บทที่ 8 สะท้านขวัญปลิดวิญญาณ

-A A +A

บทที่ 8 สะท้านขวัญปลิดวิญญาณ

บทที่ 8 สะท้านขวัญปลิดวิญญาณ

 

พลังสองขุมพอพุ่งผ่าน เสียงแผดร้องพลันดัง สองมารวายุอสนีบาตคลายมือปล่อยอาวุธร่วงหล่นลง ยกมือกุมอกล่าถอยไปเจ็ดวา สีหน้าพวกมันเปลี่ยนเป็นแดงฉานขึ้นมา เลือดลมภายในกายพลุ่งพล่านปั่นป่วน อวัยวะภายในรับบอบช้ำหลายแห่ง  อ้าปากกระอักโลหิตดังโอ้กใหญ่ พร้อมกันนั้นก็พากันทรุดฮวบลงกับพื้น มารอสนีบาตเค้นเสียงแหบพร่ากล่าวว่า

 

“บัดซบ...เทวทูตส่งวิญญาณท่าน อย่าได้หมายไปเลยนึกไม่ถึงท่านเป็นสายของกวนอิมมุกสวรรค์”

 

เทวทูตส่งวิญญาณส่งเสียงหัวร่อดังระคายโสต เหลือกตาหยีเล็กของมันจนประกายแวววับพุ่งวาบมาดุจสายฟ้า เค้นเสียงยะเยียบเกรี้ยวกราดกล่าวสอดคำขึ้น

 

“ฮาๆ แล้วจะเป็นอย่างไร คิดว่าตอนนี้พวกท่านคงต้องส่งมอบของสิ่งนั้นออกมาแล้ว หรือว่าจะไม่ทราบได้ สถานการณ์เยี่ยงนี้เสี่ยงต่อชีวิตพวกท่านเพียงไหน”

 

มารวายุส่งเสียงไอหนักๆ กระอักโลหิตสดๆออกจากปากอีกคำ ส่งเสียงตะกุกตะกักกล่าวขึ้นบ้าง

 

“นิกายมุกสวรรค์อันร้ายกาจ หรือว่าพวกท่านต่างส่งคนกระจายไปทั่วสำนักในยุทธจักรแล้ว”

 

“เหอะ นับว่าท่านยังมีสมองคำนวณเหตุการณ์อยู่บ้าง บอกกล่าวตามจริงใจสักน้อยนิดเถิด สำนักใหญ่ทั้งเก้าก็ไม่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีนักดอก”

 

กล่าวแล้วจึงได้ยกมือชี้จมูกมารอสนีบาตเอื้อนเอ่ยสืบต่อ

 

“ของสิ่งนั้นว่าอย่างไร หากท่านยินยอมส่งมอบมาโดยดี ไม่แน่ว่าเราจะละเว้นท่านสักครา”

 

มารอสนีบาตถ่มน้ำลายลงพื้น เบิ่งตาแทบฉีกขาด ส่งเสียงตวาดกระเสือกกระสนพยายามลุกขึ้นยืน สภาพกลับเป็นที่น่าสมเพชอุบาทว์อย่างยิ่งยวด

 

เทวทูตส่งวิญญาณแค่นหัวร่อหลายครา ใช้สายตาที่เย้ยหยันดูแคลนมองดูมัน ร่างของมารอสนีบาตเพิ่งผยุงกายไว้มั่น ก็พลันล้มลงอีกดุจกองดินเหลวกองหนึ่ง มารวายุนิ่งเงียบไม่กล่าววาจา สองคิ้วมันหลุบต่ำไม่ผิดกับหลวงจีนนั่งกรรมฐานเข้าฌาน เนิ่นนานจึงค่อยๆลืมตาขึ้น ในดวงตาถึงกับมีความเจิดจ้าโชติช่วงยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ยามเที่ยง

 

เทวทูตส่งวิญญาณเป็นชนชั้นอันเลิศล้ำถึงระดับใดแล้ว เมื่อได้คิดจึงหันมาจับจ้องใบหน้ามันกล่าวเสียงเย็นชาขึ้น

 

“ท่านก็คิดต่อสู้เสี่ยงชีวิตเยี่ยงสุนัขที่จนตรอก”

 

กล่าวจบคำมารวายุพลันผุดลุกขึ้น ทั่วร่างปราศจากเค้าว่าได้รับบาดเจ็บบอบช้ำภายใน ข้อนี้ยิ่งสร้างความตื่นเต้นสงสัยแก่เทวทูตส่งวิญญาณจนใหญ่หลวง มารวายุสะบัดแขนเสื้อเพ่งตาวาววับเขม่นมองเขม็งนิ่ง ประสานสบกับดวงตาเทวทูตส่งวิญญาณกล่าวว่า

 

“เชิญเถิด หากเราต้านรับพลังฝ่ามือท่านมิได้ ได้แต่ยินยอมส่งมอบแผ่นหยกนั้นต่อท่านไป”

 

“เฮอะ เฮอะ ของสิ่งนั้นยังไม่เพียงพอ ยังจะต้องมอบชีวิตพวกท่านมาด้วย”

 

เทวทูตส่งวิญญาณเค้นเสียงสอดคำ ดวงตายิ่งมายิ่งเกรี้ยวกราดอำมหิต พลังสภาวะกดคุกคามในระยะหกวารอบตัวหนักอึ้งกระทั่งลมหายใจยังยากจะระบายออก มารอสนีบาตทรงกายลุกขึ้นอีกครา ส่งเสียงเอ่ยถามมารวายุพลางล่าถอยไปอีกสามวา

 

“น้องท่าน คิดส่งมอบแผ่นหยกนั้นต่อมันจริงๆหรือไร”

 

มารวายุเสแสร้งเป็นตวาดอย่างขุ่นแค้นเดือดดาล ถ่มน้ำลายยกมือชี้หน้ามัน จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นใช้เสียงทางลมปราณบอกต่อมารวายุว่า

 

“ศิษย์พี่ ท่านอย่าได้กังวลไป วิชาในแผ่นหยกนั้นเราสองต่างก็ได้จดจำไว้จนขึ้นใจแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นผู้น้องยังฝึกถึงขั้นที่สี่ อีกไม่นานคิดว่าคงต้องตีความทะลุแตกฉานมาได้แน่”

 

มารอสนีบาตไม่ได้กล่าวอะไร ทั้งนี้มันย่อมเชื่อใจศิษย์น้องของมันผู้นี้ ยืนนิ่งอึ้งชั่วขณะจึงทรุดกายนั่งขัดสมาธิ เกร็งกำลังขึ้นโคจรหมุนเวียนจนเคลิบเคลิ้มเข้าภวังค์ไป มิได้รับรู้สภาพและเหตุการณ์ต่อจากนี้อีก

 

ฟ่านเข้อที่สะกดข่มใจชมดูมาถึงตอนนี้ ความคิดจึงค่อยเรียบเรียงปมปัญหาเข้าด้วยกัน มาได้สี่ห้าส่วน มันทราบทั้งสามคนนี้ความสูงส่งของสติปัญญา ความลึกล้ำของพลังการฝึกปรือ จัดเป็นอันดับเลิศของแผ่นดินยุคนี้ได้ทั้งปากและใจแล้ว แต่ทว่าคำสนทนาของสองมารวายุอสนีบาต ในใจของบุรุษหนุ่มกับไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเองกระทั่งลมหายใจยังมิกล้าจะระบายออกโดยแรง สองตาเพ่งมองไม่กระพริบสักน้อยนิด กำลังภายในกายถูกเร่งเร้าอยู่ตลอดเวลา เตรียมพร้อมรับเหตุเปลี่ยนแปลงได้ทุกขณะจิต

 

มารวายุยามนี้ยืนหยัดห่างจากเทวทูตส่งวิญญาณหกวา สีหน้าท่าทีฮึกเหิมดูน่าระย่นย่อ เสื้อผ้าที่สวมใส่เบ่งพองขึ้นราวอัดลม

 

เทวทูตส่งวิญญาณสีหน้าท่าทีเฉื่อยชาไร้ความรู้สึก แต่มือทั้งสองข้างหนึ่งตั้งเป็นสันที่หว่างกลางอก อีกข้างกลับทำท่าคล้ายฟาดคล้ายปิดสกัด กระบวนท่าเริ่มต้นเพียงมองปราดเดียวก็แน่แก่ใจ จะต้องเป็นการจู่โจมที่มีอานุภาพสั่นขวัญสะท้านวิญญาณอย่างยิ่งเลย แก้วตาของมันหดเล็กลงพวยพุ่งประกายคมกล้าเป็นเส้นสายเขม่นมองหน้าอีกฝ่ายแน่วนิ่ง

 

“เพิ้ย”

 

เสียงตวาดดังพร้อมเพรียง คนทั้งสองหนึ่งทะยานกายขวับพุ่งโถมเข้าหา หนึ่งยืนปักหลักกับที่ดุจหลักศิลาอันมั่นคง สองมือทยอยฟาดฟันออก ฟาดสิบหกครั้งฟันสามสิบครา พลังแหวกฝ่าอากาศดังปานฟ้าร้อง ควันขาวเป็นเส้นสายคละคลุ้งกระจายอบอวน

 

มารวายุที่ทะยานกายพุ่งจู่โจมลงจากกลางอากาศ สองฝ่ามือไม่ชักช้ารีรอ ระยะเวลาเพียงกระพริบตา ก็จู่โจมออกทั้งสิ้นเก้าสิบสองกระบวนท่า ท่าร่างก็เปลี่ยนแปรถึงสี่สิบแปดท่วงท่า พลังอ่อนหยุ่นเข้มแข็งขุมหนึ่งกระจายตัวครอบคลุมโอบล้อมทั่วสี่ทิศแปดทาง ปิดสกัดหนทางล่าถอยเทวทูตส่งวิญญาณไว้จนหมดสิ้น ในรัศมีหกวาอากาศปั่นป่วนดุจเกิดมรสุมใหญ่ในมหาสมุทร เงาฝ่ามือรูปแปดเหลี่ยมนับร้อยๆพันๆ ก็กดกระหน่ำจู่โจมลงหาติดต่อตามกันไม่ผิดกับระลอกคลื่น

 

เทวทูตส่งวิญญาณกู่ร้องเสียงโหยหวน อาภรณ์ที่สวมใส่พัดพลิ้วในพลังลม แต่ร่างมันยังยืนปักหลักมั่นไม่สั่นไหวเอนเอียงสักน้อยนิดได้ สองฝ่ามือตบฟาดออกเร่งร้อนถี่ยิบ ดูผิวเผินคล้ายตบฟาดวุ่นวายไม่มีระเบียบแบบแผน แท้ที่จริงทุกฝ่ามือทุกกระบวนท่า ได้แฝงพลังงูขาวที่เกร็งขึ้นต่อต้านไปสิบส่วน มีอานุภาพไม่อาจดูแคลนได้เลย

 

เสียงระเบิดราวแผ่นฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย เนิ่นนานยังไม่ขาดหาย สะท้านแก้วหูผู้คนดังอึงอลแทบแตกทำลาย พื้นดินรอบตัวคนทั้งสองห้าวา ถูกปลายพลังกดกระแทกเป็นหลุมลึกสี่นิ้ว ฝุ่นผงคลีกระจายหนาตา บดบังทัศนียภาพรอบข้างแทบหมดสิ้น

 

เทวทูตส่งวิญญาณยืนหยัดต้านรับตีโต้ไม่เคลื่อนไหว พื้นดินใต้เท้าถึงกับประทับเป็นรอยเท้าลึกห้านิ้ว ตั้งแต่ศีรษะลงมาปรากฏหยาดเหงื่อรินหลั่งดั่งห่าฝน ใบหน้าครึ่งซีกแดงฉานครึ่งซีกซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาหมองหม่นไร้ประกาย หลังการปะทะร่างจึงค่อยๆทรุดนั่งลงขัดสมาธิ ริมฝีปากขยับขึ้นลงโพล่งสุดเสียง

 

“พลังพระสังกัจจายน์”

 

มารวายุร่างถูกพลังงูขาวกระแทกจนอวัยวะภายในรับบอบช้ำอยู่ก่อน ยามนี้จึงรักษากำลังอึดหนึ่งไว้ ตวาดเบาๆขยับร่างพลิ้วห่างออกไป ใบหน้ากลับกลายเป็นซีดขาว สองมือตกห้อยลงข้างลำตัว แต่ยังนับว่ามันได้ฝึกปรือลมปราณพระสังกัจจายน์ได้สูงส่งไม่น้อย ยังแข็งใจยืนหยัดไม่ล้มลง สูดลมหายใจลึกๆข่มเลือดลมในกายให้สงบลงเพ่งตาวาววับกล่าวเสียงแหบพร่า

 

“มิผิด ท่านสมควรจะทราบ แผ่นหยกในมือข้าพเจ้าเป็นเคล็ดวิชาพลังพระสังกัจจายน์ และวิชาสามฝ่ามือพระสังกัจจายน์”

 

เทวทูตส่งวิญญาณนิ่งเงียบเป็นเวลานาน เมื่อได้คิดจึงหัวร่อเสียงดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนสะท้านกิ่งใบต้นไม้รอบด้านถึงกับสั่นไหวร่วงพรั่งพรู ผุดลุกขึ้นสีหน้าเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมอำมหิต ประกายตาลุกโชติช่วง เอ็นเขียวที่หน้าผากขึ้นโปน ตวาดเสียงเกรี้ยวกราดไป

 

“ที่แท้เป็นเช่นนี้ เฒ่าบัดซบทั้งสองถึงกับหาทางทำให้ตัวหนังสือบนแผ่นหยกปรากฏมาได้ เยี่ยงนี้ก็ประเศริฐ”

 

หยุดแค่นเสียงยะเยียบหลายครา หันกายสาวเท้าเข้าหามารอสนีบาตที่กำลังอยู่ในภวังค์เคลิบเคลิ้มลืมตน ฟ่านเข้อสงบใจชมดูมาถึงตอนนี้ ใจหนึ่งใคร่จะลงไปช่วงชิงแผ่นหยก อีกใจหนึ่งก็กลัวจะเป็นแผนหลอกล่อของจูเซียงเฉินที่ขุดหลุมพรางไว้ มาตรว่ามิใช่ก็เถิดถึงอย่างไรก็ควรระมัดระวังตัวไว้ให้รัดกุม ทั้งนี้ในใจมันไม่ทราบมีความรู้สึกอันใด ละแวกใกล้เคียงนี้จะต้องมีผู้ที่เร้นกายยังไม่ปรากฏตัวมาอยู่อีกเป็นแน่ เมื่อได้คิดถึงทั้งหลายประการนี้ จิตใจจึงพลอยเยือกเย็นลงตามไปด้วย

 

เทวทูตส่งวิญญาณหยุดห่างจากมารอสนีบาตสี่เชียะ สองมือรั้งขึ้นเชื่องช้า สูดลมหายใจลึกๆกระดูกทั่วร่างบังเกิดเสียงกรอบแกรบน่าสะพรึง สองตากลอกไปมาสอดส่ายทั่วแปดทาง จากนั้นฝ่ามือข้างหนึ่งกราดฟาดลงดังหวืด

 

เห็นแน่ชัดว่ามารอสนีบาตคงต้องถูกฟาดศีรษะแหลกละเอียดโลหิตสาดกระจายสิ้นใจตายอยู่แน่นอนแล้ว แต่ไหนเลยจะคาดมาได้ ที่ด้านข้างพลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่ง กรีดร่างมาดุจประกายไฟ ผู้นี้ขณะร่างยังห่างจากอีกฝ่ายเจ็ดวา ก็ดีดพุ่งพลังดรรชนีสายหนึ่งออก กระตุ้นเทวทูตส่งวิญญาณตระหนกจนสะท้านหวั่นไหว รีบหดรั้งฝ่ามือเปลี่ยนเป็นผลักดันออกดังครืน ควันขาวสายยาวเหยียดแหวกฝ่าอากาศไป

 

คนผู้นั้นคล้ายคาดเดาไว้อยู่ก่อน ร่างเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศเบนหลบเลี่ยงได้ทันท่วงที เสียงฉาดดังตามติด เมื่อต้นไม้ขนาดปากชามโคมที่ด้านหลังมัน ถูกพลังฝ่ามืออีกฝ่ายกระแทกใส่หักโค่นลงแหลกลาญไป

 

เทวทูตส่งวิญญาณหลังจากฟาดตอบโต้ออกหนึ่งฝ่ามือ จวบจนบัดนี้มันเพิ่งพบเห็น ที่แท้รอบข้างกลับสู่ความปรกติดังเดิมแล้ว มันยิ่งครุ่นคิดยิ่งใบหน้าซีดเผือด สายตาพอพบเห็นร่างมารวายุจิตใจก็คล้ายจะปลิดปลิวจากร่าง มันย่อมไม่เชื่อถือเด็ดขาดมีผู้รอบประทุษร้ายโดยที่มันมิรู้ตัวระแคะระคายสักน้อยนิดได้ ไหนจะคนปริศนาเมื่อครู่ที่ลงมือลอบช่วยเหลือมารอสนีบาต ตั้งแต่ทะยานกายออกมาจู่โจมจนถึงตอนนี้ แม้แต่เงาร่างอีกฝ่ายมีลักษณะอย่างไรมันก็หาได้เห็นสักแวบเดียวไม่

 

ข้อนี้ยิ่งเป็นที่น่าแตกตื่นตระหนกเกินไปจริงๆ กระทั่งฟ่านเข้อยังไม่เชื่อสายตาตนเอง มันที่มีความมั่นใจในพลังฝีมือของตนเองอย่างยิ่งแล้ว ก็ยังมิอาจจะมองเห็นเงาร่างลักษณะอีกฝ่ายได้เช่นกัน

 

เทวทูตส่งวิญญาณดวงตาเบิกกว้างแทบถลน ร่างที่ตั้งตรงนั่งขัดสมาธิของมารวายุยามนี้ ดูผิวเผินไม่มีสิ่งผิดปรกติอย่างไร แต่สายตาเทวทูตส่งวิญญาณมีความแหลมคมปานใดแล้ว มันพบเห็นที่คอหอยของอีกฝ่าย ทิ้งโพรงโลหิตขนาดนิ้วมือคนโพรงหนึ่งไว้ โลหิตไม่ฉีดพุ่งออกแสดงว่าผู้ที่ลงมือจะต้องใช้พลังดรรชนีจี้สกัดโลหิตภายในกายมันไว้

 

แต่ในโลกไหนเลยมีวิชาฝีมือเยี่ยงนั้นได้ หรือถ้าหากมีจริงก็ยิ่งเป็นที่น่าสะพรึงกลัวแก่ผู้คนเกินไปแล้ว

 

มันนิ่งตะลึงลานกับที่ ตลอดทั้งร่างมีพลังความเย็นขุมหนึ่งพลุ่งขึ้นจู่โจม แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เท้าทั้งสองเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งไร้ความรู้สึก ร่างล้มลงกองกับพื้นดุจดินเหลวกองหนึ่ง ที่ยังแจ่มใสที่สุดในตอนนี้ ยังคงเป็นดวงตาทั้งคู่ของมัน มันพบเห็นแล้ว...ที่แท้มันพบเห็นอันใด เป็นชายชราผู้หนึ่ง ร่างสูงโปร่งของมัน ดูไปทั้งเปิดเผยทั้งสง่า ผมเผ้าหนวดเคราล้วนขาวโพลนแทบหลุดร่วง ดวงตากลมกว้างเบิ่งแทบฉีกขาด สีหน้ารอยยิ้มชั่วร้ายลึกซึ้งอย่างยิ่ง มันคล้ายกับยืนอยู่ที่ข้างกายเทวทูตส่งวิญญาณตลอดเวลา ชายเสื้อชุดเหลืองพัดพลิ้วในสายลม ผู้นี้พอปรากฏตัวก็ส่งเสียงหัวร่อแหลมเล็กระคายโสต ก่อนจะกล่าวด้วยซุ่มเสียงไม่ผิดอะไรกับล่อแตกว่า

 

“เจ้าก็ดูให้ดีเถอะ”

 

เทวทูตส่งวิญญาณมึนงงไปวูบ ขณะสายตาก้มลงมองตามความรู้สึกบางประการ มันต้องส่งเสียงแผดร้องออกมาสุดเสียง ทั้งนี้เนื่องเพราะที่คอหอยมันก็เป็นโพรงโลหิตลึกโบ๋ขึ้นโพรงหนึ่ง โลหิตมิได้ฉีดพุ่งออกมาตลอดทั้งร่างชาด้านไร้ความรู้สึก สีหน้าบิดเบี้ยวอย่างน่าสะพรึง ก่อนตายมันยังสามารถได้ยิน ซุ่มเสียงชนิดหนึ่งเป็นซุ่มเสียงอวัยวะภายในมันถูกพลังลับที่ไร้สภาพกระแทกแหลกละเอียด และความเจ็บปวดทั่วร่างที่แผ่ซ่านไปทั่วกาย จากนั้นทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้าค่อยปรากฏโลหิตฉีดพุ่งออกมา ร่างพอง๋ายหลังกระแทกกับพื้นชีวิตมันก็หลุดลอยจากร่าง...

สารบัญ / เมนูนิยาย