บทที่ 16 หน้าป้อมมังกรหลับ

-A A +A

บทที่ 16 หน้าป้อมมังกรหลับ

บทที่ 16 หน้าป้อมมังกรหลับ

 

ภูเขาไท่ซานแน่นอนสถานที่แห่งนี้ หากผู้ใดได้ยินชื่อจะต้องทราบกระจ่างจนแน่ใจได้ ภูเขาสำคัญ 1 ใน 5ลูกของแผ่นดินไม่ว่าทัศนียภาพและความเป็นมาอันยาวนานหลายร้อยปี นับเป็นอันดับเลิศของเรื่องราวได้แล้วจริงๆ และตลอดเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา ไม่ทราบยอดเขาแห่งนี้ได้กำเนิดวีรบุรุษผู้กล้า และสุดยอดอัจฉริยะทรงภูมิความรู้มามากน้อยเพียงใด สร้างชื่อลือกระเดื่องทั่วแผ่นดินใหญ่เกริกไกรเพียงไหน ทว่าเหล่านั้นล้วนเป็นรากฐานในอดีตที่ฝังแน่นอย่างลึกล้ำอย่างยิ่ง

 

ทั้งนี้เนื่องเพราะในบู๊ลิ้มยุคนี้ไท่ซานนับเป็นที่ตั้งป้อมมังกรหลับอันมีชื่อไม่แพ้ขุมกำลังใหญ่อีก 2 แห่งเลยมาตรว่ามิใช่ถ้ำเสือวังมังกร และมิใช่วัดเส้าหลินที่ได้รับการยอมรับในทุกยุคทุกสมัย เป็นเสาหลักของบู๊ลิ้มฝ่ายธรรมะคู่กับอู่ตัง (บู๊ตึง) ซึ่งปัจจุบันได้เสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา ด้วยสาเหตุหลายประการแต่ถึงเยี่ยงนั้นก็เถิด เส้าหลินมิใช่สถานที่จะดูถูกเหยียดหยามไม่สนใจเหลือบแลได้เลยสักน้อยนิด คำซ่อนมังกรชุมนุมพยัคฆ์ยังสามารถกล่าวได้โดยมิใช่วาจาโคมลอยอันไร้สาระ ป้อมมังกรหลับแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน

 

จินหมิงประมุขคนปัจจุบันคู่กับจินฟางอี้ คนผู้นี้น้อยครั้งจะออกหน้ากระทำเรื่องราวด้วยตนเอง ศักดิ์ศรีในบู๊ลิ้มของมันก็มีความสูงส่งอย่างยิ่งด้วย มิหนำซ้ำยังกักตัวเองฝึกฝีมือเพิ่มเติมอีก 3 เดือนข้อนี้ยิ่งเป็นที่น่าขบคิดยิ่งกว่ามากมายนัก

 

ทั้ง 4 ด้านล้อมรอบด้วยผนังเหล็กสูงไม่ต่ำกว่า 10 วาด้านบนยังมีพื้นที่ให้ผู้คนประจำการเคลื่อนไหวอย่างสะดวกง่ายดาย หน้าซุ้มประตูที่ตกแต่งด้วยความโอ่อ่าโอฬาร มีนักบู๊ในอาภรณ์รัดกุมทั้งสิ้น 6 คนเฝ้าตรวจตราไม่เว้นทุกระยะ แม้แมลงสักตัวยังยากจะบินเข้าไปได้ นี่ยังไม่รวมถึงกับดักชั่วร้ายกลไกอื่นๆที่ไม่สามารถสังเกตุเห็นได้อีกสุดคณานับ

 

คนทั้งหมดต่างมีใบหน้าชั่วร้ายเหี้ยมเกรียม ความโหดร้ายอำมหิตดุร้ายจนแทบมิใช่ผู้คน สามารถสังเกตเห็นจากสีหน้าแววตา ท่วงท่าบุคลิกคึกคักเข้มแข็งสองตาแต่ละคน มีประกายวูบวาบแวววับยะเยียบเย็นชาไร้ความรู้สึก เพียงพลังสภาวะที่แผ่ออกมารอบกายพวกมันนี้ ก็มีอานุภาพสยบใจข่มวิญญาณผู้คน อาจบางทีขอเพียงผู้มามีจิตเจตนาคุกคามคิดแตกหัก ไม่ทันได้ลงมือประกระบวนท่าก็น่ากลัวต้องถูกพลังสภาวะเช่นนี้จู่โจมจนแทบกระอักโลหิตรับบาดเจ็บ

 

ข้างเอวกลางหลังแต่ละคนมิได้พกอาวุธประจำกาย แต่ทว่าขอเพียงเป็นคนที่คลุกคลีในบู๊ลิ้มเป็นระยะเวลายาวนาน มีประสบการณ์และพลังฝึกปรือกล้าแข็งจะต้องทราบได้ทันที คนเหล่านี้ได้ฝึกปรือถึงขั้นสูงส่งสุดยอดริมฝ่ามือปลายนิ้ว สามารถแผ่พุ่งพลังแหลมคมไม่ผิดอะไรกับดาบกระบี่ กระทั่งอาวุธธรรมดายังมิแน่ว่าสามารถทนทานการจู่โจมจากพวกมันได้เกินสิบฝ่ามือ

 

คนผู้หนึ่งสวมใส่ชุดยาวรัดกุม ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าราคาแพง ที่เอวยังคาดสายรัดสีขาว ตลอดทั้งร่างสะท้อนประกายสีขาวสะอาดตา ชุดที่มันสวมใส่ก็ถูกซักฟอกจนขาวราวโปร่งใส

 

ผู้นี้มีวัย 26 27 ปีใบหน้ายิ้มแย้มนุ่มนวลกอบกับมีเค้าคมคายปานหล่อเหลา จมูกโด่งเป็นสันริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง สองตาคมวาวราวสายฟ้าเขม่นมองกลอกกลิ้งไปมา คิ้วเรียวยาวหน้าผากกว้าง ประกอบเป็นลักษณะของยอดนักสู้ผู้หนึ่งขึ้นมา ปล่อยผมดำขลับยาวประบ่า ทั่วร่างสูงโปร่งของมันเปี่ยมพลังอันเข้มแข็งสมบูรณ์

ไม่ว่าลักษณะท่าทีและสภาวะที่ปลอดโปร่งไม่นำพาในทุกๆสิ่ง คล้ายเป็นคุณชายสูงศักดิ์หรือมิเช่นนั้นก็เป็นเศรษฐีมีทรัพย์จากบ้านตระกูลใหญ่

 

ซึ่งข้อที่กล่าวมาเบื้องต้นนั้นไม่มีสิ่งใดผิดเพี้ยนไปสักน้อยนิดเลย มันทั้งมีความเป็นมายิ่งใหญ่และทั้งมีฐานะไม่อาจดูแคลนไม่ว่าจะในยุทธจักร และศักดิ์ศรีส่วนตัวล้วนเป็นที่น่าอิจฉาเลื่อมใสแก่ผู้คนยิ่งนักเลย อีกประการมันผู้นี้ได้รับขนานนามเป็น 1 ใน 3 จอมอสูรร้ายในยุคนี้มีขุมกำลังที่ไม่อาจล่วงรู้ตื้นลึกหนาบาง การนับหน้าถือตาในวงพวกนักเลงยิ่งมิต้องยกขึ้นมาว่ากล่าวอีกแล้ว

 

ผู้นี้จะเป็นผู้ใดมันคือจูเซียงเฉินดรรชนีในฝ่ามือนั่นเอง มีผู้คนไม่น้อยคิดว่ามันต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปีขึ้นไปทว่าถึงอย่างไรคงไม่คาดคิดเด็ดขาด ดรรชนีในฝ่ามือผู้นี้จะก้าวสู่แนวหน้าในยุทธจักรตั้งแต่อายุยังเยาว์วัยเช่นนี้ได้

 

สองมือของมันไพล่หลังเชิดหน้ายืดอกก้าวตรงเข้ามาห่างจากหน้าซุ้มประตูป้อม 10 กว่าวาชายฉกรรจ์ 2 คนพลันพลิ้วปราดล้ำหน้าพวกที่เหลือปิดสกัดหนทางมันไว้พลางตวาดไปสุดเสียง

 

“ผู้มาโปรดหยุดเท้า...ประกาศนาม”

 

จูเซียงเฉินหัวร่อเบาๆหยุดนิ่งกับที่ สองตาเขม่นมองสองคนนั้นเขม็งนิ่งเอ่ยถามกลับว่า

 

“ประมุขป้อมพวกท่านเล่าอยู่ที่ใด เรียกมันออกมาพบเราด่วนด้วย”

 

“เขื่องโขนักนั่นต้องดูว่าท่านคู่ควรหรือไม่”

 

กล่าวแล้วชายฉกรรจ์ 1 ใน 2 ทำท่าจะถาโถมออกมาคนที่ด้านข้างมันชิงยื่นมือกดไหล่มันไว้ปรายตาห้ามปรามพลางเค้นเสียงเย็นชากล่าวบ้าง

 

“พี่ท่านมีเรื่องอันใดยังหวังให้บอกกล่าวกับเราก่อน จะได้เข้าไปน้อมเรียนแก่ประมุขป้อมได้ถูกต้อง”

 

ดรรชนีในฝ่ามือแค่นเสียงเย็นชา ถามย้อนกลับว่า

 

“จากนั้นเล่า”

 

ชายฉกรรจ์เมื่อครู่ยังรักษาความเยือกเย็นไว้ ใบหน้ายังไม่บ่งบอกความรู้สึก ในใจเริ่มมีความไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว ปากยังกล่าวว่า

 

“จากนั้นขอเพียงเป็นเรื่องที่มีน้ำหนักเพียงพอ คาดว่าประมุขป้อมพวกเราคงมิกล้าเพิกเฉยนิ่งเดียวดาย”

 

“ประเศริฐ...ตลอดชีวิตของเราเพิ่งเคยเห็นผู้คนที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเยี่ยงผู้แซ่จินนี้เป็นคนแรก”

 

หยุดแค่นเสียงติดต่อกันหลายครา ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มไม่คลาย ค่อยกล่าวน้ำเสียงเหยียดหยามดูแคลนว่า

 

“เอาเถิดเรายังคงบุกฝ่าเข้าไป สถานที่นี้เฮอะ...เหอะยังไม่ถือว่ามีความร้ายกาจอย่างไร”

 

คนทั้งหมดรับฟังจนยากจะอดกลั้นสืบไปได้อีก ในคราแรกที่เห็นท่วงท่าบุคลิกคนผู้นี้ ก็สร้างความไม่พอใจแก่พวกมันอยู่ก่อน แต่ถึงอย่างไรป้อมมังกรหลับนับว่ามีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ในบู๊ลิ้ม ไม่อาจไม่รักษาหลักการที่ว่า มารยาทนำหน้าก่อนฝีมือตามหลัง มิเช่นนั้นอาจเป็นที่เย้ยหยันแก่ชนชาวแนวเดียวกัน จนเดือดร้อนไปถึงศักดิ์ศรีของประมุขป้อมทั้ง 2 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงต่อให้พวกมันมีขวัญกล้าเทียมฟ้ายิ่งกว่านี้ ก็ยากจะรับผิดชอบการกระทำที่ก่อเกิดขึ้นได้

 

แต่เมื่ออีกฝ่ายตัดสินใจแตกหักตกลงใจลงมือก่อน พวกมันก็มิมีข้อกริ่งเกรงหลงเหลืออยู่อีก ดังนั้นเองทั้ง 2 คนแรกจึงได้สืบเท้ามาข้างหน้าคุกคามเข้าใกล้ดรรชนีในฝ่ามือจนห่างเพียง 8 เชียะยืนหยัดแยกย้ายเป็นซ้ายขวา เว้นที่ว่างตรงกลางไว้ ยกมือชี้จมูกเค้นเสียงเย็นชากล่าวไป

 

“น้อมรับมิสู้ทำตาม...เชิญ”

 

จูเซียงเฉินดวงตาทอประกายวูบ สองมือยังไพล่หลังดุจเดิมแต่เท้าได้ก้าวเข้าไปเฉียดผ่านคนทั้ง 2 ในยามนั้นเองระยะของ 2 ฝ่ายห่างไม่เกิน 2 เชียะชายฉกรรจ์ด้านขวามือพลันฟาดฝ่ามือใส่ไหล่ขวามันดุจสายฟ้า กระบวนท่านี้ใช้ออกด้วยความรวดเร็วและกะทันหันจนเกินไป ดรรชนีในฝ่ามือยกไหล่ขึ้นเบาๆ ฝ่ามือพอสัมผัสชายฉกรรจ์คนแรกส่งเสียงอุทานอย่างแตกตื่นไม่บอกก็ทราบว่าเสียหลักชัดๆ พลังหนักหน่วงขุมหนึ่งแล่นขึ้นมาจากใจกลางฝ่ามือ ขึ้นสู่ต้นแขนจากนั้นหนุนร่างมันล่าถอยออกไปกระแทกโครมทรุดลงกับพื้นไม่ไหวติงอีก

 

ชายฉกรรจ์คนซ้ายมือไม่ทันขบคิดว่าเป็นเรื่องราวใด ปฏิกิริยาของมันนับว่าว่องไวกว่า ท่วงท่าสภาวะเตรียมพร้อมอยู่ก่อนเต็มที่ พลิ้วเข้ามามือซ้ายกรีดเป็นภาพสลับซับซ้อนภาพหนึ่ง ทั้งนิ้วฝ่ามือระดมออกด้วยความพลิกแพลงพิสดารสุดคาดคิด ในกระบวนท่าเดียวแฝงความเปลี่ยนแปลงถึง 7 ประการ มือขวายื่นปราดออกตะปบใส่กลางหลังมันดุจประกายสายฟ้า

 

จูเซียงเฉินไม่อาจไม่ระวังป้องกันสองมือข้างหนึ่งพลิกกลับหลัง 5 นิ้วงองุ้มราวตาขอตะปบใส่ชีพจรข้อมืออีกฝ่าย ชายฉกรรจ์ผู้นั้นใจหายวาบแต่ถึงอย่างไร กระบวนท่ามือซ้ายได้บรรลุถึง ครอบคลุมใส่จุดเส้นสำคัญอีกฝ่ายที่ทรวงอกท้องน้อยแปดแห่งแล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงเร่งเร้าพลังใส่ไปอีก 2 ส่วนทันที

 

ดรรชนีในฝ่ามือใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล ร่างหมุนคว้างครึ่งรอบหลบเลี่ยงไปได้อย่างง่ายดาย ชายฉกรรจ์ผู้นั้นรีบฉวยโอกาสรั้งมือซ้ายกลับมิคาด 5 นิ้วของอีกฝ่ายกลับพลิกแพลงด้วยกระบวนท่าพิสดาร ตะปบจู่โจมเข้ามาอีกจากทางด้านข้าง คว้าใส่ข้อมือมันบีบเค้นจนรู้สึกร่างครึ่งซีกชาด้านวูบวาบ พลังทั่วร่างที่เกร็งขึ้นพลันสูญสลายไปด้วยเช่นกัน เพิ่งส่งเสียงแผดร้องได้ครึ่งคำ ดรรชนีในฝ่ามือสลัดข้อมือวูบ เหวี่ยงร่างมันลอยละลิ่วไป 2วาค่อยร่วงกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหวไม่สามารถเคลื่อนไหวลุกขึ้นมาได้อีก

 

ในป้อมตอนนี้นับว่าเริ่มมีความเคลื่อนไหวขึ้นบ้างแล้ว ซุ่มเสียงผู้คนหลายคนร่ำร้องรับกันเป็นทอดๆ จากนั้นได้ยินเสียงเคลื่อนไหวดังสับสน พร้อมกับดาบกระบี่ถูกชักจากฝัก นักบู๊ชุดรัดกุมสีเขียวสิบกว่าคนโลดแล่นมาดุจเหินบิน สองตาพวกมันเป็นประกายคมกล้าดั่งอาวุธ ท่วงท่าสภาวะแผ่กลิ่นอายการฆ่าฟันจนเข้มข้น ร่างยังห่างจากหน้าซุ้มประตู 4 วาคนผู้หนึ่งพลันตวาดเสียงเกรี้ยวกราด

 

“เป็นผู้ใดมีขวัญกล้าบังอาจ ไม่รู้หรือไรประมุขป้อมเรากำลังรับแขก”

 

ซุ่มเสียงมันยังมิทันกล่าวจบความ ผู้คนอีก 2 คนหน้าซุ้มประตูพลันถูกฟาดฝ่ามือสยบจุดหมุนคว้างกระแทกกับกำแพงสองด้านซ้ายขวาล้มลงแผดร้องสุดเสียง จากนั้นปรากฏผู้คนอีก 2 คนถูกจี้ใส่จุดเส้นใต้ซอกแขน ร่างเซถลาออกไปล้มฟุบลงข้างประตู

 

ตั้งแต่ลงมือสยบผู้คนจวบจนบัดนี้ ใช้เวลาไปเพียงการกระพริบตาสองคราเท่านั้น ความว่องไวในวิชาฝีมือ ความสูงส่งของกระบวนท่า นับว่าบรรลุถึงเคล็ดความที่ว่าฟ้าร้องยังมิทันอุดหูได้แล้วจริงๆ

 

เงาร่างในชุดขาวถลันวูบคุกคามเข้าใกล้ห่างวาเศษจึงค่อยหยุดยั้งลง บุคคลแรกมีร่างสูงใหญ่บึกบึนเป็นพิเศษคาดว่าต้องเป็นหัวหน้ากลุ่มนักบู๊ในชุดเขียวที่รุดมานี้แน่แล้ว มันพอพบเห็นคนชุดขาวต้องรีบข่มเลือดลมภายในกายไว้เอ่ยถามว่า

 

“ท่านเป็นใคร มีจิตเจตนาอย่างไร”

 

ดรรชนีในฝ่ามือทิ้งมือลงข้างลำตัว พวยพุ่งประกายตาน่าหวาดหวั่นชนิดหนึ่งเขม่นมองหน้ามันยักไหล่กล่าวว่า

 

“ข้าพเจ้ามีเรื่องต้องเข้าพบผู้แซ่จินด่วนด้วย”

 

นักบู๊ชุดเขียวผู้นั้นใบหน้ายังนิ่งเฉยไม่บ่งบอกความรู้สึก สูดลมหายใจลึกๆใช้สายตาที่ยะเยียบเย็นชา สำรวจมองคนชุดขาวแวบหนึ่งจากนั้นกล่าวถามอีกว่า

 

“ท่านเป็นใคร”

 

สามคำที่ถามมาอีกครั้งหนึ่งนี้ แต่ละคำเน้นเสียงชัดเจนดังกังวาน มีอานุภาพสะท้านแก้วหูดังอึงอล มิหนำซ้ำรังสีอันเย็นยะเยียบได้ทวีความเกรี้ยวกราดขึ้นอีกด้วย บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนเป็นอึดอัดเสียดสีกันจนแทบกดทับผู้คนขาดใจตาย

 

ในสายตาของคนชุดเขียวเพียงปราดแรกที่พบเห็น มันก็ทราบแน่แก่ใจคนชุดขาวข้างหน้านี้จะต้องมิใช่ชนชั้นธรรมดา ดังนั้นจึงยังมิได้คุกคามอีกฝ่ายมากเกินไปนัก

 

จูเซียงเฉินยังรักษาท่าทีปลอดโปร่งไม่นำพา ล้วงมือเข้าอกเสื้อหยิบวัตถุสิ่งหนึ่งออกมา กวัดแกว่งต่อหน้าคนชุดเขียวนั้นพลางถามว่า

 

“ท่านเห็นชัดแล้วหรือไม่”

 

คนชุดเขียวเบิกตากลมกว้าง จับจ้องของในมือคนชุดขาวนิ่งอึ้งคล้ายไร้วาจาไปชั่วขณะ ในแสงอาทิตย์เจิดจ้าร้อนแรงของยามเที่ยง ส่องต้องวัตถุนั้นเป็นประกายแพรวพรายระยิบระยับบาดตา ที่แท้เป็นไข่มุกโตเท่าไข่ไก่ลูกหนึ่ง ตลอดทั้งเม็ดเป็นสีแดงกลมเกลี้ยงไร้ที่ติ แต่ที่เด่นชัดยิ่งกว่านั้นเป็นตัวอักษรสีแดงปานโลหิตชโลมอาบไว้สลักคำสวรรค์

 

ทุกผู้คนพอพบเห็นต่างมีสีหน้าเปลี่ยนแปรไม่หยุดยั้ง รอบบริเวณตกอยู่ในความเงียบสงัดจนวังเวง ดรรชนีในฝ่ามือซุกเก็บไข่มุกเม็ดนั้นดังเดิม จากนั้นค่อยกล่าวเสียงราบเรียบ

 

“หากสิ่งนี้ยังไม่เพียงพอ ข้าพเจ้าสามารถบอกกับพวกท่าน ด้วยศักดิ์ศรีเยี่ยงเราความจริงสามารถไม่ไว้หน้าผู้แซ่จินทั้ง 2 ก็หาเป็นไรไม่ทว่าเรายังเห็นแก่ผู้อื่นอยู่บ้าง ทั้งนี้พวกท่านคงทราบแล้ว ต่อไปคิดทำอย่างไรขอจงตัดสินใจให้ดี”

 

นักบู๊ชุดเขียวผู้เป็นหัวหน้าถึงอย่างไรก็มีตำแหน่งในป้อมไม่น้อย รวมไปถึงมันสมองและสติปัญญาอันสูงส่ง มันทราบอีกฝ่ายที่รุดมานี้เพียงสภาพการณ์ลงมือเมื่อครู่ ความจริงสามารถจู่โจมสังหารผู้คนในกระบวนท่าเดียวหรือมากที่สุดไม่มีผู้ใดรับมือมันได้เกิน 3 กระบวนอย่างแน่นอน แต่มันผู้นี้ กลับไม่สนใจลงมือจริงจัง ทั้งนี้มิทราบได้เลยในใจมันยังถือว่ามีความเมตตาเห็นใจ หรือบางทีมีแผนการลึกซึ้งเจตนาชั่วร้ายใดกันแน่ กลอกกลิ้งดวงตาไปมาเที่ยวหนึ่ง ใช้ความคิดอย่างว่องไวจึงได้หันไปกล่าวกับนักบู๊ผู้หนึ่งที่ด้านหลัง

 

“เจ้าเข้าไปน้อมเรียนต่อประมุขป้อมด่วนด้วย”

 

นักบู๊ผู้นั้นรับคำมิได้ส่งเสียงถามไถ่แต่อย่างไร หันกายสาวเท้าเข้าป้อมไปชั่วขณะจึงพลิ้วปราดออกมา ประสานมือน้อมกายเอื้อนเอ่ยว่า

 

“ที่แท้เป็นดรรชนีในฝ่ามือ ประมุขพวกเราขอเชิญเรื่องราวเมื่อครู่เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น”

 

กล่าวแล้วส่งเสียงหัวร่อติดต่อกันหลายครา ใบหน้าปั้นรอยยิ้มขึ้นเกลื่อนกล่นล่าถอยไป นักบู๊ที่เป็นหัวหน้าหัวร่อแค่นๆ ใบหน้ายังไร้ความรู้สึกปรายตาไปทางผู้คนที่ล้มฟุบกับพื้น ขณะจะอ้าปากกล่าววาจา มิคาดดรรชนีในฝ่ามือคล้ายล่วงรู้ความคิดมัน ในเสียงหัวร่อไม่นำพาปลอดโปร่งสบายอารมณ์ถึงเพียงนั้น แขนเสื้อข้างหนึ่งสะบัดกลับหลังคล้ายไม่ตั้งใจ ผู้คนทั้งหมดที่ด้านหลังมันพลันฟื้นคืนได้สติมา ยามกะทันหันไม่สามารถกล่าววาจาถามไถ่ ได้แต่กลอกตาไปมาใบหน้าแตกตื่นสงสัยถึงขีดสุด ผุดลุกขึ้นได้ยินนักบู๊ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวว่า

 

“เช่นนั้นขอเชิญ...ที่แท้เป็นพวกเดียวกันฮาๆ...ฮาๆ”

สารบัญ / เมนูนิยาย

ความคิดเห็น

รูปภาพของ tor

ขอบคุณครับ หลายฝักฝ่ายเหลือเกิน