บทที่ 20 หมู่มารลำพอง

-A A +A

บทที่ 20 หมู่มารลำพอง

บทที่ 20 หมู่มารลำพอง

 

ทุกผู้คนยามนี้จึงได้สติมา จินหมิงกวาดตามองไปโดยรอบเที่ยวหนึ่ง บริวารในป้อมหลงเหลือเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้น เหล่านี้ต่างเป็นชนชั้นอันดับหนึ่ง มีพลังฝีมือสูงสุดลองลงมาจากประมุขทั้งสอง ใบหน้าของมันเคร่งเครียดเย็นชา ดวงตาเขม่นมองตรงไปเบื้องหน้า เค้นเสียงแหบพร่าสั่งขึ้น

 

“พวกเจ้าล่าถอยกลับไป รอฟังคำสั่งจากเราในภายหลัง”

 

นักบู๊ทั้งหมดส่งเสียงขานรับ ชั่วพริบตาล่าถอยไปด้านหลัง แยกย้ายยืนหยัดสงบแน่วนิ่งดุจหุ่นสลักทันที  จากนั้นมันค่อยเบือนสายตามายังคนทั้งสอง เอื้อนเอ่ยถามว่า

 

“ทั้งสองท่าน ทราบหรือไม่ว่าผู้ลงมือช่วยเหลือเมื่อครู่เป็นใคร”

 

วาจาเพิ่งกล่าวได้ครึ่งประโยค ลมเย็นยะเยียบเสียดกระดูกขุมหนึ่งโชยพัดผ่าน ด้านข้างทั้งสามคนไม่ทราบไปมีชายชรา แต่งกายด้วยชุดแพรเลิศหรูตัดเย็บอย่างประณีตสวยงามผู้หนึ่งขึ้นตั้งแต่เมื่อใด กระทั่งทั้งสามที่นับว่ามีความยอดเยี่ยมเป็นอันดับเลิศแห่งยุค ยังมิรู้สึกถึงการดำรงคงอยู่ของมัน พากันหันขวับดวงตาทั้งหกข้างจับจ้องยังร่างนั้นเป็นจุดเดียว

 

ผมเผ้าหนวดเคราชายชราผู้นี้แดงฉานปานชโลมด้วยโลหิต ใบหน้าแดงเปล่งปลั่งสดใส ขนคิ้วที่แดงฉานปล่อยยาวลงปิดสองตามันไว้หมดสิ้น เพียงสังเกตจากประกายตาที่แวววับน่าหวาดหวั่น กลิ่นอายลี้ลับชั่วร้ายชนิดหนึ่ง ในรัศมีครึ่งเชียะรอบกาย ก็เป็นที่ทราบแน่แก่ใจชายชราผู้นี้ย่อมมิใช่ชนชั้นธรรมดา และแน่นอนจะต้องเป็นบุคคลที่หาความเที่ยงธรรมมีธรรมะมามิได้เลยเป็นเด็ดขาด

 

ดรรชนีในฝ่ามือหัวร่อเบาๆยิ้มแย้มประสานมือน้อมกายกล่าวขึ้นก่อน

 

“เฮอะเหอะ ข้าพเจ้ายังนึกว่าเป็นผู้ใด ที่แท้คือผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราช”

 

คำผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชพอหลุดจากปาก อีกสองคนที่เหลือพลันส่งเสียงอุทานขึ้นโดยพร้อมเพรียง แตกตื่นจนใบหน้าถอดสีทั่วร่างชาด้านไร้ความรู้สึก มีผู้ใดไม่ทราบมันก็คือหนึ่งในสี่ผู้วิเศษบู๊ลิ้ม ชื่อเสียงและเกียรติภูมิยังมิต้องยกขึ้นมาว่ากล่าว ระยะสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ในวงพวกนักเลงมิมีผู้ใดเคยพบเห็นโฉมหน้าร่องรอยพวกมันมาแม้สักคนเดียวเลย

 

ตามคำร่ำลือกล่าวขวัญถึงนั้น ผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชผู้นี้ มีความสามารถชุบชีวิตคนตาย ยื่นมือช่วยคนจากตำหนักพญายม สองมือของมันอย่าว่าแต่ดาบกระบี่ธรรมดา ต่อให้เป็นอาวุธวิเศษเลิศล้ำในแผ่นดิน เมื่ออยู่ต่อหน้าเฒ่าผู้นี้ก็สามารถกลับกลายเป็นเศษเหล็กร่วงหล่นลงพื้นได้เช่นกัน สถานที่พำนักไม่แน่ชัด ร่องรอยดุจภูตผีเทพยดา สุดที่ผู้ใดจะคาดคำนวณล่วงรู้ได้ แต่วันนี้ขณะเวลานี้ ถึงกับมาปรากฏตัวที่ป้อมมังกรหลับเสียได้ ที่แท้อีกสักครู่จะมีสภาพเป็นอย่างไร เหตุการณ์จะปรากฏออกมาในลักษณะไหนกัน

 

ผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชใบหน้าดุร้ายเหี้ยมเกรียม กวาดตาไปมาระหว่างคนทั้งสาม ส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชาเอื้อนเอ่ยขึ้น

 

“มิผิด เราผู้เฒ่าไม่ได้พบปะผู้คนเป็นเวลาหลายปี นึกไม่ถึงผู้เยาว์รุ่นหลังจะยังรู้จัก”

 

กล่าวแล้วใช้สายตาที่ประหลาดพิสดาร เพ่งจับยังใบหน้าจินหมิงแน่วนิ่ง แสยะยิ้มมุมปากเค้นเสียงเชื่องช้าเน้นทีละคำสืบต่อ

 

“ผู้รู้สถานการณ์จึงสมควรยกย่อง เฮอะเหอะ...เด็กน้อยแซ่จินเจ้าเห็นเป็นอย่างไร”

 

วาจานี้จับต้นชนปลายไม่ถูกเลยจริงๆ แต่ทว่ามิได้เป็นที่ยุ่งยากแก่การขบคิดสักน้อยนิดเลย จินหมิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ คล้ายกำลังตัดสินใจชั่งน้ำหนักเรื่องบางประการ อสูรอัคคีดูออกเรื่องราวจะต้องเกี่ยวพันถึงนิกายมุกสวรรค์ สำหรับมันที่เก็บตัวอยู่ในหุบเขากักวิญญาณเป็นเวลากว่าหลายสิบปี สืบเนื่องจากเหตุผลสองประการคือ หนึ่งนั้นเพาะสร้างขุมกำลังตั้งใจดำเนินการยึดครองบู๊ลิ้ม สองต้องการรวบรวมแผ่นหยกทั้งสิบสองแผ่นเข้าด้วยกัน ไม่ว่าในข้อใดข้อหนึ่งหากทำสำเร็จ ในแผ่นดินทุกยุคทุกสมัยเป้าหมายสูงสุดที่ทุกผู้คนมุ่งมั่นปรารถนา ไยมิใช่ตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่ง

 

นี่อาจฟังดูเป็นเหตุผลอันเรียบง่ายคล้ายไม่มีใด แท้ที่จริงในสังคมทุกสังคม ซุ่มซ่อนด้วยกลุ่มคนที่แอบแฝงความคิดเยี่ยงนี้อยู่ทั้งสิ้น เพียงแต่พวกมันหนึ่งนั้นไม่มีโอกาสวิธีดำเนินการ สองมิมีขุมกำลังหรือบุคคลเปี่ยมความสามารถเพียงพอหนุนหลัง นับเป็นความบัดซบน่าเสียดายอย่างยิ่ง อสูรอัคคีก่อนหน้านั้นก็ตกอยู่ในสภาพเยี่ยงนั้นเช่นกัน

 

ทว่าวันนี้ไม่ว่าอย่างไรไม่อาจไม่รีบคว้าไว้เป็นเด็ดขาด ใฝ่หาความก้าวหน้าของตัว เป็นความปรารถนาที่มีอยู่ในทุกคน ยิ่งไปกว่านั้นเหล่านักบู๊ในยุทธจักร ตั้งแต่เริ่มต้นฝึกปรือจนมีความประสบผลสำเร็จในพลังฝีมือ ผ่านอุปสรรคมามากมายกว่าคนปรกติไม่ทราบกี่เท่าตัว ความลำบากยากแค้นความอดทนอดกลั้นในจิตใจ ยิ่งต้องเป็นสิ่งเหนือธรรมดาสุดที่จะหาคำพูดใดมาเปรียบเทียบได้ ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะใบหน้าอันอัปลักษณ์ชั่วร้าย พลันมีรอยยิ้มขึ้นวูบจากนั้นประสานมือน้อมกายกล่าวไป

 

“ชื่อเสียงสี่ผู้วิเศษบู๊ลิ้ม ได้ยินมานานวันนี้พบพานนับว่ามิผิดไปได้เลย เรากับมีความเห็นอยู่ข้อหนึ่ง ไม่ทราบท่านอยากจะรับไว้พิจารณาหรือไม่”

 

ผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชเค้าหน้าคืนสู่ความยะเยียบเย็นชา เบนสายตามาทางอสูรอัคคีกล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายมีความสนใจขึ้นบ้างแล้วว่า

 

“พิจารณา ดูท่าเจ้าคล้ายกับมีความเป็นมาอยู่ไม่น้อยเลย ลองบอกมาฟังดู”

 

“มิกล้ารับ ต่างฝ่ายต่างมีที่ถือดีของตัว ข้าพเจ้าเพียงแต่ต้องการสานต่อปณิธานของอาจารย์ให้ลุล่วง อีกประการอธรรมแตกแยกธรรมะเสื่อมโทรม สถานการณ์เยี่ยงนี้หากยังดำเนินต่อไป การรวบรวมบู๊ลิ้มเป็นปึกแผ่นคิดว่าคงจะเป็นไปได้ยาก”

 

“มิผิดเจ้ากล่าวต่อไป”

 

อสูรอัคคีหัวร่ออย่างลำพอง ชำเลืองมองอีกสองคนที่เหลือ มิเห็นพวกมันมีท่าทีอย่างไร ดังนั้นส่งเสียงกระแอมไอสองคราส่งเสียงดังกังวาน

 

“นิกายมุกสวรรค์ตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน ความจริงสามารถรวบรวมบู๊ลิ้มทั้งแผ่นดินไว้ในกำมือ ทว่าเป็นที่น่าเสียดาย พลันมาประสบความสูญเสียใหญ่หลวงในเหตุการณ์ครั้งนั้น จนยากที่จะรักษาขุมกำลังดำรงคงไว้ให้เข้มแข็งได้ ขณะนี้เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นอีกครา นับเป็นโอกาสในรอบหลายสิบปีได้ ขอถามท่านทราบหรือไม่ว่า ขุมกำลังนิกายมุกสวรรค์ในตอนนี้เป็นอย่างไร”

 

ดรรชนีในฝ่ามือรับฟังทางหนึ่งสอดส่ายสายตาไปรอบด้าน ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มท่าทีปลอดโปร่งเฉื่อยชา ยามนี้จึงค่อยๆเบือนสายตามาทางผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราช พลางหัวร่อแค่นๆเอื้อนเอ่ยว่า

 

“ผู้อาวุโสมีศักดิ์ตำแหน่งใดในนิกายมุกสวรรค์”

 

ผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชมึนงงไปวูบ เอ่ยถามกลับว่า

 

“เด็กน้อยเห็นได้อย่างไร”

 

ดรรชนีในฝ่ามือยักไหล่ขณะจะกล่าวตอบไป เสียงชายเสื้อปะทะลมเร่งร้อนพลันดัง ทุกผู้คนตื่นตัวขึ้นอีกครา

พากันหันขวับไปยังนอกซุ้มประตูป้อม คำนวณจากซุ่มเสียงโลดแล่นน่ากลัวผู้มาจะต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบคนเป็นแน่

 

ในคราแรกคล้ายยังอยู่ไกลร่วมสองร้อยวา ชั่วอึดใจเดียวในแสงสีสนธยาที่แทบลาลับไปหมดสิ้นแล้ว

เงาร่างสิบกว่าสายวาบเข้าสู่คลองจักษุ ผู้นำหน้าถึงกับเป็นสตรีวัยกลางคน ในอาภรณ์สีม่วงรัดกุมผู้หนึ่ง คลุมหน้าด้วยแพรเบาบางผืนหนึ่ง มาตรว่าโฉมหน้ามิได้เห็น แต่จากร่างที่อวบอัดเปี่ยมเสน่ห์ผิวกายอันขาวละเอียดอ่อน คล้ายเปล่งประกายอ่อนจางชนิดหนึ่งออกมาตลอดเวลา ทรวงอกทั้งสองเติบโตเต็มวัยตูมตั้งแทบแตกระเบิด สะโพกผึ่งผายรัดรึง ช่วงขาเรียวยาวเปี่ยมแรงดีดสะท้อนชนิดหนึ่ง มาตรว่ามิได้แย้มยิ้มแต่ยังเปี่ยมเสน่ห์ยั่วยวนหยาดเยิ้ม คล้ายดั่งบุปผาแรกแย้มก็ปาน หว่างเอวยังเสียบกระบี่สั้นพร้อมฝักอยู่เล่มหนึ่ง

 

ติดตามหลังของนางล้วนเป็นเหล่านักบู๊สวมอาภรณ์รัดกุมสีม่วง หว่างเอวเสียบกระบี่พร้อมฝักรอบกายแผ่กลิ่นอายชั่วร้ายอำมหิต เค้าหน้ามาตรว่าผิดแผกแตกต่าง แต่มีที่คล้ายคลึงกันอยู่ประการหนึ่งคือ สีหน้าแววตาหรือแม้กระทั่งหว่างคิ้ว มีเค้าความอำมหิตเหี้ยมเกรียม ยะเยียบชั่วร้ายจนสุดแสน ปรากฏอยู่เด่นชัดถนัดตา ไม่บอกก็พอจะทราบ นักบู๊ชุดม่วงเหล่านี้ ต่างมิใช่ชนชั้นดีงามในวงพวกนักเลงเป็นแน่เลย

 

ผู้มาหยุดห่างจากหน้าซุ้มประตูประมาณยี่สิบวา ในดวงตาพวกมันทอประกายแวววับดุจสายฟ้า กวาดมองสำรวจคนทั้งสี่สลับกันอยู่ไปมา ชั่วครู่จึงประสานมือย่อกายทำความเคารพกล่าวเสียงกังวานขึ้นโดยพร้อมเพรียง

 

“บริวารขอน้อมพบ องครักษ์อันดับหนึ่ง และหัวหน้านักบู๊แซ่จู”

 

ผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชหัวร่ออย่างเย็นชา เบิ่งตาจนกลมกว้างเขม่นมองสตรีชุดม่วงก่อนจะกล่าวว่า

 

“สตรีแซ่หลิน วิชารักษารูปโฉมของท่าน นับวันยิ่งก้าวหน้าแล้ว”

 

ที่แท้สตรีชุดม่วงนางนี้คือ นวลนางกระบี่อสรพิษ หลินเซียง เจ้าสำนักกล้วยไม้รุ่นปัจจุบัน เห็นนางยกมือปิดปากหัวร่อ ผมเผ้าดำขลับนุ่มสลวยความจริงถูกเกล้าไว้เป็นมวยสูง บัดนี้ไม่ทราบปล่อยทิ้งลงยาวสยายถึงกลางหลังตั้งแต่เมื่อใด ส่งเสียงหัวร่อดังสดใสกล่าวสอดคำขึ้นว่า

 

“ตอนนี้ยังมิใช่เวลาจะมาว่ากล่าวเรื่องนั้น”

 

เห็นใบหน้าผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชเปลี่ยนแปรไปวูบ นางมิได้ไปแยแสสนใจอย่างไร ยกมือขาวผุดผ่องชี้หน้า

จินหมิงค่อยกล่าวถามขึ้นอีกว่า

 

“ท่านคงเป็นประมุขป้อมคนโตแซ่จินไม่ผิดแน่แล้วกระมัง”

 

จินหมิงผงกศีรษะรับ เพ่งตาสำรวจมองร่างนางด้วยความยโสโอหัง แค่นเสียงเย็นชากล่าวบ้าง

 

“เจ้าสำนักกล้วยไม้แซ่หลิน ได้ยินชื่อมานานวันนี้พบพาน นับว่าไม่ผิดเลยจริงๆ”

 

“วาจาของท่านหมายความกระไร”

 

“ไม่มีใด ข้าพเจ้าคิดถามว่า เหล่านักบู๊ด้านหลังใช่เป็นคนของนิกายมุกสวรรค์หรือไม่”

 

“ไม่ผิด นี่ก็คือนักบู๊ชุดม่วงของนิกายเรา”

 

กล่าวแล้วยกมือโบกวูบ พลันปรากฏคนผู้หนึ่งก้าวออกมายืนเคียงคู่กับนาง ผู้นี้ตลอดทั้งร่างล้วนเป็นเช่นเดียวกับกลุ่มคนด้านหลังไม่ผิดเพี้ยน แต่ทว่าผิดแผกแตกต่างอยู่ประการหนึ่ง คือกระบี่ที่ข้างเอวมันบนฝักฝังไข่มุกเรียงรายอยู่ถึงเก้าเม็ด สามารถสังเกตเห็นเป็นประกายแพรวพรายบาดตา ได้อย่างถนัดชัดเจนอย่างยิ่ง เห็นมันยืนตัวตรงมือข้างหนึ่งแตะไปที่ฝักกระบี่ข้างกายเอื้อนเอ่ยเสียงกังวาน

 

“บริวารหมายเลขหนึ่ง น้อมรับคำสั่ง”

 

หลังจากกล่าวจบปล่อยสองแขนทิ้งลงข้างลำตัว เชิดหน้ายืดอกแค่นเสียงติดต่อกันสามครา ท่าทีกับเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ลำพองจนถึงที่สุด สร้างความขุ่นข้องแก่จินหมิงไม่น้อย ภายนอกแสร้งเป็นไม่มีความรู้สึกใด

ในใจกับคำนึงขึ้น

 

‘มันผู้นี้มิรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คิดว่ามีหลินเซียงและพวกพ้องคอยหนุนหลัง

ก็สามารถแสดงออกเยี่ยงนี้ต่อหน้าเราได้หรือ’

 

ไม่รอให้อีกฝ่ายได้มีความเคลื่อนไหวหรือเปิดปากว่ากล่าวอย่างไร มันพลันส่งเสียงหัวร่อเบาๆหันซ้ายแลขวามองสำรวจท่าทีทุกผู้คนไปมา จากนั้นค่อยกล่าวเสียงดังกังวาน

 

“พวกท่านวันนี้คิดคุกคามป้อมมังกรหลับ รวมถึงข้าพเจ้าให้คล้อยตามเจตนาเดิมไม่ผิดกระมัง”

 

ผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชหัวร่อเสียงเกรี้ยวกราด พลิ้วกายปราดเข้าไปจนห่างจาก

จินหมิงสองวาเค้นเสียงกล่าวสอดคำ

 

“หรือเจ้าคิดทอดทิ้งโอกาสนั้นไปจริงๆ”

 

จินหมิงมีสีหน้ามึนงงสงสัย ข่มใจให้เยือกเย็นเอ่ยถามไป

 

“โอกาสใด”

 

“ฮาฮะฮา เมื่อครู่เจ้ามิใช่เห็นจินฟางอี้ผู้เป็นน้องชายตายไปต่อหน้าต่อตาดอกหรือ”

 

วาจานี้มีเจตนาบีบบังคับคุกคาม ข่มขู่จนผู้คนไม่มีหนทางให้เลือกเฟ้นเลยจริงๆ จินหมิงเลือดลมพลุ่งพล่านเดือดดาล ขุ่นเคืองจนแทบมีเปลวไฟพวยพุ่งจากร่าง ใบหน้าจึงกลับกลายเป็นบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด ถลึงตาพวยพุ่งประกายอำมหิตจ้องหน้าอีกฝ่าย ขบกรามแทบแตกละเอียดจากกัน ใจกลางฝ่ามือปรากฏเหงื่อเย็นเยียบซึมออกมา กลับกลายเป็นก้อนน้ำแข็งเล็กๆก้อนหนึ่งร่วงกระทบพื้นแตกกระจายไป นิ่งอึ้งกันไปครู่ใหญ่ ในที่สุดมันค่อยคืนสู่ความเยือกเย็นดังเดิม ขบคิดอย่างเคร่งเครียดคล้ายเข้าใจอันใดมาได้อีกประการหนึ่ง เค้นเสียงเย็นชาถามขึ้นว่า

 

“หรือว่ามารดาบก็เป็นหมากเม็ดหนึ่งที่พวกท่านจงใจวางไว้”

 

ผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชแหงนหน้าเปล่งเสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว ใบหน้ายิ่งมายิ่งปกคลุมด้วยเค้าอำมหิตจนเข้มข้น ประกายตาดุร้ายสั่นขวัญสยบวิญญาณ เพ่งประสานสบกับจินหมิงตรงๆ กล่าวเสียงทุ้มต่ำขึ้นว่า

 

“ไม่ผิด...มารดาบผู้นั้นในแผ่นดินยุคนี้ ผู้ที่รับมือมันได้เกินสามกระบวนท่า ทั้งฝ่ายอธรรมและธรรมะ แทบจะหาบุคคลผู้นั้นไม่ได้เลย มันนับเป็นผู้ช่วยอันเข้มแข็งได้ผู้หนึ่ง”

 

ความจริงในข้อนี้ กระทั่งดรรชนีในฝ่ามือยังรู้สึก นี่ออกจะเหนือความคาดหมายของตนไปบ้าง จริงอยู่ที่ว่าเรื่องราวในนิกายมุกสวรรค์ทุกอย่าง มันล้วนรับทราบและคาดเดาล่วงรู้ได้อยู่ก่อน แต่กับตัวมารดาบที่ประวัติความเป็นมามืดมน พลังฝีมือลึกล้ำลี้ลับพิสดาร กลับมิเคยนึกถึงมาก่อนเลย ยามนี้เห็นบรรยากาศทวีความตึงเครียดขึ้นทีละนิด มีสภาพคล้ายเกาทัณฑ์พาดสายสามารถปล่อยออกได้ทุกขณะจิต ไม่รอให้ผู้ใดมีความเคลื่อนไหวอย่างไร ยิ้มแย้มมองไปทางหลินเซียงแวบหนึ่ง จากนั้นเอ่ยถามขึ้น

 

“ขอถาม ไม่ทราบว่าคนผู้นี้เข้าสู่นิกายเราตั้งแต่เมื่อใด”

 

หลินเซียงประสานมือน้อมกายกล่าวเสียงสดใส

 

“เรียนหัวหน้าใหญ่ ในข้อนี้มีความซับซ้อนอยู่บ้าง หลังจากเสร็จเรื่องราวในที่นี้ ข้าพเจ้าจะค่อยๆบอกกล่าวให้ท่านทราบ”

 

ดรรชนีในฝ่ามือส่งเสียงทอดยาว หันไปทางผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชแล้วจึงกล่าว

 

“ในความเห็นของผู้เยาว์ สมควรฆ่ามันทิ้งก่อน จากนั้นคืนชีวิตใช้มันเป็นเครื่องมือดำเนินแผนต่อไป องครักษ์ใหญ่เห็นเป็นอย่างไร”

 

ผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ตามข้อเสนอของดรรชนีในฝ่ามือจูเซียงเฉิน แสดงให้เห็นอยู่แน่ชัด ความเป็นความตายของบุคคลอื่น ในสายตามันไม่มีคุณค่าอย่างไรเลย ความอำมหิตในจิตใจ ความต่ำช้าของแผนการเป็นที่คาดเดาคำนวณมาได้ อีกประการจากที่มันกล่าวมา นิกายมุกสวรรค์จะต้องมีหลักวิชาที่น่าสะพรึงอย่างไรอยู่แน่ ถึงกับชุบชีวิตคนตายใช้เป็นเครื่องมือ กระทำเรื่องต่างๆแทนตัวได้เช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดเมื่อเคยได้ยินได้พบเห็นมา ล้วนเกิดความหวาดหวั่นวิญญาณแทบหลุดลอยจากร่างไป

 

จินหมิงทางหนึ่งรับฟังทางหนึ่งครุ่นคิดตาม ตอนนี้ไม่ว่าสถานการณ์หรือสภาพความเป็นจริง เพียงกวาดตามองก็ล่วงรู้ได้ว่า ผู้ใดเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้เปรียบ กับนักบู๊ชุดม่วงหลายคนนั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับมันแต่อย่างใด ทว่าบุคคลที่เหลือนอกเหนือจากนั้น ย่อมมิใช่สิ่งที่มันจะต้านทานรับมือเพียงลำพังตัวได้เลย มาตรว่ามีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม สามารถคร่ากุมหลินเซียงไว้ได้ หลังจากนั้นยังพออาศัยโอกาสให้ตนเองหลบหนีออกไป นี่เป็นเพียงความคิดของตนฝ่ายเดียว มีหรือคนที่เหลือจะไม่สามารถครุ่นคิดคำนวณถึงความนี้มาได้เช่นกัน ที่มันกริ่งเกรงยิ่งกว่านั้น หากไม่นับดรรชนีในฝ่ามือ และผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชแล้ว ยังมีพิษอันชั่วร้ายที่ยากระมัดระวังให้ป้องกันโดยรัดกุมได้ตลอดเวลา

 

ขณะใช้ความคิดอย่างเคร่งเครียดกังวลอยู่นั้น สายตามิกล้าจะคลาดเคลื่อนไปจากคนทั้งสามสักน้อยนิดเลย เห็นผู้วิเศษหัตถ์มัจจุราชผงกศีรษะรับช้าๆ เปล่งเสียง

หัวร่อในลำคอด้วยความชั่วร้ายเกรี้ยวกราด พลิ้วกายล่าถอยออกไปหลายวายกมือชี้นักบู๊ชุดม่วงหมายเลขหนึ่ง พลางตวาดเสียงหนักๆสั่งขึ้น

 

“เจ้านับว่ามีเพลงกระบี่สูงที่สุดในหมู่เดียวกัน เข้าไปพิสูจน์ความสูงต่ำกับมันหนึ่งกระบี่ จำไว้ห้ามออมรั้งพลังเด็ดขาด เป็นตายไม่สนใจ...เข้าไป”

 

นักบู๊ชุดม่วงข้างกายหลินเซียง ใบหน้ากระด้างเย็นชาไร้ความรู้สึก ชำเลืองมองมาทางนางแวบหนึ่ง คล้ายกับจะขอความเห็น หลินเซียงยกมือตกแต่งเส้นผมที่จอนหู เลิกคิ้วสูงชันสะบัดเสียงกล่าวขึ้น

 

“เป็นไรเจ้ากล้าขัดคำสั่งองครักษ์ใหญ่หรือ...เข้าไป”

 

“บริวารมิกล้า”

 

กล่าวแล้วก้าวยาวๆเข้าไป หยุดห่างจากจินหมิงในระยะวาเศษ  มือขวากุมด้ามกระบี่ข้างเอวส่งเสียงดังกังวานกล่าวว่า

 

“ขอคำชี้แนะด้วย”

 

จินหมิงยังยืนแน่วนิ่งกับที่ เวลาและสถานการณ์บีบคั้นถึงเพียงนี้ มันไม่อาจไม่น้อมสนองอีกฝ่ายจริงๆ ไม่ว่าจะรุกหรือล่าถอย สุดท้ายย่อมเป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นเองหันหน้าไปด้านหลัง มิคาดความรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าพลันประดังขึ้นในบัดดล อ้าปากกว้างโดยไม่อาจจะอุทานส่งเสียงอันใดออกมาได้สักแผ่วเบา สภาพที่ปรากฏขึ้นในตอนนี้ ไม่ทราบจะบรรยายอย่างไรเลยจริงๆ

 

บริวารทั้งยี่สิบกว่าคน เวลานี้ยืนแข็งทื่อดุจกับตอไม้ ปราศจากเค้าของความมีชีวิตแต่อย่างใด ใบหน้าทุกผู้คนขาวซีดดวงตาเบิกโพลงเหลือกขึ้นจนแทบถลนจากเบ้า ที่คอหอยพวกมันถูกทะลวงเป็นรูโลหิตรูหนึ่ง มีขนาดเท่านิ้วชี้ ปราศจากคราบโลหิตแม้สักหยดเดียว ไม่บอกก็แน่ใจมาได้ นี่เป็นการประทุษร้ายด้วยพลังดรรชนี มิหนำซ้ำยังเป็นการลงมือที่น่าหวาดหวั่นน่าตระหนกเกินไปจริงๆ ความสูงส่งของผู้ลอบสังหาร แม้แต่ภูตผีเทพยดายังต้องขวัญหนีดีกระเจิง

 

ความตื่นตระหนกของจินหมิงในสิ่งที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ สุดที่จะบอกกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ ตลอดทั้งร่างชาด้านคล้ายถูกอสนีบาตฟาดใส่ ใบหน้าบัดเดี๋ยวเขียวคล้ำบิดเบี้ยว บัดเดี๋ยวเหลืองซีดดั่งทองทา ในที่สุดหันหน้ากลับมา ในดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงอำมหิตจนช่วงโชติราวโคมไฟสองดวง เบือนสายตาจับจ้องใบหน้าดรรชนีในฝ่ามือเค้นเสียงแหบพร่าถามขึ้น

 

“เป็นฝีมือท่าน”

 

ดรรชนีในฝ่ามือมิได้กล่าวตอบคำถามของมัน แค่นเสียงออกทางจมูกติดต่อกันสองครา จากนั้นเพ่งสายตามองยังที่ว่างระหว่างกลางทั้งสอง กล่าวเสียงเย็นยะเยียบ

 

“ลงมือ”

 

ซุ่มเสียงครานี้คล้ายเป็นลมที่พัดออกจากหล่มน้ำแข็ง แผ่ซ่านเข้าไปถึงส่วนลึกในจิตใจผู้รับฟัง นักบู๊ชุดม่วงหมายเลขหนึ่ง พลันชักกระบี่จากฝักบังเกิดเสียงดังสนั่นสะท้านทำลายบรรยากาศรอบข้าง  เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นเคร่งเครียดขึ้นมา ทุกผู้คนล่าถอยจากที่ จ้องมองไปยังคนทั้งสองเป็นจุดเดียว จินหมิงขุ่นแค้นอัดอกแทบกระอักโลหิตจากปากมา ในร่างความจริงสุมทับด้วยเพลิงความแค้นขุมใหญ่อยู่แล้ว เมื่อถูกปลุกเร้าด้วยเหตุการณ์เฉพาะหน้าเยี่ยงนี้ ตบะสมาธิความอดทนข่มกลั้น ในที่สุดพังทลายลงดุจกำแพงมหึมา แหงนหน้าหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว ซุ่มเสียงถึงกับมีอานุภาพราวเหล็กโลหะกระทบกัน ตวาดสำทับขึ้น

 

“เชิญ”

 

นักบู๊ชุดม่วงหมายเลขหนึ่งชักกระบี่จากฝัก ประกายสีทองแวววาวพวยพุ่งขึ้นฟ้า ในความมืดรอบข้างยังสามารถมองเห็น ที่แท้ในมือมันเป็นกระบี่คมกล้าเล่มหนึ่ง หนำซ้ำยังเป็นกระบี่หลอมสร้างขึ้นจากทองคำ มีประกายเจิดจ้าบาดตา พลังเย็นยะเยียบแผ่ปกคลุมไปในรัศมีสองวาทันที

 

จินหมิงในมือไม่ทราบปรากฏดาบยาวเล่มหนึ่งขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ปลายดาบชี้เฉียงมืออีกข้างตั้งเป็นสันที่หว่างกลางอก เพ่งตาจับจ้องปลายกระบี่อีกฝ่ายตลอดเวลา พลังทั่วร่างทั้งสองโคจรหมุนเวียนรอบแล้วรอบเล่า ใบหน้าต่างเคร่งเครียดจริงจัง บรรยากาศคล้ายมีพะเนินเหล็กหนักนับพันๆชั่งกดทับไว้ กอบเป็นพลังสภาวะอันหนักหน่วง แฝงไปด้วยกลิ่นอายการฆ่าฟันที่เกรี้ยวกราดคุกคามคนในบัดดล

 

“เพ้ย”

 

“โอย”

 

เปรื่อง...เปรื่อง!!

 

เสียงตวาดไม่ทราบดังขึ้นจากปากผู้ใดก่อนหลัง เสียงดาบกระบี่กระทบกัน ประสานกับเสียงแผดร้องยาวเหยียดโหยหวน ประกายโลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นดั่งห่าฝน นักบู๊ชุดม่วงปลายกระบี่ชี้เฉียงลงพื้น ร่างยืนหยัดกับที่ดุจกับมิได้ลงมือเลยก็ปาน เบื้องหน้ามันประมาณเจ็ดเชียะ ประมุกป้อมมังกรหลับ

จินหมิง ในมือมันแม้ยังกุมด้ามดาบแนบแน่น แต่ร่างได้ล้มพับลงหว่างเอวถูกฟันจนร่างท่อนบนขาดเป็นสองท่อน เศษอวัยวะภายในเรี่ยราดกระจัดกระจายเต็มพื้น ส่งกลิ่นเหม็นคาวไปทั่วบริเวณทันที บันดาลให้ทุกผู้คนรู้สึก เป็นสภาพที่น่าสะอิดสะเอียนจนแทบอาเจียนออกมาได้จริงๆ 

 

ยิ่งไปกว่านั้นที่น่าขบคิดจริงจังก็คือ ด้วยชื่อเสียงและศักดิ์ศรีสามอสูรแห่งยุค ถึงกับต้านรับเพลงกระบี่นักบู๊ชุดม่วงมิได้สักกระบวนท่าเดียว การลงมือเมื่อครู่สามารถกล่าวได้ว่า รวดเร็วว่องไว เผ็ดร้อนดุร้าย และเฉียบขาดดุดันถึงที่สุด

 

กระบวนท่าทั้งสองที่ใช้ออกมานั้น ล้วนเป็นไม้ตายปลิดชีวิตมีอานุภาพสะท้านขวัญสั่นวิญญาณ ครอบคลุมใส่จุดสำคัญในร่างซึ่งกันและกัน อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบสองแห่ง ในชั่วระยะเวลาดุจประกายไฟแลบพุ่ง ความเป็นความตายตัดสินกันได้ด้วยการกระพริบตาเพียงครั้งเดียว มิหนำซ้ำสถานการณ์ฉะเพาะหน้ายังบีบคั้นคุกคามถึงเพียงนั้น การลงมือจู่โจมย่อมต้องเป็นที่คาดคิดคำนวณมาได้จนแน่ใจ ความสูงต่ำในเพลงดาบกระบี่ ความลึกล้ำของพลังฝีมือ พิสูจน์ออกมาให้ได้ประจักษ์โดยชัดตาแล้ว

 

เสียงสอดกระบี่คืนฝักทำลายบรรยากาศในขณะนี้ไป จากนั้นเงาร่างสีม่วงได้พลิ้วล่าถอยกลับไปยังที่เดิม ทุกผู้คนทอดถอนหายใจคำหนึ่ง แหงนหน้าเปล่งเสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว คลื่นเสียงถ่ายทอดไปไกลหลายสิบลี้ นกกาฝูงสัตว์ใหญ่น้อย พากันแตกตื่นร่ำร้องเซ็งแซ่ ในที่สุดไม่ทราบเป็นผู้ใด พลันผนึกลมปราณขึ้นจากจุดศูนย์ ส่งเสียงคำรามปานฟ้าร้องสำทับไป

 

“เป้าหมายต่อไป...เส้า...หลิน”!!!

สารบัญ / เมนูนิยาย