่ยนแปรไปวูบมิได้ เหลียวซ้ายแลขวาเห็นเป็นสตรีร่างอ้อนแอ้นในชุดแพรเบาบางจำนวนสิบกว่านาง ละลิ่วร่างลงจากกลางอากาศโอบล้อมพวกตนไว้กึ่งกลาง ทุกนางต่างมีใบหน้าสดใสสะคราญ ประกายตานุ่มนวลหยาดเยิ้มยั่วยวน ยามแย้มยิ้มคล้ายเป็นรังสีกระบี่สายหนึ่งคุกคามใส่ตัว เย็นยะเยียบ...แหลมคม...อำมหิต...ล้วนแต่รับคำว่าสุดยอดจนเลิศล้ำได้แล้วจริงๆ

 

คนทั้งสามความจริงเพียงการโอบล้อมเยี่ยงนี้ ไม่นับเป็นอย่างไรได้ แต่ที่น่าหวาดหวั่นจนขวัญสะท้านยิ่งกว่านั้นคือ ในมือของสตรีชุดแพรเบาบางเหล่านี้ ทุกผู้คนยึดจับกระบอกสีครามยาวเจ็ดนิ้วอยู่คนละสองกระบอก ไม่บอกก็ทราบว่าจะต้องเป็นอาวุธลับชั่วร้าย หรือมิเช่นนั้นก็อาจเป็นวัตถุสิ่งของอานุภาพร้ายแรง

 

เห็นมู่หยงเฉิงล่าถอยออกไปวาเศษ ขณะก้าวเท้าถอยหลังสองตายังไม่วายจับจ้องยังร่างดาบเที่ยงตรงและจางเยี่ยนเฉินเขม็งนิ่ง เน้นเสียงเชื่องช้าทีละคำกล่าวขึ้นอีกว่า

 

“คืนนี้จะให้พวกเจ้ารับทราบความร้ายกาจของ...น้ำมุกยะเยียบ...”

 

จางเยี่ยนเฉินเหลียวมองดาบเที่ยงตรงและฝ่ามือดาวบินสลับกันไปมา พลางขยับเขยื้อนริมฝีปากใช้เสียงทางลมปราณกล่าวกับทั้งสอง

 

“ทั้งสองท่านสถานการณ์อีกสักครู่เกรงว่าไม่รวบรัดธรรมดา พี่แซ่เซี่ยท่านต้องพาผู้อาวุโสดาวบินบุกฝ่าออกไปให้ได้ก่อน ส่วนวิธีการรับมือกับพวกเหล่านี้ ไว้ให้เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าเอง”

 

ดาบเที่ยงตรงทอดถอนใจยาว กวาดตามองสภาพรอบข้างเที่ยวหนึ่งแล้ว ใบหน้าค่อยๆเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดกังวล เบือนสายตาจับจ้องร่างจางเยี่ยนเฉินเอ่ยถามกลับว่า

 

“น้องเราท่านแน่ใจว่าสามารถรับมือกระบอกในมือพวกนางได้”

 

“ข้าพเจ้าย่อมมีวิธี มาตรว่ากระทำอย่างไรมิได้เลย แต่ยังพอจะปลีกตัวออกไปโดยไม่ยากเย็นนัก สถานการณ์ชักช้ามิได้แล้ว พี่แซ่เซี่ยรีบลงมือเถอะ”

 

ขณะนั้นเองฝ่ามือดาวบินที่นอนแน่นิ่งกับพื้น พลันตัดใจไม่เสียดายชีวิต ส่งเสียงไอถี่ๆ ก่อนจะกล่าวเสียงแผ่วล้าขึ้นสอดคำ

 

“พวกท่านมิต้องกังวลสนใจเรา ยังคงหาทางรับมือจากนั้นล่าถอยชั่วคราว ปรึกษาแผนการทำลายขุมกำลังอีกฝ่ายจึงจะประเศริฐกว่ามากมายนัก”

 

มู่หยงเฉิงพอได้ยินไหนเลยจะเปิดโอกาส ให้ดาบเที่ยงตรงและจางเยี่ยนเฉินได้กล่าววาจาอย่างไรอีกต่อไป ดวงตาทอประกายวูบดุจสายฟ้า เปล่งเสียงหัวร่อแค่นๆ จากนั้นตวาดเสียงเกรี้ยวกราด

 

“พวกเจ้าอย่าได้คิดหมายเด็ดขาด ฮะ...ฮะฮาๆ...จู่โจม”

 

สตรีชุดแพรทั้งสิบกว่านาง พากันส่งเสียงตวาดดังเจื้อยแจ้ว ในเสียงตวาดร่างได้พลิ้วทะยานขึ้นจากพื้น กระบอกสีครามในมือยกขึ้นเล็งมายังคนทั้งสามกึ่งกลางวงอยู่แต่แรก ยามนี้จึงซัดออกโดยพร้อมเพรียงกันในทันที พร้อมกันนั้นพวกนางหลังจากสะบัดมือวูบ ร่างอ้อนแอ้นสิบกว่าสาย พลันพุ่งวาบด้วยระดับความเร็วไม่ผิดกับประกายไฟแลบพุ่ง ล่าถอยออกไปคนละไม่ต่ำกว่าแปดเก้าวา เช่นนี้เองจางเยี่ยนเฉินทั้งสาม จึงได้มีความตื่นตัวขึ้นอย่างเต็มที่ ซึ่งความจริงตอนนี้สมควรกล่าวว่า มีแต่บุคคลสองคนเท่านั้น สามารถต่อสู้รับมือสถานการณ์ในตอนนี้ได้ อีกประการที่ผิดคาดหมายใหญ่หลวงอย่างยิ่งก็คือ กระบอกในมือสตรีชุดแพรทั้งหมด ความจริงสมควรกดปุ่มกลไกบังคับยังก้นกระบอก พวยพุ่งน้ำพิษชั่วร้ายออกจู่โจมผู้คน แต่พวกนางพลันเปลี่ยนเป็นมาซัดกระบอกในมือใส่ เยี่ยงนี้แสดงให้เห็นจะต้องมีเลศนัยชั่วช้าใด แฝงมากับการซัดจู่โจมครานี้เป็นแน่

 

ทั้งสองไม่ชักช้ารีรอ ซึ่งความจริงไหนเลยมีเวลาให้พวกมันตัดสินใจครุ่นคิดอันใดได้ มาตรว่าอากัปกิริยาพวกมันจะรวดเร็วปานใด แต่เรื่องราวมักอยู่เหนือความคาดหมายของผู้คนเสมอมา เสียงตวาดปานฟ้าร้องพอดัง มู่หยงเฉิงหลังจากล่าถอยออกไปสองวาเศษ พลันตบสองฝ่ามือเข้าหากัน พลังสายยาวเหยียดขุมหนึ่งแหวกฝ่าอากาศด้วยเสียงแหลมเล็กเสียดประสาทมาทันที เป้าหมายมันครานี้คือร่างของฝ่ามือดาวบินนั่นเอง

 

การตบฝ่ามือเข้าหากันของมัน ดูไปธรรมดาจนสามัญยิ่ง แต่ผู้ใดจะทราบว่าพลังภายในที่ใช้มาถึงกับเป็นหลักวิชานาม คมดาบไร้สภาพ อันสูงเยี่ยมของตระกูลมู่หยง วิชานี้ไม่ว่าเป็นพลังฝ่ามือหรือดาบกระบี่ธรรมดา ก็ยากจะต้านทานทำลายไปได้

 

ดาบเที่ยงตรงพอแลเห็นเช่นนั้น พานตัดใจไม่คำนึงถึงสถานการณ์ส่วนตัว ดาบคู่ชักจากฝักสะบัดควงจนประกายเจิดจ้าบาดตา ร่างทะยานขึ้นจากพื้นพุ่งขวับไปวาเศษ หมุนคว้างอย่างเร่งร้อนครึ่งรอบ พร้อมกับพลังดาบแผ่กระจัดกระจาย บังเกิดเป็นม่านดาบหลายชั้นปกคลุมทั่วรัศมีสองวาห่อหุ้มร่างมันและฝ่ามือดาวบินไว้อย่างเข้มแข็งรัดกุม

 

จางเยี่ยนเฉินเกร็งกำลังเตรียมพร้อมอยู่แต่แรก ถึงอย่างนั้นก็เถิด ยังอดมีความตื่นเต้นตระหนกต่อวิชาฝีมืออีกฝ่ายมิได้ มิหนำซ้ำตนเองยังไม่ทราบแน่ชัดเลยว่า กระบอกสีครามที่สตรีชุดแพรซัดจู่โจมมานี้ ได้แฝงความชั่วร้ายน่าสะพรึงอย่างไรตามติดมาหรือไม่ ดังนั้นเองแฉลบร่างพลิ้วเฉียงๆออกด้านข้างไปสองวา หลบรอดจากกระบอกสีครามสี่อันจากนั้นชักกระบี่จากฝักแผ่พุ่งพลังเข้าไปจนเปี่ยมล้น ขณะจะตกลงใจยื่นมือช่วยเหลือดาบเที่ยงตรงอยู่นั้น มิคาดกระบอกสีครามพอตกถึงพื้นที่ตนยืนอยู่เมื่อครู่ เสียงระเบิดหนักๆพลันดังตามติดมา พลังอันเย็นยะเยียบเสียดกระดูกแตกทะลักออกไปรอบทิศทันที กระทั่งมันที่ยืนอยู่ห่างถึงสามวา ยังต้องสยิวกายขึ้นด้วยความหนาวเหน็บ รีบโคจรพลังคุ้มครองจุดเส้นชีพจรทั่วร่างไว้ในบัดดล กระบี่ในมือสะบัดควงจนเป็นกำแพงมหึมาห่อหุ้มร่างไว้ภายในครุ่นคิดขึ้น

 

‘นี่เป็นวัตถุประหลาดใด ถึงกับมีพลังความเย็นน่าสะพรึงถึงเพียงนี้ หากมิใช่เราเลี่ยงหลบได้ทันท่วงที ตอนนี้น่ากลัวเรื่องราวจะต้องเลวร้ายสุดคาดคิดแน่’

 

ความคิดเพิ่งวูบขึ้นรู้สึกด้านหลัง คล้ายมีรังสีแหลมคมสายหนึ่งจ่อจี้ถึงตัว จางเยี่ยนเฉินดวงตาสาดประกายเจิดจ้า ตวาดคำเพิ้ยเสื้อผ้ากลางหลังพลันเบ่งพองขึ้น ผู้คนด้านหลังมันรู้สึกปลายกระบี่เผชิญกับกำแพงไร้สภาพอันแข็งแกร่ง ดังนั้นรีบหดรั้งกระบวนท่าตวาดเสียงเจื้อยแจ้วโผพุ่งกายขึ้นอากาศ ทั้งคนทั้งกระบี่แหวกพุ่งจู่โจมลงด้วยท่า มังกรตลบหลัง รังสีกระบี่แหลมคมปานจะฉีกทำลายบรรยากาศให้ขาดกระจุย ฝ่าอากาศเข้าหาด้วยเสียงแหลมเล็กเสียดประสาท

 

บุรุษหนุ่มในยามกะทันหันไม่แตกตื่นลนลาน สลับเท้าก้าวปราดออกด้านซ้ายไปสามเชียะ ช้อนตามองไปที่แท้เป็นสตรีชุดแพรนางหนึ่งจริงๆ มันไม่มีเวลาไปขบคิดอย่างไรอีก เนื่องเพราะสตรีชุดแพรเมื่อรู้สึกตัวว่าจู่โจมพลาดผิด พลันบิดกายกลางอากาศ แขนเสื้อข้างขวาสะบัดกลับหลัง ร่างที่ใกล้จะตกถึงพื้นดีดพุ่งขึ้นสูงร่วมสองวา กระบี่ในมือแตกออกเป็นบุปผากระบี่ห้าดวง ครอบคลุมใส่จุดสำคัญบริเวณทรวงอกด้านซ้ายสามแห่งท้องน้อยสองแห่ง มีสภาพไม่ผิดกับเชื้อโรคเกาะกระดูก สภาวะกระบี่รวดเร็วเกรี้ยวกราด ดุร้ายสุดที่ผู้คนจะคาดคิดคำนวณ

 

จางเยี่ยนเฉินสูดลมหายใจปรับเปลี่ยนกำลังอึดหนึ่ง ขยับกายด้วยท่วงท่าพิสดารจนเลิศล้ำ กระบี่ในมือชี้เฉียงลง มืออีกข้างประกบนิ้วจ่อจี้ใส่ใจกลางบุปผากระบี่ เห็นร่างอ้อนแอ้นพุ่งติดตามดุจวิญญาณภูตพราย ไม่ว่ามันแปรเปลี่ยนท่วงท่าอย่างไร ก้าวย่างตามตำแหน่งทิศทางลึกล้ำเพียงไหน ยังไม่สามารถทำลายบุปผากระบี่ที่สาดครอบคลุมลงหาได้

 

บุรุษหนุ่มแค่นหัวร่อสองเท้าพลันปักตรึงกับที่ดุจหลักศิลาอันมั่นคง ตวัดกระบี่ขึ้นประกายสีเขียวจางๆแทงจากล่างขึ้นบน ด้วยระดับความเร็วราวประกายไฟ

 

สตรีชุดแพรใจหายวาบแต่ทว่ากระบวนท่าได้ใช้ถึงที่สุด จนยากจะหดรั้งคืนกลับ ขณะคิดละทิ้งอาวุธล่าถอย มิคาดข้อมือข้างนั้นถูกปลายกระบี่อีกฝ่ายทิ่มแทงใส่คราหนึ่ง หยาดโลหิตกระเซ็นซ่าน เสียงอุทานอย่างเจ็บปวดได้ดังขึ้นตามติดในบัดดล อาวุธคู่กายร่วงหล่นลงพื้นดังเปรื่องใหญ่ ใช้มืออีกข้างกุมข้อมือข้างนั้นพลิ้วล่าถอยออกไป พลางส่งเสียงตวาดขุ่นเคืองกล่าว

 

“เฮอะ หรือท่านคิดว่าสามารถออกจากหุบเขาแห่งนี้ได้”

 

จางเยี่ยนเฉินไม่รุกไล่ซ้ำเติม ปลายกระบี่ชี้เฉียงลงพื้น ใบหน้าเคร่งเครียดเย็นชาเอื้อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำตอบไป

 

“กูเหนียงอย่าได้คุกคามคนเกินไป ข้าพเจ้าเพียงแต่ต้องการกำจัดบุคคลที่เป็นต้นเหตุของเภทภัย เชื่อมั่นแน่ว่าพวกท่านทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมต้องรับคำบงการจากผู้อื่นมาอีกทอดหนึ่ง”

 

“เพิ้ย...อย่าได้มากล่าววาจาไร้สาระ...รับกระบี่เถอะ”

 

จบคำโบกมือวูบปรากฏสตรีชุดแพรอีกสี่คนพุ่งปราดมาถึง ในมือสตรีทุกนางต่างกำกระชับด้ามกระบี่แวววับน่าหวาดหวั่นคนละเล่ม ทิ้งตัวลงกระจายโอบล้อมบุรุษหนุ่มเป็นสภาพของค่ายกลห้าธาตุทันที

 

จางเยี่ยนเฉินยามนี้ทั้งห่วงใยกังวลความปลอดภัยของดาบเที่ยงตรงและฝ่ามือดาวบิน ทั้งร้อนรุ่มกระวนกระวายใจ หากปล่อยให้สภาพเช่นนี้ดำเนินสืบต่อไป น่ากลัวเหตุการณ์ทางฝ่ายตนจะต้องย่ำแย่สุดที่จะแก้ไขอย่างไรได้แน่ ดังนั้นเองจึงมีความเดือดดาลขึ้นมาทีละนิดแล้ว แต่มันถึงอย่างไรก็นับได้ว่าเป็นบุคคลถือเหตุผลนำหน้ามากกว่าใช้กำลัง กวาดสายตาสำรวจสตรีทั้งห้าเที่ยวหนึ่ง เกร็งกำลังขึ้นจากจุดศูนย์กล่าวเสียงกังวาน

 

“พวกท่านคิดทำอย่างไร”

 

สตรีชุดแพรที่ประมือกับมันคราแรก เลิกคิ้วสูงดวงตามีประกายแวววับน่าหวาดหวั่น เขม่นมองหน้ามันเขม็งกล่าวถามกลับว่า

 

“วาจาของท่านนี้เฮอะ...หรือมิรู้สึกเป็นการถามที่โง่เขลาเกินไป”

 

จางเยี่ยนเฉินข่มจิตใจให้เยือกเย็นลง ใช้สายตาทั้งคู่เพ่งพิศใบหน้านางกล่าวว่า

 

“แม่นางข้าพเจ้าขอน้อมเตือนอย่างจริงใจ ทางที่ดีหันหลังกลับตอนนี้ยังทันอยู่ ทั้งหลายคนนี้ดูอย่างไรก็มิใช่ชนชั้นไร้ธรรมะ ไม่รู้จักต่ำช้าดีงามเลย พวกเราต่างเป็นผู้ฝึกปรือวิชาบู๊ เพียงแต่เดินกันคนละเส้นทาง  หากช่วยกันพิทักษ์ความดีงาม ปกป้องคุณธรรมมิให้ล่มสลาย สร้างคุณแก่บู๊ลิ้มไยมิใช่เรื่องที่ควรภาคภูมิกว่ามากมายนัก”

 

“เหอะ...เหอะ เฮอะ...ท่านมิต้องมาว่ากล่าววาจารื่นหูดอก ผู้ที่อ้างตนเป็นคนมีธรรมะประพฤติเป็นผู้ดีจอมปลอม เวลานี้ก็น่ากลัวมีมากเสียจนนับไม่ถ้วนเช่นกัน”

 

“ท่านคงเป็นศิษย์สำนักกล้วยไม้ไม่ผิดแน่”

 

“แล้วเป็นอย่างไร”

 

จางเยี่ยนเฉินมาตรว่าอายุยังเยาว์ แต่ภูมิความรู้นับว่ากว้างขวางเจนจัด ในสภาพการณ์เช่นนี้ยังรักษาความหนักแน่นไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปร ยิ้มแย้มนุ่มนวลเอื้อนเอ่ยว่า

 

“นี่กลับไม่แน่นัก”

 

สตรีชุดแพรทั้งห้าแค่นเสียงขุ่นเคือง ใบหน้ายิ่งมายิ่งบิดเบี้ยวเขียวคล้ำ ดูท่าว่าอีกไม่นานจะต้องเกิดการแตกหักขึ้นเป็นแน่แล้วจริงๆ...

สารบัญ / เมนูนิยาย