ตอนไปกันกับโครงการพี่พาน้องเที่ยว (13/พ.ค./2554-15/พ.ค./2554)

-A A +A

ตอนไปกันกับโครงการพี่พาน้องเที่ยว (13/พ.ค./2554-15/พ.ค./2554)

stories tags: 

นับตั้งแต่ฉันตาบอด โครงการอาสาทำให้ฉันพบสิ่งที่แปลกใหม่ มันเป็นอะไรที่อาจไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดออกมาได้เลย ซึ่งคนปกติคงไม่ได้สัมผัสอย่างที่ฉันในตอนนี้ได้สัมผัส แต่มันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับฉัน มันคือความสุข มันคือความรักอีกมุมที่เมื่อก่อนฉันมองไม่เห็น แน่นอน ทุกอย่างในช่วงเวลานี้ฉันจะเก็บมันไว้ตราบนานเท่านาน ทุกลายละเอียด พี่ๆทุกคน ทุกๆอย่าง _^

เริ่มต้นการเดินทาง

ต้องขอบอกก่อนว่าฉันตื่นเต้นมากกับการออกเที่ยวครั้งนี้ มันเป็นการเที่ยวแบบกรุ๊ปครั้งแรกในชีวิต และการเที่ยวครั้งนี้ฉันมีพี่สาวร่วมเดินทางหนึ่งคน นั่นคือ “พี่กล่องเพลง” ของฉันนี่เอง ตอนแรกพี่กล่องเพลงบอกว่าจะไม่ไปด้วยละ ไอ้ฉันก็วิตกมากเลยสิ อ้อ แต่สุดท้ายเรื่องก็ไปได้สวยเพราะพี่สาวตัดสินใจไปเที่ยวด้วยดีกว่าน่ะ  ถึงกำหนดวันเดินทาง แม่เป็นคนมาส่งฉันที่โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือฯ(อันนี้ยังไม่ใช่ชื่อเต็มยศนะ ถ้าเต็มคงยาวกว่านี้อีกหน่อย ^^) เวลาตี 5 เอ๊ะ รึเปล่า อยากบอกว่ามันก็เลือนๆละ(แป๊ว) หลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มวุ่นวาย คณะครูและพี่ๆอาสาต่างเรียกน้องๆมาจัดแถวขึ้นรถกัน ตอนขึ้นรถ ฉันกับพี่กล่องเพลงเลือกที่จะนั่งด้วยกัน ซึ่งมันก็สมใจปรารถนา แล้วรถก็เคลื่อนตัวออกจากสถานที่นั้น ระหว่างการเดินทางฉันก็อดตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้ จนรถเคลื่อนออกมาได้ไกลแล้วพี่ๆและครูในรถก็พากันเดินแจกข้าวหมูทอดให้กิน กินเสร็จก็เป็นเวลาพักผ่อน แต่ฉันไม่อยากพักผ่อนเลยเพราะไม่มีอารมณ์ (ดูเอาเถอะ ขนาดจะพักผ่อนก็ต้องรอให้มีอารมณ์ :3)

ตอนกลางวัน รถเดินทางมาจนถึงนครสวรรค์ ฉันก็ได้ลงกินมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารริมปิงแห่งหนึ่ง ฉันกับพี่กล่องเพลงได้ห่างกันซักพัก แต่ก็คงไม่ห่างกันเท่าไหร่หรอก เพราะมารู้ทีหลังว่าความจริงพี่กล่องเพลงก็นั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับฉันนี่แหละ แต่แค่ไม่ได้นั่งติดกันเท่านั้นเอง นั่งรอไม่นานอาหารก็ถูกทยอยนำมาเสิร์ฟวางบนโต๊ะ อาหารหรูหรามากเลิศสุดๆ พี่อาสาและครูทุกคนแยกกันมาดูแลน้องๆแต่ละโต๊ะ ฉันรีบกินมาก เพราะกลัวจะไม่ทันคนอื่นเขา และพยายามสงบเสงี่ยมที่สุด ก็ไม่อยากถูกว่าอะนะ พี่อาสาก็คอยบอกว่า “ไม่ต้องรีบก็ได้” แต่มันจำเป็นนี่คะเพราะทุกคนเริ่มจะเคลียร์แล้วนี่นา กินข้าวเสร็จปุ๊บพี่ๆก็พาขึ้นรถ ต่อจากนั้นกิจกรรมบนรถที่ฉันเคยฝันว่ามันจะเกิดขึ้นซักวันก็มาถึง พี่ๆเขามีเกมส์ให้เล่นด้วย ตอนนั้นฉันยังไม่ค่อยคุ้นกับพี่ๆอาสาเท่าไหร่เลยแต่ก็สบายๆนะ  เล่นไปเล่นมารถก็แล่นจนมาถึงชลบุรีย์ ซึ่งใกล้ถึงที่พักของพวกเราแล้ว แต่แวะทานอาหารเย็นกันที่ร้านอาหารริมทะเลก่อน พี่อาสาบอกว่า “ร้านอาหารนี้ติดทะเลนะ ได้ยินเสียงคลื่นมั้ย” แห่ๆ อยากจะบอกว่า “หนูไม่ได้ยินค่ะ” ฉันก็บอกไปจริงๆนะ พอดีตอนนั้นเสียงคนมันดังมากนี่นาแถมไอ้เราก็มึนๆอยู่ซะด้วย อาหารเย็นที่ถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะวันนี้เป็นอาหารทะเลสุดหรูอีกแล้ว เครื่องดื่มประจำโต๊ะที่ชอบคือ โค้ก อร่อยๆ อิๆ ฉันก็เริ่มทานซึ่งก็เหมือนเดิมมีพี่อาสามาช่วยดูแลให้ ตักนี่ให้นั่นให้ โอ้โหจนจะกินไม่หมดแล้วนิ เต็มจานโม้ดดด แหะๆฉันถูกชมด้วยนะว่า “น้องนี้ทานเรียบร้อยมากเลยอะ” แหะๆพยายามสุดๆค่ะนี่ ที่จริงพี่เขาชมตั้งแต่ตอนอาหารกลางวันและ ตอนนี้ก็ยังชม อุ๊ยต๊ายตาย แล้วฉันก็รีบกินเหมือนเดิมเพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องมีใครมารอและหาว่าเราเป็นตัวถ่วง ซึ่งถ้าเขาถ่วงฉันไม่ว่า แต่ถ้าตัวเองถ่วงเขาอะสิ รับไม่ได้ กินเสร็จก็ต้องมานั่งแช่นั่งรอพวกที่ยังกินไม่เสร็จและก็คุยกับพี่กล่องเพลงไปด้วย อยากบอกฟ้านี่ช่างน่ารักจริงๆ ถึงบางครั้งเราสองคนจะถูกแยกจากกันแต่สุดท้ายฟ้าก็ลิขิตให้เรามาพานพบเจอกันอีกตลอดเวลาเลย 555 ชีวิตนี้หนีกันไม่พ้น และก่อนเดินทางฉันก็สัญญากับตัวเองแล้วว่า “เราจะไม่ทิ้งกัน” หลังจากทานอาหารเสร็จก็ถูกพามาขึ้นรถ แหมฉันยังไม่อยากเข้าที่พักเลยนะ เพราะยังอยากนั่งรถเล่นต่ออะ แต่จากร้านอาหารไม่กี่นาทีรถก็ถึงจุดหมาย พูดถึงเรื่องที่พัก ตอนแรกฉันคิดกันว่าจะต้องเป็นที่วัดอะไรประมาณนี้แต่ที่ไหนได้ เลิศสุดๆเหมือนอย่างที่เคยฝันไว้ก่อนหน้านี้อีกแล้ว รถเคลื่อนเข้ามาในบริเวณที่พักก่อนจะจอดนิ่งสนิท แล้วฉันก็ค่อยๆเดินลงรถมาด้วยการนำทางของพี่อาสา พอลงรถเรียบร้อยพี่ๆอาสาก็นำไปที่หน้าตึก ซึ่งตรงนั้นมีทีมงานของธนาคารอะไรซักอย่าง (ลืมแล้วอะ แหะๆ) รอต้อนรับอยู่ ตลึงมากเขาต้อนรับฉันอย่างดี พอเดินเข้ามานะจู่ๆก็ถูกคว้าแขนหมับพาเดินแยกออกมา ตอนแรกไม่ยอมให้พาตัวไปง่ายๆหรอกแต่พอรู้เหตุผลก็เข้าใจ คนที่คว้าแขนออกมาเขาบอกว่าจะเป็นคนดูแลฉัน แต่ยังไม่แน่นอนเพราะยังต้องมีการร่วมกิจกรรมที่จะต้องมีการสลับตัวกันอีกอยู่ “เพราะพี่ยังไม่ใช่ตัวจริง”  เขาบอกให้ฉันเรียกเขาว่า “พี่” พี่เป็นผู้หญิงนะ แต่ไม่ได้หนุ่มอยู่หรอกท่าทางมีอายุมากแล้วแหละ(ฟังจากน้ำเสียง) แล้วพี่เขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะมีพิธีต้อนรับและเปิดงานต้องไปที่ห้องประชุม พอมีการเปิดงานกิจกรรมก็เริ่มขึ้น โดยการให้พี่อาสาทุกคนทั้งที่เป็นของโครงการจากปตท.และธนาคารเจ้าของสถานที่มาร่วมเล่นด้วย พี่ๆให้ฉันและทุกคนมาอยู่กันเป็นกลุ่มซึ่งฉันน่าจะอยู่กลุ่ม 8 มั้ง(มั่วแหลกและ) *ที่จริงคือกลุ่ม 5 (พี่กล่องเพลงบอก)ก็รวมถึงพี่กล่องเพลงด้วย แล้วให้จับกลุ่มกันเป็นวงกลม ให้พี่อาสาทุกคนยืนล้อม แล้วพิธีกรณ์ก็บอกว่า ให้พี่อาสาทุกคนเดินรอบน้องๆเป็นวงกลมจนกว่าเพลงจะหยุดถ้าหยุดให้อยู่ตรงนั้น “รักใครชอบใครก็เดินไปหา” แต่จะมีการเคลื่อนไหวตลอด วนไปเรื่อยๆห้ามใครหยุดนิ่งกับที่เด็ดขาด จนเพลงรอบสุดท้ายจบลง ใครยืนตรงไหนกลุ่มใดก็ต้องดูแลน้องๆกลุ่มนั้น แล้วพิธีกรณ์ก็สั่งต่อว่า จะต้องแนะนำตัวเองให้น้องๆรู้จัก ให้ครบ แล้วเดี๋ยวพวกเราจะเดินไปถาม ถ้าน้องตอบไม่ได้กลุ่มนั้นจะต้องแพ้ ซึ่งตรงนี้แหละหูฉันมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ฟังชื่อพี่เขาผิดไปผิดมาอยู่เรื่อย แต่สุดท้ายฉันก็ไม่ได้ถูกถามหรอกเป็นคนอื่น แหะๆรอดดดดด เสร็จกิจกรรมฉันก็ได้พี่หนึ่ง พี่อาสาประจำกลุ่มของฉันเองที่ดูแลมาตั้งแต่เริ่มขึ้นรถละ และพี่ทัศ พี่อาสาของธนาคารพาฉันและพี่กล่องเพลงเดินมาส่งถึงห้องพัก ตอนแรกนึกว่านอนรวม แต่ที่ไหนได้ ส่วนตัวมากๆ โฮะๆชอบๆ ที่พักของฉันเป็นโรงแรมติดทะเลเลยเชียวนะ พี่อาสาของธนาคารบอกว่า โรงแรมแห่งนี้เป็นของธนาคาร ไม่ใช่สมาชิกเข้าไม่ได้ และตอนนี้เราก็ได้รับสิทธิพิเศษ โหๆเลิศค่ะเลิศ ห้องที่ฉันพักคือห้องเบอร์... เบอร์ไม่รุจำไม่ได้และ เป็นห้องใหญ่มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ และที่ดีที่สุดคือฉันกับพี่

กล่องเพลงได้อยู่ห้องเดียวกัน และก็มีพี่หญิงกับพี่น้ำหวานร่วมห้องด้วย 2 ห้อง ห้องหนึ่งคือเตียงคู่ ห้องหนึ่งคือเตียงเดี่ยวใหญ่ และฉันก็เลือกนอนเตียงเดี่ยวกับพี่กล่องเพลง ในห้องนั้นทั้งสองห้องนอนมีทั้งตู้และทีวีให้ด้วยอะ ขอบอกห้องแอร์จ้า โฮ่ยสบายยยย  หลังจากพี่เขาแนะนำห้องเสร็จก็ปล่อยให้พักตามอัธยาศัย ว้าวๆ อิสระ แต่ที่จริงฉันเอาของมาเก็บแล้วค่อยเดินลงไปนั่งฟังคลื่นด้านล่างต่ออีกนะ แหะๆข้ามตอนมา แต่ช่างเถอะก็ไม่มีอะไรมาก ห้องที่พักอยู่มีระเบียงออกไปข้างนอกด้วยนะ แต่ถูกสั่งห้ามว่า “ห้ามใครเปิดเด็ดขาด” ก็ไม่รุเหตุผล แต่ได้ยินพี่ๆอาสาคุยกันว่า “เอ้อแล้วเรื่องระเบียงบอกน้องๆรึยัง”พี่ทัศถาม “อ๋อบอกแล้วค่ะ”พี่หนึ่งตอบ “แล้วไม่ได้เล่าเรื่องนั้นให้ฟังใช่มั้ย” “ไม่ได้เล่าค่ะ” “ดีแล้วเดี๋ยวน้องๆเขาจะกลัว”เนี่ยแหละที่ได้ฟังแล้วถึงกับกระตุกต่อมกลัวให้ฉันทันที คิดบ้าอะไรเนี่ยยยย พอพี่เขาไปก็นึกถึงเรื่องที่พี่เขาคุยกัน ขามันก็ชักสั่นเฉย แต่โชคดีนะพี่กล่องเพลงอยู่ด้วยเลยไม่ค่อยกลัวอะไร กฎอีกอย่างที่คนที่นั่นต้องฟังคือ “ถ้าตอนดึกๆมีคนมาเคาะประตู ถ้าไม่ใช่พี่อาสาห้ามเปิดออกไปเด็ดขาด ถ้าจะไปไหนเดี๋ยวพี่จะมารับเอง” ทำให้คิดไปนั่น แหะๆ แล้วช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนก็มาถึง ฉันกับพี่กล่องเพลงพากันจัดของให้เรียบร้อย จากนั้นพี่กล่องเพลงก็ไปอาบน้ำและตามด้วยเรา ซึ่งห้องน้ำมันอยู่ด้านหน้าติดกับประตูด้านนอกเลยอะ ฉันอาบน้ำไปก็คิดถึงเรื่องนั้น  ก๊อกๆๆ แล้วจู่ๆเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ฉันกลัวมาก ฉันพยายามเงียบที่สุดเพื่อฟังเสียงนั้นแล้วมันก็เงียบไป จากนั้นจะอยู่ทำไมล่ะก็รีบเผ่นเข้าห้องตัวเองเลยน่ะสิ จ๊ากๆ เข้าห้องมาก็มาเปลี่ยนชุดจะนอนแล้วกระโดดขึ้นเตียง เอ้อๆที่จริงดูทีวีด้วยนะกะจะดูเพลิงพรหมอะแต่หาช่องเจ็ดไม่เจอ ตอนอาวสานด้วย พอเจอก็... จบพอดี เฮ่อออเหนื่อยใจ ก็เลยนอนเพราะคุณพี่ขอร้อง เราเป็นน้องที่ดี น่ารักก็ต้องฟังสินะ แหะๆ จ๊วบๆ แต่ว่านะ ข่มตาหลับให้ตายก็ไม่หลับ ดิ้นไปก็ดิ้นมา พยายามเท่าไหร่ก็ไม่หลับ จนปาเข้าไปกี่โมงไม่รุก็เผลอหลับไปแต่เหมือนได้นอนแค่แป๊บเดียวก็ต้องตื่น เพราะพี่กล่องเพลงปลุกแล้ว อันนี้ต้องอาศัยพี่เขาเพราะเราน่ะตื่นยากถ้าไม่มีใครปลุก แหมๆ แต่เรื่องหน้าอายที่สุดคือเราเผลอไปเบียดเบียนพี่เขาน่ะสิ แงๆ ก็ที่นอนดิ้นเมื่อคืนเล่นไปแย่งผ้าห่มเขามาหมด ตอนเช้าพึ่งรู้ แล้วจากนั้นพวกเราก็รีบไปอาบน้ำ รู้มั้ยเราสองคนตื่นกันเช้ามาก พี่หญิงกับพี่น้ำหวานยังไม่ตื่นเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าเราสองคนรู้ว่าเราสองคนทำอะไรไม่ทันแน่ถ้าเผื่อเวลาไว้นิดเดียว พอแต่งตัวทำอะไรเสร็จพี่เขาก็มารับพอดี ว่าว ไม่เสียแรงที่คิดตื่นเช้าๆ ฉันนำกระเป๋าพื้นเมืองติดตัวมาด้วยหนึ่งใบ ในนั้นใส่หมวดที่ได้รับจากการแจกในงานเปิดพิธีเมื่อคืน และก็รวมถึงพัด โทรศัพท์และอื่นๆด้วย ฉันกับพี่กล่องเพลงพากันมัดรวบผมขึ้นสูงแล้วสวมหมวกเดินตามพี่ทัศลงไป(พี่ทัศมารับ) ด้านล่างทุกคนกำลังพากันนั่งทานอาหารเช้ากันอยู่ มีข้าวต้มทะเลและข้าวต้มหมู โจ๊กก็มี และก็มีขนมปังและก็โอวันตินด้วย ฉันเลือกกินโจ๊ก แต่ก็กินไม่หมด ไม่รุสิมันกินอะไรไม่ลง สงสัยจะเช้าเกิน และก็เลือกไปแอ้มขนมปังต่ออีกนิดหน่อย

โปรแกรมสำหรับวันนี้ฉัน พี่กล่องเพลง และทุกคนจะได้ไปเที่ยวกันที่ท่าเรือสัตหีบ ขึ้นเรือรบหลวงจักรีนฤเบศร์กัน เดินทางได้พักหนึ่งรถทัวร์ที่เรานั่งมาก็ถึง เอ้อนี่ๆฉันได้นั่งรถทัวร์ระดับVIP.ด้วยนะ หรูมาก เป็นรถของธนาคาร พวกเรานำรถไปทั้งหมดประมาณ 5 คัน มีรถทัวร์ที่พวกเรานั่งมาจากเชียงใหม่ 3 คัน และรถของธนาคารอีก 2 คัน บุญดีแฮะเรา555 ในรถเบาะนั่งจะเป็นเบาะนั่งไฟฟ้า มีระบบนวดด้วย และก็มีอะไรเจ๋งๆมากมาย ด้านหน้าเบาะจะมี...อะไรอะจำไม่ได้ไม่รุว่าเขาเรียกอะไร สามารถดูหนังฟังเพลงได้ มีอยู่ทุกเบาะเลยนะ นั่งรถมาจนถึงท่าเรือฉันกับพี่กล่องเพลงก็ถูกจับแยกกัน ฉันมากับพี่หนึ่งคนสวย พี่กล่องเพลงไปกับพี่ทัศคนสวย พี่หนึ่งอธิบายบริเวณท่าเรือให้ฟังด้วย รวมถึงสาธยายเกี่ยวกับความอลังการของเรือรบหลวงด้วย พอเดินเข้ามาใต้ท้องเรือ ทุกคนก็ต้องนั่งฟังวิทยากรอธิบายเกี่ยวกับเรือรบหลวงจักรีนฤเบศร์ก่อนเขาจะปล่อยให้เดินชมอิสระ เรือรบหลวงมีทั้งหมด 14 ชั้น สูงและกว้างมาก รายระเอียดนอกนั้นลืมหมดละ อิๆๆ นี่ๆที่สำคัญไม่อยากจะโม้นะ พวกเราได้ขึ้นฐานที่เขาลำเรียงเครื่องบินด้วย ยังกับในฝันอีกแล้ว คือมันจะพาฉันและทุกคนขึ้นไปชั้นบนสุดของเรือได้อย่างรวดเร็วโดยการยกพื้นเรือขึ้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์นะ พวกเราพิเศษ555 พี่หนึ่งบอกว่าทุกคนมองตามเรากันใหญ่หมายถึงนักท่องเที่ยวคนอื่นน่ะ จนถึงบนสุดพี่เขาก็พาฉันเดินชมสถานที่และก็สาธยายทิวทัศน์ด้านบนนี้ให้ฟังอย่างละเอียด (อยากบอกว่าฉันสนิทกับพี่หนึ่งได้ก็เพราะฉากนี้แหละ) แล้วพวกเราสองคนก็ถูกพี่ที่เขาเขียนหนังสืออะไรซักอย่างชื่อดังของเชียงใหม่อะมาขอสัมภาษณ์และก็ถ่ายรูป แหมอยู่กับพี่หนึ่งเนี่ยฉันเป็นนางแบบตลอดๆ บ้ากล้องอย่างไม่อายฟ้าเจ้าค้า อุ๊ยเขินๆ เสร็จปุ๊บก็ต้องนั่งรถไปที่ศูนย์พิทักษ์เต่าทะเลแล้วทานอาหารกันที่นั่น จากท่าเรือฉันได้พวงกุญแจเรือรบหลวงจักรีนฤเบศร์ด้วย ดีใจจะได้สะสมของเพิ่ม อิๆ มาที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลก็ได้ที่ห้อยโทรศัพท์รูปเต่าสีชมพูด้วย (พี่หนึ่งเลือกให้จ้า) แหมถูกใจ อันนี้โดนยัดข้าวอีกแล้วอ่า แต่ก็กินจนหมดตามเคย โอ้ยอิ่ม อยู่ที่นี่มีโอกาสเดินชมพิพิธภัณฑ์เต่าทะเลด้วยนะ มีน้องเต่าพิการอยู่ด้วย พี่ทหารใจกล้าคอยดูแลอยู่ นอกจากนี้ก็มีกิจกรรมปล่อยเต่าน้อยคืนทะเล ที่จริง ลูกเต่าพวกนี้จะยังไม่ถูกปล่อยกลับทะเลง่ายๆจนกว่าจะถึงเวลาที่สมควร แต่เพราะนี่คือช่วงเวลาพิเศษ ลุงทหารที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ก็ให้เป็นกรณียกเว้น โดยให้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งลงไปปล่อยริมทะเล ฉันอยากไปนะ แต่ก็ไม่ได้ไป เพราะติดว่าไม่สะดวกอะไรบางอย่าง เสร็จจากนี่ก็ไปไหว้ท่านเจ้าปู่ด้วย แต่จำไม่ได้แล้วว่าท่านชื่อว่าอะไรแต่รู้ว่าเป็นคนสำคัญของท่าเรือไทย มั้งๆ เสร็จจากนั้นก็ขึ้นรถกลับมาที่พัก แต่ระหว่างนั่งรถกลับพี่เขาก็มีเกมส์ให้เล่นอีก เล่นทั้งขามา ขาไป และก็ขากลับ ถึงที่พักพี่เขาก็เปิดโอกาสให้พักในห้องอย่างเป็นส่วนตัว และประมาณ 3 หรือ 4 โมงพี่เขาก็จะมารับไปทำกิจกรรมริมทะเล ซึ่งก็จะมีชักกะเย่อ ตักน้ำใส่ขวด เตะฟุตบอล และอื่นๆอีกมากมาย เมื่อกิจกรรมสิ้นสุด พี่อาสาก็เปิดโอกาสให้ได้เล่นน้ำ หลายคนคึกคักกันใหญ่ แต่ทำไมฉันไม่สนุกไปกับคนอื่นเท่าไหร่ล่ะเนี่ย ฉันทำอะไรบ้างน่ะหรอ ก็ไม่มีอะไรมากนะ เกาะห่วงยางลอยไปลอยมา โดยมีพี่อาสาคอยดูแลและจับห่วงยางให้ แต่ด้วยความเซ็ง ก็เลยหนีไปหมกในสระน้ำ รู้สึกว่าเกเรเอาแต่ใจจังแฮะ เพราะที่จริงเขาไม่ให้เล่นหรอกสระน้ำแต่ฉันอยากเล่นเลยขอลง แต่ก็ไม่ได้มีฉันคนเดียวหรอก คนอื่นก็มี๊ อีกอย่าง ฉันไม่ใช่แกนนำลงสระคนแรกซักหน่อย เสร็จแล้วก็ต้องไปอาบน้ำเพื่อมาร่วมปาร์ตี้ตอนเย็น เป็นปาร์ตี้ริมเลค่ะ ทุกคนจะได้ร่วมกินDinnerใต้แสงไฟ อิๆ เพราะไม่แน่ใจว่าในงานจะมืดพอให้พูดได้ว่าใต้แสงจันทร์ป่าวน่ะสิ ยังจุดหนึ่งของลานกว้าง มีเวทีตั้งอยู่ บนนั้นนักดนตรีจำนวนหนึ่งทำหน้าที่บรรเลงเพลงให้ความบันเทิงกับทุกคน เอ้า ใครอยากร้องเพลงก็จัดเลยนะคะ หนึ่งในนั้นก็มีฉันรวมด้วย คือ อยากร้องน่ะ แต่ไม่ได้ร้อง เพราะฉันไม่กล้าาา ไม่กล้าบนเวที แต่กล้าร้องตรงนี้ ตรงที่นั่งอยู่นี่แหละ ไม่คิดมาก่อน ว่าความฝันอีกอย่างของฉันจะเกิดขึ้นในการเที่ยวครั้งนี้ สุดท้ายได้รับของแจกด้วย ฉันได้ตุ๊กตานะ เป็นตุ๊กตาหมีสีน้ำตาล ฉันตั้งชื่อมันว่า “ตะวันรอน” เพราะมันมาจากที่นี่ ที่หาดตะวันรอนไง และก่อนเลิกงานก็มีการอำลาที่น่าประทับใจของฉัน ทุกคน และพี่ๆอาสา สื่อมวลชนมากมายต่างถ่ายรูป โอ้ยฉันสวยเข้ากล้องยังเนี่ย แหะๆ ตอนนั้นฉันแทบหลั่งน้ำตาเมื่อรู้ว่าเวลาที่แสนดีนี้กำลังจะหมดและต้องจากพี่อาสาทุกคนไปแล้ว ฮือๆ กระซิก กระซิก หลังจากนั้นฉันก็ถูกพาตัวมาส่งที่ห้องและได้เจอกับพี่คนแรกที่ฉันเจอ ไม่ใช่พี่หนึ่งอะ หมายถึงพี่ที่ตอนแรกเขามาต้อนรับฉัน และตอนเข้านอนฉันกับพี่กล่องเพลงก็เกเรกันนิดหน่อย ไม่ใช่ไรอะก็แค่คุยกันเรียกเสียงหัวเราะเพื่อคลายเครียดเฉยๆ มันสนุกมากๆเลยนะ และวันนี้ฉันสัญญาว่าจะไม่แย่งผ้าห่มละ ถ้าแย่งบอกให้พี่แย่งกลับได้555 ก่อนจะตกอยู่ในนิทราฉันเนี่ยแหละที่เป็นฝ่ายลาหลับก่อน แหมเป็นน้องที่แย่มั่ก 555 ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

รุ่งเช้าของวันที่ 3 วันสุดท้ายของการเที่ยวก่อนจะกลับเชียงใหม่

พี่ทัศมารับฉันที่ห้องดังเดิม พี่ทัศพาฉันกับพี่กล่องเพลงไปทานอาหารเช้าข้างล่าง วันนี้เป็นอาหารฝรั่ง ที่มีขนมปัง ไข่ดาว ไส้กรอก แฮม และก็หมูยอ ตามด้วยน้ำส้มอร่อยๆ จากนั้นก็มีพิธีปิดงานแล้วลาพี่ๆอาสาของธนาคารกลับ แหม พี่ทัศเป็นห่วงฉันกับพี่กล่องเพลงมากเลยนะ ดูแลเราสองคนอย่างดีเหมือนลูกสาว เพราะพี่เขาเรียกเราว่า “ลูกสาว” พี่ทัศส่งเราถึงบนรถซึ่งฉันกับพี่กล่องเพลงก็นั่งด้วยกันอีกแหละ งุงิ จนรถเคลื่อนตัวพี่อาสาของธนาคารก็ยังวิ่งตามมาบ๊ายบ่ายพวกเราก่อนออกประตูด้วย ใจหายยยง่า

ต่อจากนั้นเราก็ต้องนั่งรถไปจนถึงปทุม แล้วก็ไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ลูกเต๋า ลงรถมาก็ต้องมากินข้าวเที่ยงก่อน เฮ่อๆ ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้มาอีกเป็นครั้งที่ 2 นะที่นี่อะ รอบแรกมาแบบคนปกติ รอบนี้มาแบบตาบอด แม่ครบเครื่องจังชีวิตเรา

โอ๊ยยยยย ข้าวกล่องนี้กินยากอะ มันเป็นไก่ย่างห้าดาว แถมช้อนก็อ่อนควัดข้าวไม่ได้ สุดท้ายได้ยินว่า “ถ้ากินไม่ถนัดใช้มือเลยก็ได้”นี้ครูเขาประกาศ 555 ได้ทีละเรา ฉันได้ยินดังนั้นจึงเริ่มใช้มือเปิบเลยอิๆ มือล้วนๆควัดข้าวเข้าปากอย่างไม่เกรงใจนักท่องเที่ยวที่เดินพรุกพล่าน (จะเสียชื่อเด็กเชียงใหม่มั้ยนิ) แหมพี่หนึ่งถึงกับถาม สงสัยไม่คิดว่าเราจะกล้า แห่ๆ แซวเล่นค้า “ใช้มือหรอ”นี่พี่เขาถาม “ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยไปล้างมือ” 55555 ก็ว่างั้นแหละค่ะ จากนั้นฉันก็ถูกพาเดินเที่ยวทั่วสถานที่เลย จับนู่นดูนี่เยอะแยะ ขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นๆลงๆด้วย แต่ที่ชอบคือขึ้นเครื่องจำลองแผ่นดินไหวอะสิ สั่นมาก แต่มัน ฮิๆ เสร็จจากนั้นก็ไม่แวะไหนเลี้ยวนิ เพราะจะตรงกลับเจียงใหม่เจ้าของเราทันทีเลย