บทที่ 7 ระหว่างทาง

-A A +A

บทที่ 7 ระหว่างทาง

บทที่ 7 ระหว่างทาง

 

รุ่งสางสว่างแล้ว แสงสีทองพออาบลูบไล้ลงมา หมอกอรุณก็คล้ายแตกสลาย ห่างจากคฤหาสน์เขียวขจีห้าสิบลี้ทางใต้ มีเมืองน้อยแห่งหนึ่งปรกติเงียบเหงาซบเซา กิจการแผงน้ำชาและร้านขายหมี่ ที่หัวและสุดปลายถนนสายเดียวในเมือง ขายให้กับคนสัญจรผ่านทาง แต่ไม่ทราบวันนี้ที่แท้มีเรื่องราวใดกัน กิจการในเมืองน้อยทั้งสอง ถึงกับถูกผู้คนเข้ามาจับจองที่นั่งในร้านจนแทบไม่มีโต๊ะว่าง ต่างก็พูดคุยสนทนากันน้ำลายแทบแตกฟอง มีสภาพครึกครื้นคึกคักผิดธรรมดาจริงๆ

 

บุรุษหนุ่มชุดเทาเค้าหน้าเย็นชากระด้างจนน่าหวาดหวั่นผู้หนึ่ง ก้าวยาวๆเข้ามาทรุดนั่งลงยังโต๊ะที่ว่างด้านในร้านหมี่ กวาดตาที่ยะเยียบอำมหิตทั้งคู่มองทุกผู้คนไปมา ไม่ทราบมันกำลังครุ่นคิดอันใด ผ่านไปชั่วขณะท่ามกลางความสงสัยของผู้คนในร้าน มันพลันหัวร่อเสียงหนักๆ ร้องสั่งหมี่เนื้อชามหนึ่ง

 

ในยามนั้นบนถนนสายยาวก็ปรากฏบุรุษหนุ่มแต่งกายเยี่ยงนักศึกษาชุดขาวขึ้นผู้หนึ่ง มันผู้นี้มีวัยยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปี ใบหน้ากลมเกลี้ยงจมูกรับกับริมฝีปากนั้นได้รูป คิ้วเรียวตาสุกใส ใต้คางไว้เคราแพะสามแฉกอยู่กระจุกหนึ่ง ผมสีดำขลับของมันยาวสยายถึงกลางหลัง ประกายตายามกวาดมองเพ่งพิศผู้คน เปี่ยมด้วยประกายปัญญาอันแหลมคมดุจกระบี่สองเล่ม บุคลิกลักษณะสูงส่งสง่าอย่างยิ่ง ทั้งเรียบร้อยนุ่มนวลอ่อนแอราวอิตสตรี และก็คล้ายแฝงความสามารถอันลึกล้ำอันใดไว้โดยไม่แสดงออกมาง่ายดาย

 

เหล่านี้ต่างก็สะกิดสายตาทั้งสิบกว่าคู่จับจ้องมองมาเป็นจุดเดียว มันพอประสานสบกับสายตาหลายคู่นั้น ทั้งไม่ตื่นเต้นตระหนก และไม่มีท่าทีกระดากอายอย่างไรทั้งสิ้น ยังคงก้าวยาวๆเข้ามา ถึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามบุรุษชุดเทาแล้วจึงได้ผงกศีรษะยิ้มแย้มกล่าว

 

“พี่ท่านนี้คงไม่รบกวนกระมัง”

 

คนชุดเทาแค่นเสียงไม่ตอบคำ ผงกศีรษะผายมือเชื้อเชิญให้มันนั่งลง พอดีกับยามนั้นผู้รับใช้ในร้านยกชามหมี่มาวางลงบนโต๊ะ คนชุดเทาก็ก้มสายตามองเส้นหมี่ มิได้สนใจนักศึกษาชุดขาวแต่อย่างใด สร้างความไม่พอใจแก่มันอยู่บ้าง หลังจากสั่งบะหมี่กับผู้รับใช้แล้ว จึงได้เบนสายตาเพ่งพิศคนชุดเทาขึ้นๆลงๆ ริมฝีปากขยับอยู่หลายคราคล้ายกับจะกล่าวอันใด แต่สุดท้ายยังคงมิได้กล่าวออกมาสักครึ่งคำ

 

รอจนบะหมี่ที่มันสั่งยกมา ก็ทำทีเป็นก้มสายตาลงต่ำ ใช้ตะเกียบในมือคีบเส้นเข้าปากช้าๆทีละคำ คนชุดเทาเงยหน้าขึ้นจากชามหมี่ ในตามันมีประกายแวววับดุจกระบี่อันคมกล้า พวยพุ่งใส่แก้วตานักศึกษาชุดขาวอย่างไม่คาดหมาย

 

นักศึกษาชุดขาวแก้วตาหดเล็กลง พร้อมกันนั้นก็เบือนออกหลบไป ซุ่มเสียงทุ้มต่ำยะเยียบของคนชุดเทากล่าวเบาๆขึ้นว่า

 

“ท่านนี้ความจริงก็ดูไม่คล้ายบุรุษ”

 

นักศึกษาชุดขาวจิตใจระริกหวั่นไหว สีหน้าอดเปลี่ยนแปรไปวูบมิได้ ข่มน้ำเสียงให้หนักแน่นเยือกเย็นกล่าวถามกลับว่า

 

“ท่านดูจากอะไร”

 

“เหอะเฮอะ เหอะ สายตาเราย่อมไม่ผิดพลาด การพินิจพิเคราะห์ของเราก็ดุจเดียวกัน”

 

นักศึกษาชุดขาวส่งเสียงดังอ้อ สีหน้าเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส หัวร่อกลบเกลื่อนกล่าวถามอีกว่า

 

“ท่านเล่าดูจากบุคลิกลักษณะ คล้ายเป็นชนชาวบู๊ลิ้มที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งเลย”

 

คนชุดเทาวางตะเกียบลง ในตาของมันกลับกลายเป็นหมองหม่นไร้ประกาย หัวร่อแค่นๆแล้วจึงกล่าว

 

“นี่ไม่แน่นัก”

 

หยุดกระแอมไอคราหนึ่ง แล้วจึงกล่าววกเข้าประเด็น

 

“เมืองน้อยนี้ เป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น หากข้าพเจ้ากล่าวไม่ผิด ท่านคงมีเป้าหมายยังที่อื่นแล้ว”

 

นักศึกษาชุดขาวคล้ายยิ้มคล้ายไม่เชิงยิ้ม เงียบงันชั่วขณะยังไม่กล่าวตอบอันใด คนชุดเทาทอดถอนใจยาวๆคำหนึ่ง เหลียวมองทุกผู้คนภายในร้าน ที่เวลานี้ก็ต่างพากันเงี่ยหูตั้งใจสดับรับฟัง บทสนทนาของทั้งสอง สายตามันพลันเปลี่ยนไปอีกครา ในดวงตามีความพิสดารทอประกายวูบแล้วสลายหายวับ สร้างความคลางแคลงสงสัยแก่นักศึกษาชุดขาว จนต้องขมวดคิ้วแนบแน่น เขม่นมองมันเขม็งเอ่ยถามว่า

 

“ท่านมีความผิดปกติใด”

 

“ผิดปกติอันใด ท่านยังมิได้ตอบข้าพเจ้า”

 

“เป็นเช่นนั้นจริงๆ”

 

นักศึกษาชุดขาวตอบแล้วเบือนสายตาไปทางอื่น คนชุดเทามิมีความตื่นเต้นตระหนกอย่างไร นิ่งเงียบชั่วขณะกล่าวว่า

 

“ข้าพเจ้าขอบอกตามจริงใจ สถานการณ์บู๊ลิ้มระยะนี้มิใคร่จะดีนัก คิดว่าท่านก็ทราบดังนั้น ท่านก็ควรจะทราบอีกเช่นกันว่า สถานที่ใดที่ชนชาวยุทธจักร คิดเร่งรุดไปในตอนนี้”

 

นักศึกษาชุดขาวทำท่าคล้ายครุ่นคิดอันใด เนิ่นนานจึงมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทีละน้อย ลดซุ่มเสียงเป็นแผ่วเบาเอื้อนเอ่ยว่า

 

“ท่านหมายถึงผาประกายมุก สถานที่อันตรายของบู๊ลิ้มอันดับต้นๆ อย่างนั้นหรือไร”

 

คนชุดเทายิ้มแล้ว รอยยิ้มของมันกลับคล้ายลมหิมะหอบหนึ่ง ทั้งเสียดแทงจิตใจผู้จ้องมอง อีกทั้งบันดาลให้ผู้คนรู้สึกคล้ายถูกคมกระบี่จี้ใส่คอหอย นักศึกษาชุดขาวสยิวกายคราหนึ่ง สีหน้ายังข่มเป็นปกติ กล่าวเสริมอีกว่า

 

“ดูท่าว่าท่านมีความลับที่ไม่อาจให้ผู้คนรับรู้มากหลายจริงๆ”

 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของข้าพเจ้า เวลาสายมากแล้ว ไว้โอกาสหน้าค่อยสนทนาเถิด ขออำลา”

 

กล่าวจบล้วงมือเข้าอกเสื้อ วางเงินแท่งหนึ่งลงบนโต๊ะ ผุดลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าทำท่าจะเดินออกจากร้าน นักศึกษาชุดขาวเห็นเช่นนั้นรีบกล่าวว่า

 

“พี่ท่านนี้ขอทราบชื่อแซ่ด้วย”

 

คนชุดเทาหันมายิ้มให้หัวร่อเบาๆกล่าว

 

“พบพานโดยผ่านทาง เมื่อเป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน ครั้งหน้าที่สมควรรู้จักย่อมต้องรู้จักแน่นอน ไยต้องรีบร้อนก่อนเวลาอันควร”

 

นักศึกษาชุดขาวถูกวาจาของมันกล่าวจนตะลึงลานไป ใช้สายตาที่แฝงความในชนิดหนึ่ง มองตามเงาหลังบุรุษหนุ่มจนลับตา จากนั้นค่อยเรียกผู้รับใช้มาคิดบัญชี ทรงกายขึ้นสาวเท้าที่หนักอึ้งออกจากร้านไปบ้าง...

 

แสงอาทิตย์อันร้อนแรง แผดจ้าลงมาอยู่กลางศีรษะ บีบคั้นผู้คนแทบคลั่งใจตาย เหน็ดเหนื่อยยากใจจนเหงื่อกาฬทะลักชุ่มโชก ใต้แสงอาทิตย์บุรุษชุดเทาก้าวยาวๆตามเส้นทางที่ทอดยาวคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด ฝีเท้าของมันไม่รวดเร็วกระไร แต่ละก้าวมีระยะห่างกันไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดวา ผู้นี้จะเป็นใครไปมิได้นอกจากฟ่านเข้อนั่นเอง

 

มันหลังจากออกจากเมืองน้อยก็พกพาความในใจหลายประการมุ่งตรงสู่ผาประกายมุก ทั้งนี้มันมั่นใจสถานที่นั้นเป็นที่ชุมนุมยอดฝีมือที่เร้นกายออกจากบู๊ลิ้ม ข่าวคราวของอาจารย์รวมไปถึงผู้แซ่จูจะต้องได้ความกระจ่างมาบ้างไม่มากก็น้อย ไหนจะเรื่องคนของสำนักทั้งเก้าที่ตายอย่างปริศนา และเหล่าเจ้าสำนักที่หายตัวไป เหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่ลี้ลับ ยังหาข้อสรุปมามิได้สักน้อยนิด

 

แต่นี่มันย่อมไม่ไปสิ้นเปลืองความคิดโดยใช่เหตุ ที่มันกำลังแบกรับอยู่คือ ที่แท้สมควรทำอย่างไรต่อไป และที่แท้ควรเริ่มสืบสาวจากที่ใด มีผู้ใดบ้างที่ตอนนี้มันพอจะไว้วางใจได้อย่างสนิทใจ ยิ่งครุ่นคิดยิ่งกลัดกลุ้มกังวล กลอกตามองซ้ายๆขวาๆที่เป็นป่าไม้รกครึ้มขึ้นสลับซับซ้อน ปราศจากสิ่งมีชีวิตให้เห็นสักชนิด กระทั่งก้อนหินต้นไม้ก็เป็นสีดำ บรรยากาศก็ร้อนอบอ้าวชวนอึดอัด ยิ่งทวีความพลุ่งพล่านภายในใจมันยากที่จะกล่าว

 

แต่ไหนเลยจะคาดมาได้ ขณะเวลานั้นเองพลันแว่วเสียงลมกระบี่ฝ่ามือปะทะดังเร่งร้อนถี่ยิบ กระตุ้นบุรุษหนุ่มตื่นตัวขึ้น ความคิดที่พลุ่งพล่านสับสนพลอยสลายคลายไป ร่างพอขยับก็พลิ้วปราดจากที่มุ่งไปตามเสียงที่ได้ยิน กระโดดขึ้นลงอีกหกคราก็บรรลุถึงป่าที่โล่งแถบหนึ่ง สองตายังมิทันจะกวาดมองสังเกตโดยถี่ถ้วน ก็กระโดดขึ้นต้นไม้เร้นกายในกิ่งใบที่หนาแน่น จากนั้นมันจึงพบเห็น กลางพื้นที่ว่างคาดคะเนจากสายตา ต้องไม่ต่ำกว่ายี่สิบวาไปได้แน่

 

ปรากฏหนึ่งบุรุษกลางคน สองชายชราวัยเจ็ดสิบเศษ ต่างก็สวมอาภรณ์รัดกุมสีทองแพรวพราย ส่องต้องกับแสงอาทิตย์ยามนี้ยิ่งขับเน้นเป็นประกายแวววับจับตา กำลังหักหาญตีโต้กันอย่างดุเดือด บุรุษกลางคนนั้นหนวดเครารกครึ้ม มีไฝแดงที่หว่างคิ้วสามเม็ด จมูกบี้แบนดวงตาเล็กหยี ร่างของมันสูงใหญ่ราวเจดีย์เหล็ก ตลอดทั้งร่างอุดมสมบูรณ์ไปด้วยมัดกล้ามที่เบ่งพองแทบแตกระเบิด ผู้นี้เรียกว่า เทวทูตส่งวิญญาณ ในมือของมันกวัดแกว่งลูกตุ้มพร้อมสายโซ่หนักหลายสิบชั่ง ต้านรับค้อนดาวตกและดาบขนนกไว้ได้อย่างไม่หนักหนากินแรงมากนัก

 

ชายชราทั้งสองหนึ่งใบหน้าเกลี้ยงเกลา ร่างผอมซูบราวไม้ซีก นอกจากดวงตาทั้งคู่ที่มีประกายแวววาวดั่งสายฟ้าแล้ว อื่นๆล้วนเหลืองซีดดั่งทองทา ผิวกายของมันก็ดำมะเมื่อมสะท้อนเป็นมันระยับ กระบวนท่าดาบขนนกมันยิ่งเกรี้ยวกราดอำมหิตชั่วร้ายพลิกแพลงว่องไวอย่างยิ่ง อึดใจเดียวฟันออกสิบห้าดาบ ปิดสกัดสภาวะจู่โจมของลูกตุ้มสายโซ่ไว้ จากนั้นสะบัดออกอีกหนึ่งดาบ ดาบนี้กรีดเป็นวงโค้งสวยงามและแผ่วพริ้วราวขนนก ฟันใส่ไหล่ซ้ายชายกลางคนดุจสายฟ้า

 

อีกหนึ่งชายชราใบหน้าดุร้ายเกรี้ยวกราด หน้าผากของมันเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นก่ายทับซ้อนกันหลายสาย ตลอดจนหางตาโหนกแก้ม ก็ล้วนไม่มีข้อแตกต่าง ผู้นี้ร่างอ้วนเตี้ยผิวกายกลับขาวสะอาดนวลเนียนราวอิตสตรี นับเป็นที่ประหลาดแก่ผู้พบเห็นจริงๆได้ ทั้งสองชายชรานี้คือสองมารวายุอสนีบาต ค้อนดาวตกในมือมันจู่โจมออกอย่างเชื่องช้า ทุกกระบวนท่าทุกการจู่โจม ล้วนเป็นความอำมหิตและหนักหน่วงราวอสนีบาตฟาดฟ้า ผมเผ้าคนทั้งสามยิ่งนานยิ่งลุกชี้ชัน มีสภาพไม่ผิดอะไรกับเส้นลวดหนามมัดหนึ่ง พลังลมแหวกฝ่าอากาศดังครืนครั่นสะท้านแก้วหู ไม่บอกก็ทราบอานุภาพของมันเป็นที่แตกตื่นสยบขวัญเพียงใด  น่าสะพรึงกลัวมากมายเพียงไหน

 

บุรุษหนุ่มจับตาเพ่งมองอยู่ชั่วขณะสีหน้าคล้ายคิดอันใดออกมาได้ ครุ่นคิดขึ้นด้วยความประหลาดใจ

 

‘นี่เป็นเรื่องราวใด ถึงกับทำให้ชนชั้นอันยอดเยี่ยม ของสมาคมเก้ามังกรปะทะกันเองได้’

 

ขณะความคิดพุ่งวาบดุจสายฟ้า สายตายังจับจ้องยังการต่อสู้ไม่กระพริบ เทวทูตส่งวิญญาณในด้านพลังการฝึกปรือนับว่าได้เปรียบสองมารวายุอสนีบาตอยู่ขั้นหนึ่ง ดังนั้นจึงสามารถรับการกลุ้มรุมจู่โจมทั้งหน้าหลังได้โดยไม่ยากเย็น ท่าร่างของมันวิ่งวนในระยะห้าถึงเจ็ดวา ทุกก้าวย่างสลับผลัดเปลี่ยนด้วยความพลิกแพลงพิสดาร ดูผิวเผินคล้ายท่าเท้าเจ็ดดาวและก็คล้ายท่าเท้านกเป็ดน้ำ เต็มไปด้วยการรุกรับจู่โจมจากแง่มุมที่ยากจะระวังป้องกันได้รัดกุม

 

สองมารวายุอสนีบาตมีชื่อเลื่องลือในบู๊ลิ้มมาหลายสิบปี กระบวนท่าจู่โจมประสานยิ่งมีอานุภาพเกรี้ยวกราดหนุนเสริมกันได้อย่างกลมกลืน ร่างพอพุ่งวนเงาดาบก็ครอบคลุมใส่เทวทูตส่งวิญญาณ จากนั้นค้อนดาวตกแหวกพุ่งออก คล้ายเป็นประกายสายฟ้าฟาดทลายลงหา ขณะจู่โจมกระบวนท่าร่างทั้งสองก็ไม่อยู่นิ่ง บัดเดี๋ยวพุ่งขวางบัดเดี๋ยวรุดหน้าล่าถอยโผพุ่งขึ้นลงวูบวาบละลานตา ในเสียงตวาดเทวทูตส่งวิญญาณควงสายโซ่ดังเกรียวกราว ลูกตุ้มที่ส่วนปลายลอยฝ่าอากาศเข้าปะทะกับดาบขนนกดังสนั่นหวั่นไหว กระแทกจนมารวายุล่าถอยซวนเซออกไปหลายก้าวใหญ่ ขณะบังคับลูกตุ้มจู่โจมสายโซ่ที่ควงขึ้นเป็นแผ่นผืน ก็ได้ตวัดแล้วม้วนขวับ พันใส่ส่วนกลางค้อนดาวตกมารอสนีบาตที่ด้านหลังด้วยความพิสดารสุดคาดคิด

 

มารอสนีบาตไม่แตกตื่นลนลาน สองเท้าสลับก้าวตามตำแหน่ง ล่าถอยสองก้าวร่างสาดพุ่งขึ้นอากาศ ค้อนดาวตกในมือหมุนควงหวดกระหน่ำลงกลางขม่อมอีกฝ่ายปานภูเขาถล่มทลาย มารวายุพอตั้งหลักมั่นสูดลมหายใจลึกๆ เกร็งกำลังขึ้นจากจุดสูนย์จนเสื้อผ้าเบ่งพองราวอัดลม ดาบในมือสั่นไหวแผ่วพลิ้วดังขวับเขวียว ทะยานกายเข้ามาพร้อมดาบที่สะบัดฟันออกทั้งสิ้นสามสิบหกคราใส่จุดสำคัญในร่างกายทั้งสามสิบกว่าแห่ง

 

เทวทูตส่งวิญญาณกู่ร้องดังยาวนาน ซัดลูกตุ้มพร้อมสายโซ่ออก สองมือควงขึ้นเป็นวงแล้ววงเล่าจากนั้นผลักดันขึ้นไป เสียงดังสนั่นหวั่นไหวก่อกวนกรวดหินดินทรายรอบบริเวณปลิวกระจายลอยสูงขึ้นในอากาศหลายวา ควันขาวสายยาวเหยียดสองสายแหวกพุ่งออก หนึ่งทะลักใส่มารวายุ หนึ่งพุ่งฝ่าอากาศใสมารอสนีบาต นี่เป็นพลังงูขาว ยอดวิชากำลังภายในแขนงหนึ่งที่น้อยคนในบู๊ลิ้มจะฝึกปรือมาได้เป็นผลสำเร็จ นับตามยุคนี้มีแต่เทวทูตส่งวิญญาณของสมาคมเก้ามังกร ที่ฝึกปรือถึงขั้นสูงล้ำสุดยอด สามารถแผ่พุ่งพลังฝ่ามือจู่โจมไกลถึงยี่สิบวา

 

นับตั้งแต่มันสำเร็จวิชาพลังงูขาว มิเคยมีผู้ใดต้านรับกระบวนท่ามันได้เกินสิบฝ่ามือมาก่อนเลย และน้อยครั้งที่มันจะใช้ออก หากไม่ถึงเวลาคับขันจวนเจียนจริงๆ ครั้งนี้มันถึงกับใช้พลังงูขาวออกมา ที่แท้เป็นเพราะอันใด ย่อมมีแต่มันเท่านั้นที่ทราบ...

สารบัญ / เมนูนิยาย