บทที่ 5 ท่ามกลางศัตรูเข้มแข็ง

-A A +A

บทที่ 5 ท่ามกลางศัตรูเข้มแข็ง

บทที่ 5 ท่ามกลางศัตรูเข้มแข็ง

 

ความเงียบที่หากเข็มตกสักเล่ม ยังสามารถได้ยินโดยชัดเจนเยี่ยงนี้ ในรัศมียี่สิบวาปกคลุมด้วยรังสีที่เข้มข้นชนิดหนึ่ง ความรู้สึกของคนทั้งหมดย่อมไม่สามารถจะคาดเดาได้ ลมวิกาลที่ทั้งเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูก สะท้านถึงจิตใจผู้คนจนสั่นระริกโชยพัดผ่าน ไหนเลยจะคาดเสียงชายเสื้อปะทะลมพลันดัง กระตุ้นทุกผู้คนยิ่งทวีความเขม็งเคร่งตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม โสตประสาทกำลังทั่วร่างถูกเร่งเร้าถึงขีดสุด สายตาที่มีประกายดั่งสายฟ้าทั้งสิบกว่าคู่ ต่างก็เพ่งมองไปยังซุ่มเสียงนั้นเป็นจุดเดียว

 

เงาร่างสีเทาสายหนึ่งโลดละลิ่วมาด้วยท่าร่างประหนึ่งสายฟ้าคะนองฝน หยุดยั้งยืนหยัดมั่นห่างไปสามสิบวาจึงได้แค่นเสียงยะเยียบราวหล่มน้ำแข็งกล่าวขึ้น

 

“เหอะเฮอะ ผู้เยาว์แซ่ฟ่านจวบจนบัดนี้ เจ้ายังมีความมั่นใจว่ากำชัยชนะไว้ถนัดเต็มมืออยู่หรือไร”

 

ฟ่านเข้อนิ่งเงียบครุ่นคิดด้วยความตระหนก สีหน้ายังข่มเป็นปรกติ หลุบสายตาลงต่ำกล่าวตอบเสียงเชื่องช้า

 

“มิกล้า ข้าพเจ้าไหนเลยจะเอาความคิดเยี่ยงนั้นมาไว้ในมือ สหายท่านออกจะพูดหนักไปอยู่บ้าง”

 

บุคคลผู้มาใหม่นิ่งเงียบแค่นเสียงสามครา ดวงตาที่โปนโตปานกระดิ่งทั้งคู่มีประกายโชติช่วงดั่งโคมกระดาษ ร่างของมันคล้ายกลืนหายกับม่านวิกาลที่ยังหลงเหลือ เนิ่นนานท่ามกลางบรรยากาศที่ทวีความหนักอึ้งและเกรี้ยวกราด ซุ่มเสียงที่ยะเยียบปานหล่มน้ำแข็งนั้น ได้หัวร่อเสียงทุ้มต่ำกล่าวว่า

 

“หนักเบาอย่างไร เท็จจริงเยี่ยงไร รออีกสักครู่จะให้พวกเจ้าได้รับทราบเอง”

 

วาจาของมันหยุดไว้แต่เพียงนั้น ส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชาสามครา สายตาทั้งคู่มองไปยังอีกสามคนที่เหลือ ยกมือขึ้นชี้หน้าแล้วจึงกล่าวเหยียดหยามไป

 

“พวกท่านก็คิดยุ่งเกี่ยวเรื่องที่มิใช่ของตัว ระวังไว้ให้มากเถิด ซึ่งความจริงอาศัยเวลานี้ที่เรายังมิอยากจะฆ่าฟัน ก็ยังพอจะเค้นฝีมืออันต่ำต้อยของพวกท่านล่าถอยได้อยู่บ้าง”

 

สตรีชุดแดงนิ่งเงียบมาเนิ่นนาน ยามนี้พอฟังอีกฝ่ายกล่าววาจาเยี่ยงนี้มา หนำซ้ำยังมีท่าทียโสจนโอหังถึงเพียงนั้น โทสะในอกที่พยายามข่มกลั้นไว้แต่แรกจึงเดือดดาลสุดจะระงับสืบต่อไปได้อีกแล้ว ดังนั้นเองจึงได้พวยพุ่งประกายตาที่แหลมคมดุจคมอาวุธประสานสบกับคนชุดเทาตรงๆ กล่าวเสียงเย็นชาขึ้นว่า

 

“ฟังจากวาจา ดูจากท่วงท่าลักษณะของท่าน คล้ายมีที่ถือดีอย่างยิ่งเลย”

 

คนชุดเทาแสยะยิ้มมุมปาก เหลือกตาที่มีประกายขึ้นจนเห็นเส้นเลือดแดงฉาน หัวร่อเคี้ยกๆกล่าวสอดคำขึ้น

 

“เคี้ยกๆ สตรีเยาว์วัยอย่าได้มามีท่าทีเยี่ยงนี้กับเรา เมื่อครู่เราเพียงเสนอหนทางรอดให้เท่านั้น มิได้จะมีเจตนาอื่นสักน้อยนิดเลย เกร็งกำลังตระเตรียมไว้ให้พร้อมเถิด เรามิเคยจะมีจิตใจที่อ่อนโยนปราณีกับสตรีคนใดมาก่อนเลย”

 

บัณฑิตกลางคนที่ด้านข้างคล้ายรับฟังจนเกิดความพลุ่งพล่านขึ้นบ้างแล้ว ก้าวออกมาด้านหน้าของนางหยุดยืนข้างฟ่านเข้อแล้วกล่าวอย่างเยือกเย็น

 

“สหายท่านนี้สงบใจไว้บ้างเป็นไร เรื่องราวในวงพวกนักเลง ถึงอย่างไรจุดจบย่อมต้องใช้กำลัง ข้อนี้มิใช่ว่าเราจะไม่ทราบ ทว่าหากเปลี่ยนอาวุธเป็นแพรพรรณได้ มาตรแม้นว่าชั่วคราวมิใช่ตลอดไป เชื่อมั่นแน่นอนว่าต้องเป็นผลดีอยู่ไม่มากก็น้อย”

 

คนชุดเทาส่งเสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว ยกมือชี้จมูกบัณฑิตกลางคนถ่มน้ำลายคำหนึ่งกล่าวเสียงเกรี้ยวกราด

 

“ถุย ฮะฮา บัณฑิต...อือดูจากท่วงท่าบุคลิกท่าน ก็มีความรอบรู้ในบู๊ลิ้มอยู่ไม่น้อยเลย ไฉนไปมีคำพูดที่อุบาทว์เฉกเช่นกับคายเศษสวะออกมาจากปากได้”

 

บัณฑิตกลางคนสีหน้ายังยิ้มแย้มไม่มีท่าทีผิดปรกติอย่างไรเลย เฒ่าเข่อพ่าที่ด้านข้างยืนสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหว ร่างของมันคล้ายกับหลักศิลาอันมั่นคง สีหน้าท่าทียิ่งนานยิ่งน่าหวาดหวั่น กลิ่นอายการฆ่าฟันแผ่ทะลักออกจนอบอวนเข้มข้นในชั่วระยะเพียงกระพริบตาเดียว ก็ปกคลุมทั่วรัศมีสิบห้าวาไว้อย่างหนาแน่น คนชุดเทาคล้ายมีความตื่นตัวขึ้นบ้างแล้ว ในหัวใช้ความคิดอย่างใจเย็นเค้นเสียงกล่าวสืบต่อ

 

“เป็นไรคิดปะทะอย่างหักโหมแล้วหรืออย่างไรกัน เพียงดูจากท่วงท่ากลิ่นอายการฆ่าฟันเราก็พอจะกล้ากล่าวออกจากปากอยู่บ้าง ท่านนี้ความจริงก็มีความอวดโอ่จนโอหังอย่างยิ่ง”

 

เบนสายตามาทางเฒ่าเข่อพ่า แค่นเสียงคำหนึ่ง จากนั้นหันไปทางนักบู๊ชุดทองที่ด้านขวามือผู้หนึ่งค่อยกล่าวว่า

 

“พวกเจ้าตระเตรียมให้พร้อม รอสักครู่เฮอะๆ”

 

วาจาของมันหยุดไว้แต่เพียงนั้นนักบู๊ชุดทองสิบสองคน ทั้งไม่ส่งเสียงรับคำและไม่ทำความเคารพ ร่างขยับวูบก็พลิ้วขวับล่าถอยไปสิบสองวา ฟ่านเข้อทั้งสี่ยามนี้จึงเพิ่งสังเกตออก ที่แท้นักบู๊ชุดทองนี้ดูผิวเผินคล้ายคนปรกติไม่มีสิ่งผิดสังเกตอย่างไร แต่ผู้ใดจะทราบพวกมันคร่ำเคร่งฝึกปรือยอดวิชาทั้งวันและคืน เป็นเวลานานกว่ายี่สิบปี สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกมันเปลี่ยนแปลงจากผู้ฝึกวิชาบู๊ทั่วไป ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของผู้ลืมตนลืมท่าน  ในห้วงสมองมีเพียงความคิดที่กราดเกรี้ยวอำมหิต และการกระทำที่ดุร้ายป่าเถื่อน

 

เฒ่าเข่อพ่าใบหน้าเคร่งเครียดเย็นชาส่งเสียงทางลมปราณกล่าวกับฟ่านเข้อที่ยืนแน่วนิ่งอยู่ว่า

 

“เด็กน้อยดูท่าตอนนี้น่ากลัวสายเกินแก้แล้ว ในระยะร้อยวาทั่วทุกทิศทาง ซุ่มซ่อนด้วยยอดฝีมืออันเข้มแข็ง เด็กน้อยเจ้าคิดกระทำอันใดขอให้รีบตัดสินใจ”

 

ฟ่านเข้อสูดลมหายใจลึกๆข่มกลั้นความรู้สึกในอกไว้ หันไปยังหนึ่งบัณฑิตกลางคน หนึ่งสตรีชุดแดงใช้สายตาบอกใบ้กล่าวถามเบาๆว่า

 

“สองท่านตอนนี้คิดทำอย่างไร”

 

บัณฑิตกลางคนล่าถอยกลับไปยืนด้านหลังของบุรุษหนุ่มกล่าวตอบว่า

 

“ลำบากให้กังวลมากหลายจริงๆ คิดว่าตอนนี้ข้าพเจ้าต้องเป็นฝ่ายกังวลแทนท่านบ้างแล้ว”

 

บุรุษหนุ่มมึนงงไปวูบ ยามกะทันหันยังไม่สามารถรู้สึกถึงความผิดปรกติ สตรีชุดแดงที่ด้านข้างสีหน้ายามนี้ยิ่งไม่อาจจะคาดเดาความรู้สึกออก มือซ้ายแตะไปที่หว่างเอวเสียงขวับดังสดใส กระบี่อ่อนที่คมกริบเล่มหนึ่งแทงปราดออก เป็นกระบี่ที่ดำประดุจหมึก เป็นกระบี่ที่อำมหิตมีอานุภาพเกรี้ยวกราดสุดแสน และพร้อมกันนั้นบัณฑิตกลางคนที่ด้านหลังของบุรุษหนุ่ม ก็ได้ลงมือแล้วเช่นกัน มันผู้นี้สองมือว่างเปล่า สันมือของมันมีพลังที่แหลมคมและหนักหน่วงไม่ต่ำกว่าห้าร้อยชั่ง แยกย้ายจู่โจมออก หนึ่งฟันใส่กระดูกต้นคอฟ่านเข้อ อีกหนึ่งฟันใส่ไหล่ซ้ายเฒ่าเข่อพ่าที่ยืนห่างออกไป

 

คนทั้งสองใจหายวาบ ในสถานการณ์เยี่ยงนี้ไหนเลยจะมาคาดคิด หนึ่งสตรีชุดแดง หนึ่งบัณฑิตกลางคน ที่คราแรกไม่มีท่าทีว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับคฤหาสน์เขียวขจี ยามนี้จะมาลอบประทุษโดยไม่คำนึงถึงความอุบาทว์ต่ำช้าแม้สักน้อยนิดได้ ดังนั้นเองจึงได้ตะลึงลานกับที่ไม่กล้าจะวู่วามหุนหันเลย

 

ฟ่านเข้อส่งเสียงแค่นหัวร่อเบาๆ มือขวาปัดใส่ตัวกระบี่สตรีชุดแดงเบนห่างไป ร่างพลิ้วเฉียงๆออกทางซ้ายมือสามเชียะเศษ หลบรอดจากกระบวนท่าของบัณฑิตกลางคน

 

ในระยะเวลาเดียวกันนั้นเอง เฒ่าเข่อพ่าลดไหล่วูบมันผู้นี้ฝึกปรือวิชากำลังภายนอกภายในหลากหลายแขนง ขณะไหล่ขยับนิ้วทั้งห้าก็งองุ้มดุจตาขอ ใช้วิชาคว้าจับน้อยจู่โจมขึ้นจากด้านล่างคว้าใส่ข้อสอกมัน กระบวนท่าที่ธรรมดาจนแทบจะหาความพลิกแพลงมิได้นี้ กลับถูกใช้ออกด้วยจังหวะและแง่มุมที่ไม่ธรรมดา นับเป็นความเลิศล้ำสูงส่งได้แล้วจริงๆ

 

บัณฑิตกลางคนคล้ายคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีการตอบโต้เยี่ยงนี้มา แค่นหัวร่ออย่างเย็นชาสองครา ร่างขยับวูบก็ล่าถอยไปหกวาในชั่วระยะเวลาที่เร็วยิ่งกว่ากระพริบตา สตรีชุดแดงพอจู่โจมพลาดผิดก็ไม่มีท่าทีแตกตื่นสงสัยสักน้อยนิด กระบี่ในมือนางคล้ายมังกรพิษ ที่โผล่พ้นออกจากถ้ำ เงาสีแดงกระโดดขึ้นลงด้วยท่าร่างที่เลอเลิศ สะบัดขวับๆๆ จู่โจมรุกไล่ไปอีกสามกระบวนท่า ดอกดวงกระบี่แตกออกเป็นเก้าดวง จุดแต้มนับร้อยๆพันๆดั่งห่าฝน สาดครอบคลุมเข้าหาฟ่านเข้อจากทั่วสี่ทิศแปดทาง

 

บุรุษหนุ่มดวงตาทอประกายดุจสายฟ้า ถีบเท้าทะยานกายขึ้นอากาศ สองมือไขว้แล้วปาดออก บังเกิดเสียงพลังลมทะลักไปดังสนั่นหวั่นไหว ถึงกับก่อกวนจนกรวดหินดินทรายในระยะสี่วารอบตัว กระจายเวียนว่อนขึ้นไปในอากาศ

 

สตรีชุดแดงสีหน้าแปรเปลี่ยนไปวูบ ในเสียงตวาดกระบี่ในมือทวีความกราดเกรี้ยวขึ้นทีละน้อย ลมกระบี่ดังขวับเขวียวผสานกับพลังฝ่ามือของฟ่านเข้อ บังเกิดเป็นพลังกระแทกกระจายออกรอบข้าง กระบี่ฝ่ามือพอปะทะคนทั้งสองก็พลิ้วผละออกจากกัน

 

บุรุษหนุ่มทิ้งตัวลงหัวร่อเสียงเย็นยะเยียบ ท่วงท่าบุคลิกไม่มีความผิดปรกติอย่างไรเลย ผิดกับสตรีชุดแดงที่สองเท้าพอแตะพื้นยังที่ห่างไปยี่สิบวา สีหน้าอดแดงฉานขึ้นมิได้ เลือดลมทั่วร่างพลุ่งพล่านปั่นป่วนแทบกระอักออกจากปากแต่กระนั้นนับว่านางก็เป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งได้อยู่ สูดลมหายใจลึกๆข่มกลั้นสะกดเลือดลมไว้แล้ว จึงได้แค่นเสียงกล่าวกับฟ่านเข้อ

 

“กระบวนท่าเมื่อครู่ไม่เลวเลย หรือว่าท่านจะมีการระมัดระวังตัวทุกขณะจิตได้”

 

ฟ่านเข้อทอดถอนใจส่งเสียงตอบไป

 

“นี่ไม่แน่นักแม่นาง ขอถามสักคำท่านทั้งสองเป็นคนของคฤหาสน์เขียวขจีหรือ”

 

“ใช่แล้วจะเป็นไร มิใช่จะเป็นอย่างไร”

 

“ข้าพเจ้าเพียงถามเท่านั้น อื่นๆมิได้จะมีความคิดใดๆเลย เพียงท่ากระบี่เมื่อครู่นี้ ด้วยความรอบรู้อันต่ำต้อยของข้าพเจ้า ก็พอจะคาดเดาออกมาได้อยู่บ้าง ผู้แซ่จูนับว่ามีผู้สืบทอดอันร้ายกาจจริงๆ”

 

“เด็กน้อยอย่าได้ทำเป็นปลอดโปร่งใจไป เฮอะๆ ตอนนี้น่ากลัวมิใช่ดั่งเช่นในคราแรกแล้ว”

 

กล่าวแล้วเงาสีเทาขยับวูบพลิ้วเข้ามาอีกสิบห้าวา ที่แท้เป็นจินฟางอี้ประมุขป้อมมังกรหลับ บุรุษหนุ่มกวาดตามองรอบข้าง สุดท้ายค่อยเบนสายตามาที่มันกล่าวเสียงเชื่องช้า

 

“เป็นอย่างไรทั้งหลายสิบคนนี้ คิดกลุ้มรุมข้าพเจ้าเพียงลำพังตัว หรือว่ามิกลัวพอข่าวแพร่สะพัดออกไป จะเป็นที่เย้ยหยันแก่บู๊ลิ้ม”

 

จินฟางอี้แหงนหน้าหัวร่อเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ยกมือชี้จมูกบุรุษหนุ่มแล้วจึงถ่มน้ำลายกล่าว

 

“ถุย ผู้เยาว์ที่โอหังนัก ถึงเวลานั้นก็น่ากลัวเจ้าไม่มีวันจะบอกกล่าวต่อผู้ใดได้อีกแล้ว”

 

“ฮะฮา จุดจบยังไม่ปรากฏมาแม้แต่เค้า ไฉนกล้ากล่าววาจาด้วยปากที่แปดเปื้อนเศษสวะเยี่ยงนี้ได้”

 

จินฟางอี้รับฟังจนเลือดลมพลุ่งพล่านดาลเดือด ครึ่งซีกหน้าแดงฉานปานชโลมด้วยโลหิต สะบัดแขนเสื้อตวาดสุดเสียง

 

“บัดซบ ผู้เยาว์มิรู้สึกว่าคุกคามผู้คนมากไปหรือไร”

 

ฟ่านเข้อมึนงงไปวูบ แค่นเสียงเกรี้ยวกราดสอดคำขึ้น

 

“คุกคาม ฮะฮากล่าวประเศริฐมาก ผู้แซ่จินเราก็ใคร่จะทราบ พวกท่านทั้งหมดนี้ หากเกิดการปะทะขึ้นมาในอีกสักครู่ ยังมิแน่เลยว่า ชายเสื้อข้าพเจ้าพวกท่านจะมีความสามารถแตะกระทบได้หรือไม่”

 

บัณฑิตกลางคนยืนหยัดมั่นยังที่ห่างออกไปสิบสองวา รับฟังจนเส้นเลือดที่หน้าผากเบ่งพองขึ้น สีหน้าท่าทีเคร่งเครียดเย็นชา จับตาทั้งคู่ไปยังเฒ่าเข่อพ่า เค้นเสียงยะเยียบกล่าวว่า

 

“ท่านก็คือเฒ่าเข่อพ่า ที่เร้นกายออกจากยุทธจักรเมื่อยี่สิบปีก่อน ฮาๆ นับว่าเสียมารยาทมากจริงๆ ขออภัย ขออภัย”

 

เฒ่าเข่อพ่าลอบโคจรกำลังอยู่หลายเที่ยว ในใจของมันครุ่นคิดด้วยความตระหนกหวั่นไหว มิใช่มันจะไม่ทราบ บัณฑิตข้างหน้ามันนี้เป็นผู้ใด และพลังฝีมือได้ฝึกปรือถึงระดับไหน มาตรว่าเป็นเช่นนั้นปากยังส่งเสียงหัวร่อกล่าวตอบ

 

“ฮาๆ บัณฑิตสองสุดยอดท่าน ออกจะยกย่องมากเกินไป เราผู้เฒ่านับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”

 

บัณฑิตสองสุดยอดนิ่งเงียบไม่ตอบคำ แค่นหัวร่อขึ้นสองครา สองมือรวบชายเสื้ออย่างเงียบงัน ท่วงท่าบุคลิกยิ่งนานยิ่งสูงส่งสง่า พลังสภาวะชนิดหนึ่งแผ่ทะลักออก คุกคามผู้คนจนระย่นย่อ ลมหายใจแทบอึดอัดขัดข้อง ด้วยพลังฝีมือที่สูงล้ำสุดยอด การยกย่องนับหน้านับตาในวงพวกนักเลง ของบัณฑิตสองสุดยอดผู้นี้ จัดเป็นชนชั้นแนวหน้าของบู๊ลิ้มได้แล้ว ดังนั้นเองจึงได้เบนสายตาไปทางฟ่านเข้อและประมุขป้อมมังกรหลับยิ้มแย้มเกลื่อนใบหน้ากล่าวว่า

 

“ประมุขป้อมแซ่จิน หวังว่าเมื่อครู่เพื่อแผนการใหญ่ในภายภาคหน้า คงไม่ถือสาเรากระมัง”

 

จินฟางอี้ผงกศีรษะไม่ตอบคำ หันไปยังสตรีชุดแดงกล่าวเสียงกังวาน

 

“จูกูเหนียง (คำเรียกหญิงสาว) คิดทำอย่างไรเชิญออกคำสั่งด้วย”

 

สตรีชุดแดงยิ้มแย้มหัวร่อเบาๆ ยกมือขึ้นกอดอก ล่าถอยออกไปกล่าวเสียงสดใสนุ่มนวล

 

“แล้วแต่พวกท่านเถิด ข้าพเจ้ามิมีความเห็นอย่างไรเลย”

 

ฟ่านเข้อยืดอกรวบชายเสื้อดังปานแพรฉีกขาด สีหน้าท่าทีฮึกเหิมดุดัน พลังที่เกรี้ยวกราดหนักหน่วงแผ่ทะลักตามติด ส่งเสียงหัวร่อดังยาวนาน ซุ่มเสียงถึงกับเป็นการเปล่งจากจุดสูนย์ มีอานุภาพสั่นไหวไปในอากาศ สะท้อนสะท้านแก้วหูทุกผู้คนแทบแตกทำลาย 

 

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง จินฟางอี้สะบัดมือวูบ ซัดวัตถุสิ่งหนึ่งขึ้นอากาศแตกระเบิดออกดังปง กลุ่มหมอกสีม่วงกระจายคละคลุ้งอบอวน รอบข้างบังเกิดเสียงชายเสื้อปะทะลมดังสับสน เงาร่างสีเหลืองสามสิบหกสายโลดละลิ่วมาด้วยระดับความเร็วไม่ผิดกับสายฟ้า ทิ้งตัวลงยังที่ห่างไปยี่สิบวา

 

บัณฑิตสองสุดยอดล้วงเข้าอกเสื้อเสียงควากพลันดัง เมื่อคลี่พัดจีบก้านเงินออก ไม่ทราบขยับใช้ท่าร่างใด ก็ทะยานขวับสะบัดพัดจีบครอบคลุมใส่ร่างท่อนบนเฒ่าเข่อพ่าไว้อย่างหนาแน่น...

 

สารบัญ / เมนูนิยาย

ความคิดเห็น

รูปภาพของ tor

ขอบคุณครับ รอลุ้นๆ