บทความเสริม

Subscribe to ฟีด บทความเสริม
ถูกปรับปรุง: 50 นาที 45 วินาที ก่อน

ผมมองเห็นอะไรจากการทำเว็บนิยายออนไลน์ (เล่นๆ) มาเกือบ 5 ปี สิ่งที่คนจะทำเว็บนิยายออนไลน์ต้องอ่านก่อนทำเว็บไซต์

พฤหัสฯ, 06/16/2022 - 14:44
Shared:  (function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/en_US/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs);}(document, "script", "facebook-jssdk")); !function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0];if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src="//platform.twitter.com/widgets.js";fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document,"script","twitter-wjs"); !function(d,s,id){var js,ajs=d.getElementsByTagName(s)[0];if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src="https://secure.assets.tumblr.com/share-button.js";ajs.parentNode.insertBefore(js,ajs); }}(document, "script", "tumblr-js"); !function(d,i){if(!d.getElementById(i)){var j=d.createElement("script");j.id=i;j.src="https://widgets.getpocket.com/v1/j/btn.js?v=1";var w=d.getElementById(i);d.body.appendChild(j);}}(document,"pocket-btn-js"); ! ( d, i) {ถ้า (! d.getElementById (i)) {var j = d.createElement ("สคริปต์"); j.id = i; j.src = "https://widgets.getpocket.com/v1 /j/btn.js?v=1";var w = d.getElementById (i); d.body.appendChild (j);}} (เอกสาร, "pocket-btn-js"); category: Stories

ผมมองเห็นอะไรจากการทำเว็บนิยายออนไลน์ (เล่นๆ) มาเกือบ 5 ปี

อย่างแรกเลยก็คือ ถ้าเว็บไม่สวย ระบบไม่ดีกว่าเจ้าเดิมในตลาด เราจะแข่งขันยาก เพราะอย่าลืมว่าเนื้อหาบนเว็บ หลักๆ เราได้จากนักเขียน ดังนั้นนักเขียนอยู่ไหน คนอ่านก็อยู่นั่น ในทางกลับกันเมื่อมีเนื้อหาเยอะ คนอ่านก็จะไปรวมตัวกันอยู่พื้นที่นั้นด้วยเช่นกัน

ซึ่งอย่าลืมว่า ยิ่งระบบทำความเข้าใจได้ง่ายมากแค่ไหน โดยเฉพาะระบบลงเนื้อหา ระบบขาย ระบบตรวจสอบข้อมูลของนักเขียน รวมถึงระบบการซื้อ ถ้ามันง่าย โอกาสที่เราจะดึงคนมาก็จะเพิ่มขึ้น เพราะเขามองว่าระบบใช้ง่ายกว่าเจ้าเดิม ดีกว่าเจ้าเดิม คนเขาก็จะชักชวนกันมา

อีกจุดหนึ่งที่คิดว่าละเลยไม่ได้ก็คือ คนเราชอบความอิสระ เช่นสมัครสมาชิกแล้วใช้งานระบบเว็บไซต์ส่วนใหญ่ได้เลย (อาทิลงนิยาย ขายนิยาย) ได้เลย โดยไม่ต้องรอผู้ดูแลอนุมัติ อันนี้ก็จำเป็น เพราะถ้าเราไม่เปิดพื้นที่ตรงนี้อิสระ แล้วนักเขียนต้องรอ อันนี้นักเขียนก็จะไม่ชอบ เพราะมองว่ามันยุ่งยาก และเสียเวลา และเว็บที่ทำระบบแบบนี้จะเงียบ

สรุปง่ายๆ ก็คือ ระบบต้องดี ต้องใช้ง่าย UI ต้องสวย ดูดีเป็นมาตรฐาน ถึงจะเรียกคนมาใช้งานได้

แต่แค่นั้นมันยังไม่จบ เพราะว่าเว็บเราไปพึ่งพาเนื้อหาจากภายนอกจนเกินไป ในกรณีที่ไม่มีเนื้อหาจากภายนอก (นักเขียนที่มาลงงาน) เว็บไซต์ก็จะไม่มีอะไรเลย หรือแม้ว่าจะมีเนื้อหา แต่เรื่องคนซื้ออาจจะเป็นปัญหา เนื่องจากเนื้อหาของเรา ไปซ้ำกับเจ้าใหญ่ๆ ในตลาด

แล้วทำไมเนื้อหาของเราถึงจะไปซ้ำกับเจ้าใหญ่ในตลาด?

คำตอบก็ง่ายๆ เพราะนักเขียนส่วนใหญ่ ก็จะเลือกลงขายงานในเว็บใหญ่ๆ ดังๆ ที่เป็นเจ้าตลาดก่อนอยู่แล้ว ดังนั้นกว่าจะมาถึงเว็บเรา คนอ่านก็อาจจะอุดหนุนที่แพลตฟอร์มเหล่านั้นก่อน หรือไม่ต่อให้เห็นเนื้อหานั้นๆ อยู่ในเว็บเรา เขาก็ยังจะไปซื้อที่เจ้าตลาดอยู่ดี เพราะความคุ้นเคยในตัวระบบ รวมถึงยอดเงินใน ID ที่มีพร้อมซื้ออยู่แล้ว เพราะถ้าจะมาซื้อเว็บเรา เขาก็จะต้องเติมเงินเข้าไป ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าไม่ค่อยสะดวก

แล้วแบบนี้ควรทำอย่างไร?

จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย เพราะสิ่งที่เราควรคำนึง คือการมีเนื้อหาเฉพาะที่เป็นของเราเอง เพื่อเป็นตัวชูโรงและเป็นสิ่งดึงดูดให้คนเข้ามาที่เว็บของเรา ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่ทำข้อตกลงกับนักเขียนในประเทศ หรือเป็นงานที่ซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศเข้ามาแปลก็ตาม

ซึ่งเนื้อหาเฉพาะ หรือ Original Content ไม่ใช่เพียงเว็บเล็กๆ หรือเว็บเปิดใหม่ที่ควรทำ เพราะแม้แต่เว็บใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าตลาดก็ยังทำไม่ต่างกัน ดังที่เราจะเห็นได้ว่า เว็บนิยายในแต่ละค่าย มักจะมีเนื้อหาเฉพาะบางอย่างเป็นของตัวเอง บางเว็บก็ลงเนื้อหาให้อ่านเร็วกว่าที่อื่นๆ แต่ก็มีการนำงาน Original ของตัวเองไปลงเจ้าอื่นบ้างเหมือนกัน แต่จะช้ากว่า หรือบางที ก็มีให้อ่านเฉพาะในแพลตฟอร์มนั้นๆ ไม่ลงเจ้าอื่น แต่หลักๆ ก็คือต้องมี Original Content เป็นของตัวเอง เพื่อทำการตลาดและดึงคนเข้าเว็บ

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมีเนื้อหาเฉพาะเป็นของตัวเอง ก็ใช่ว่าเราจะดึงคนเข้าเว็บได้ เพราะใช่ว่าเนื้อหาที่เราเลือกมา จะเจาะกลุ่มคนอ่านได้เสมอ คือทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นความเสี่ยง คือต้องดูทิศทางตลาดด้วยเหมือนกัน ว่าจะต้องผลิตเนื้อหาลักษณะไหนออกมา ถึงจะตรงกับความต้องการของตลาดได้

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การสร้างเนื้อหาเฉพาะมันคือค่าใช้จ่าย สำหรับแพลตฟอร์มไหนที่มีต้นทุนสูง คงจะลงทุนในด้าน Original Content ได้ไม่ยากสักเท่าไหร่ แต่สำหรับแพลตฟอร์มเจ้าเล็กที่ไม่มีต้นทุน ก็คงเป็นปัญหาไม่น้อยเลยล่ะ

เว็บนิยาย เป็นเว็บที่เน้นขายเนื้อหาที่เป็นเรื่องราว ดังนั้นคนที่สนใจทำเว็บแนวนี้ คงต้องคิดดูให้ละเอียดว่า เราจะทำยังไงให้เนื้อหาและเรื่องราวของเราขายในตลาด และดึงคนเข้าไปที่เว็บของเราได้

ส่วนตัวผมไม่ได้เดินทางสายนี้อย่างจริงจัง เพราะเดิมทีก็ไม่ได้หวังผลกำไรอะไรอยู่แล้ว โครงสร้างเว็บส่วนใหญ่ผมลงมือทำเองด้วยซ้ำ แม้อาจจะมีบางส่วนที่จำเป็นต้องให้นักพัฒนาท่านอื่นมาช่วยดูแล แต่ก็ลงทุนไม่สูง แต่สำหรับท่านใดที่สนใจในทางสายนี้ หรือมีเว็บของตัวเองที่เกี่ยวกับทางสายนี้อยู่แล้ว คงต้องคิดอย่างจริงจัง เพราะมันเป็นตัวชี้วัดว่า เว็บของเราจะยืนอยู่บนตลาดที่ไม่กว้างสักเท่าไหร่ในเมืองไทยแห่งนี้ได้หรือไม่ และอยู่ได้นานเท่าไหร่ และจะได้กำไรได้ยังไง จะทำเป็นอาชีพหลักได้ยังไง

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าผมไม่หวังทำกำไรกับเว็บที่ทำอยู่ในปัจจุบัน แล้วจะมาทำเว็บไซต์ทำไม?

ทีแรกผมว่าจะไม่เล่าในบทความนี้ แต่เขียนมายาวขนาดนี้ เลยคิดว่าขอเล่าเลยก็แล้วกันครับ

ก่อนอื่น ผมบอกก่อนเลยว่า ผมเป็นคนพิการทางสายตา หรือคนตาบอดสนิทเลย ที่ใช้โปรแกรมเทคโนโลยีต่างๆ ได้ ก็เพราะโปรแกรมช่วยอ่านหน้าจอ อันนี้ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม ไปหาได้จาก Google หรือเข้าไปหาที่ Blindliving.club ครับ ผมเขียนบทความอธิบายไว้หมดแล้ว

ซึ่งเมื่อหลายปีที่แล้ว เว็บนิยายออนไลน์ต่างๆ ต่างพากันปรับระบบขนานใหญ่ ทำให้เกิดอุปสรรคในการเข้าถึงของคนตาบอด เรียกได้ว่าเว็บนิยายที่คนตาบอดอย่างผมเข้าถึงได้ มีน้อยลงไปทุกวัน ดังนั้นผมเลยต้องการจะหาพื้นที่ของตัวเอง ที่เรามั่นใจว่า มันจะมีนิยายให้คนตาบอดอย่างเราเข้าถึงได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในการเข้าถึงการลงเนื้อหา หรืออ่านเนื้อหา (สำหรับใครที่ไม่รู้ คนตาบอดเป็นนักเขียนก็มีเยอะนะเออ ผมด้วยคนหนึ่ง) ดังนั้นผมจึงมีความคิดเรื่องเว็บไซต์นิยายเป็นของตัวเอง แล้วเริ่มลงมือทำตั้งแต่ตอนนั้น

ก็ทำแบบงูๆ ปลาๆ มาเรื่อยๆ จนมีหน้าตาพอดูได้ ก็เมื่อในปี 2021 (เริ่มลองทำด้วยตัวเองตั้งแต่ปี 2018 ตอนนั้นเรียนปี 3 มั้งถ้าจำไม่ผิด) เรียกได้ว่าใช้เวลานานมากเลยแหละ เพราะตอนนั้นทำแบบไม่มีความรู้พื้นฐานใดๆ แถมผมตาบอดด้วย เลยงงๆ กับพวกรูปลักษณ์เว็บไซต์ หรือพวก UI ด้วยนั่นแหละ

ท้ายที่สุดก็ได้เว็บตัวเองสมใจ แถมคนตาบอดเข้าถึงแน่นอน แค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้ว เพราะหลายๆ อย่าง ผมเลยไม่ได้หวังผลกำไรจากตรงนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าได้มันก็ดี แต่คงยาก นี่ถ้าผมไม่มีงานประจำ ก็ยังไม่รู้เลยว่า เว็บจะรอดมาถึงวันนี้หรือเปล่า (ฮา)

เอาจริงๆ จากใจ ผมไม่คิดจะเล่าอะไรแบบนี้ เพราะมันดูเหมือนว่า ผมเอาความตาบอดของตัวเองมาเรียกร้องความสนใจให้คนเข้าเว็บ แต่จะเก็บอะไรแบบนี้ไว้คนเดียวก็คันมืออยากพิมพ์ เลยไม่ใส่ข้อมูลไว้บน Keangun แต่เอามายัดใส่ไว้ในบล็อกของตัวเองดีกว่า

สุดท้ายแล้ว ผมอยากจะบอกว่า ถ้าคุณคิดอยากจะทำเว็บแนวนิยายออนไลน์จริงๆ และมุ่งเน้นหวังผลกำไร คุณจะต้องมีอะไรที่แตกต่างจากเจ้าอื่น และหาวิธีมาดึงคนเข้าเว็บให้ได้ เพราะรายได้ของคุณมันอยู่ตรงคนอ่านนี่แหละ ถ้ามีเนื้อหา แต่ไม่มีคนกดซื้อ อันนี้ละแย่แน่นอน ส่วนเรื่องรายได้จากโฆษณา บอกแบบไม่โลกสวยเลยครับ ว่าไม่คุ้ม เพราะเดือนหนึ่งได้ถึง 300 บาทนี่ก็หรูแล้ว ดังนั้นคิดให้ดีครับ

วันนี้ว่างจากการอ่านนิยาย และงานหลัก เลยแวะมาเขียนให้อ่านกันเล่นๆ ครับ ก็หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับใครที่สนใจทำเว็บแนวนี้ครับผม

Tags: #เว็บนิยาย#เขียนนิยาย#นักเขียน#นักเขียนตาบอด#คนอ่านนิยาย#นิยายแปล#นิยายจีนแปลไทย

[รีวิว] ‘The First Order สู่รุ่งอรุณแห่งมวลมนุษย์’ ระบบ โลกาวินาศ และการเอาชีวิตรอด

พฤหัสฯ, 06/16/2022 - 10:35
Shared:  (function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/en_US/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs);}(document, "script", "facebook-jssdk")); !function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0];if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src="//platform.twitter.com/widgets.js";fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document,"script","twitter-wjs"); !function(d,s,id){var js,ajs=d.getElementsByTagName(s)[0];if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src="https://secure.assets.tumblr.com/share-button.js";ajs.parentNode.insertBefore(js,ajs); }}(document, "script", "tumblr-js"); !function(d,i){if(!d.getElementById(i)){var j=d.createElement("script");j.id=i;j.src="https://widgets.getpocket.com/v1/j/btn.js?v=1";var w=d.getElementById(i);d.body.appendChild(j);}}(document,"pocket-btn-js"); ! ( d, i) {ถ้า (! d.getElementById (i)) {var j = d.createElement ("สคริปต์"); j.id = i; j.src = "https://widgets.getpocket.com/v1 /j/btn.js?v=1";var w = d.getElementById (i); d.body.appendChild (j);}} (เอกสาร, "pocket-btn-js"); category: Book Review

รีวิว (Review)

  • ชื่อเรื่อง : The First Order สู่รุ่งอรุณแห่งมวลมนุษย์
  • ผู้เขียน : ฮุ่ยซัวฮว่าเตอโจ่วจื่อ
  • ประเภท : นิยายแฟนตาซี
  • จำนวนตอน : 150 ตอน (ยังไม่จบ)
  • ผู้แปล : ขุนเขาตำรา
  • ลิขสิทธิ์ในไทย : Ink Stone Entertainment
  • อ่านได้ที่ คลิก
เรื่องย่อ

เมื่อตกอยู่ในอันตราย ความหวังคืออาวุธ 'ลำดับแรก' ของมนุษย์

หลังภัยพิบัติผ่านพ้นไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความเสื่อมโทรมของอารยธรรมมนุษย์

ไร้ธรรมเนียม ไร้กฎเกณฑ์ ไร้ซึ่งคุณธรรม

มนุษย์ไม่ได้อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอีกต่อไป

...

'เริ่นเสี่ยวซู่' เด็กหนุ่มวัย 17 ปีผู้อพยพแห่งป้อมปราการ 113 ความเป็นมาของเขาไม่แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ เขาเป็นนักล่ามือฉมัง

หลังจากผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายใน 'แดนรกร้าง' มาได้ก็เกิดหมอกดำประหลาดขึ้นในห้วงจิต

และนั่นเป็นสาเหตุของอาการป่วยทางสมองของเขา

แต่อยู่มาวันหนึ่งหมอกดำในห้วงจิตก็มลายหายไป เผยให้เห็น 'พระราชวัง' ปริศนา ที่น่าแปลกคือหลังจากนั้นเขาก็มักจะได้ยินเสียงลึกลับจากพระราชวังที่สั่งให้เขาทำภารกิจช่วยเหลือผู้อื่น?!

หลังจากทำภารกิจสำเร็จแล้ว เขาจะยังได้รับรางวัลจากพระราชวังอีกด้วย

ทว่ายังไม่ทันได้สำรวจพระราชวังนั้นให้ละเอียดดี เขาก็จับพลัดจับผลูต้องไปเป็นคนนำทางเข้าไปในแดนรกร้างที่เขาพยายามเลี่ยง

และนี่คือจุดเริ่มต้นการผจญภัยในแดนรกร้างของเริ่นเสี่ยวซู่...เด็กหนุ่มที่อาจกลายเป็นผู้นำพาความหวังและแสงสว่างมาสู่มนุษยชาติ!

รีวิว

ส่วนตัว ผมเริ่มอ่านนิยายแปลเรื่องนี้เพราะนิสัยของพระเอกอย่าง ‘เริ่นเสี่ยวซู่’ ล้วนๆ เลย เพราะเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก เพราะมีความเป็นตัวเองค่อนข้างสูง กล่าวคืออ่านแรกๆ เราอาจจะมองว่าอีกฝ่ายเอาตัวรอดเก่ง ดูเย็นชา คือนอกจากน้องชายแล้วก็แทบไม่เอาใคร แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย

เพราะแม้ว่าในบางแง่มุมอาจจะดูเย็นชาอยู่บ้าง แต่ถ้าใครดีกับพี่แก พี่แกก็ช่วยนะ แต่ “ช่วย” ไม่ได้หมายความว่าช่วยแบบไม่ลืมหูลืมตาเหมือนนิยายหลายเรื่อง แต่คนที่พี่แกช่วย จะต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย คือเริ่นเสี่ยวซู่จะช่วยเท่าที่จำเป็น ที่เหลือก็ดูแลตัวเองไป อีกทั้งไม่ใช่ว่าจะคอยให้แต่คนอื่นช่วย แต่คนที่พี่แกช่วย ก็ต้องพยายามทำตัวเองให้มีประโยชน์กับกลุ่มด้วย ไม่ใช่รอรับผลประโยชน์อย่างเดียว

นอกจากนี้ แม้โทนเรื่องจะออกดูมืดๆ เทาๆ หน่อย แต่ถ้าเราอ่านไปเรื่อยๆ เราจะรู้เลยว่า “ในความมืด...ก็ยังมีแสงสว่าง” ไม่ใช่ทุกคนที่เลวที่สุด และไม่ใช่ทุกคนที่ดีที่สุด บางสถานการณ์คนที่เราคิดว่าเลว ก็กลายมาเป็นฝ่ายช่วยคนดีให้รอดจากความเป็นตายได้เหมือนกัน ความดีความเลวของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกมองมุมไหน บางทีการช่วยเหลือกันยามลำบาก แม้จะเคยรู้สึกไม่ดีต่อกันมาก่อน แต่มันก็ก่อเกิดมิตรภาพได้

ตัวละครหลักๆ มีเหตุมีผลเป็นของตัวเอง มีการประเมินสถานการณ์ มีการแสดงออกอย่างมีเหตุผล บางครั้ง แม้จะอยู่คนละฝ่าย แต่บทจะช่วยกันเอาชีวิตรอดขึ้นมาจริงๆ ก็พอเชื่อใจกันได้ ต่างจากนิยายหลายๆ เรื่อง ที่มันจะตายห่ากันอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่วายหักหลังกันซ้ำไปซ้ำมา จนคนอ่านถึงขั้นตั้งคำถามกันเลยว่า “แม่ง จะตายห่ากันอยู่แล้ว ยังจะเสือกมาตีกันอีก ประเมินสถานการณ์ไม่เป็นหรือไงวะ?” กันเลยทีเดียว

เนื้อเรื่องเดินไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว มีรายละเอียดเท่าที่จำเป็น ถามว่าเนื้อเรื่องเข้มข้นมากไหม อันนี้ตอบเลยว่าพอสมควร แต่เนื้อเรื่องไม่หนักมาก เพราะมีความฮา มีมิตรภาพให้เราซึ้งใจอยู่เรื่อยๆ ในนั้นเราจะเห็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ และในทางกลับกัน เราก็จะเห็นน้ำใจของมนุษย์เช่นกัน

สำนวนการแปล สำหรับผมถือว่าโอเคเลย มันอาจจะดูกระชับ ไม่สวยงามสำหรับหลายท่าน แต่ส่วนตัวผมมองว่าพอดี เพราะเรื่องแนวนี้มันต้องใช้สำนวนประมาณนี้ เพราะถ้าเยิ่นเย้อมากไป เรื่องจะดูเอื่อย พลอยให้หมดความตื่นเต้นไป

ใครชอบสายวันสิ้นโลก สายเอาชีวิตรอด สายผจญภัย สายพวกพ้อง สายกลมกล่อม เนื้อหาเข้มข้นแบบไม่หนักมาก ผมว่าเรื่องนี้ตอบโจทย์ครับ

หลังจากอ่านรีวิวจบแล้ว ผมก็ขอฝากเว็บไซต์อ่านเขียนนิยายของผมเอง เอาไว้ในตัวเลือกของทุกๆ คนด้วยนะครับ ลงได้ทั้งนิยายแต่งและนิยายแปล โดยได้รับส่วนแบ่งถึง 80% ส่วนเว็บไซต์คิดค่าฝากขายเพียง 20% เท่านั้นครับ

ผมทำเว็บนิยายเพราะความชอบ ไม่ค่อยได้คิดเรื่องกำไรสักเท่าไหร่ ใครสนใจก็แวะไปเยี่ยมเยือนกันได้ที่ เขียนกันดอทคอม เว็บนิยายออนไลน์ กันนะครับ

Tags: #แนะนำนิยาย#นิยายแปล#นิยายแฟนตาซี#นิยายจีนแปลไทย#แนะนำนิยายแฟนตาซี#ฮุ่ยซัวฮว่าเตอโจ่วจื่อ#ขุนเขาตำรา#InkStoneEntertainment

ทำไมผมถึงคิดว่า โปรเกรสซีฟเว็บแอป (PWA) จะมาแทนที่แอปพลิเคชันในอีกไม่ช้า

พฤหัสฯ, 06/02/2022 - 17:18
Shared:  (function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/en_US/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs);}(document, "script", "facebook-jssdk")); !function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0];if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src="//platform.twitter.com/widgets.js";fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document,"script","twitter-wjs"); !function(d,s,id){var js,ajs=d.getElementsByTagName(s)[0];if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src="https://secure.assets.tumblr.com/share-button.js";ajs.parentNode.insertBefore(js,ajs); }}(document, "script", "tumblr-js"); !function(d,i){if(!d.getElementById(i)){var j=d.createElement("script");j.id=i;j.src="https://widgets.getpocket.com/v1/j/btn.js?v=1";var w=d.getElementById(i);d.body.appendChild(j);}}(document,"pocket-btn-js"); ! ( d, i) {ถ้า (! d.getElementById (i)) {var j = d.createElement ("สคริปต์"); j.id = i; j.src = "https://widgets.getpocket.com/v1 /j/btn.js?v=1";var w = d.getElementById (i); d.body.appendChild (j);}} (เอกสาร, "pocket-btn-js"); category: Stories

คิดว่าหลายๆ คน คงจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำว่าโปรเกรสซีฟเว็บแอป (Progressive Web Apps) หรือที่เรียกกันอย่างย่อๆ ว่า PWA กันสักเท่าไหร่ แต่เชื่อหรือไม่ว่า อีกไม่นาน เจ้าตัวโปรเกรสซีฟเว็บแอปนี่แหละ มีแนวโน้มที่จะมาแทนที่แอปพลิเคชันที่เรามักนิยมติดตั้งกันลงในสมาร์ทโฟน

โปรเกรสซีฟเว็บแอป และแอปพลิเคชันแตกต่างกันอย่างไร?

หากจะให้อธิบายแบบง่ายๆ เมื่อเรานึกถึงแอปพลิเคชัน ก็คือเวลาเราต้องการใช้งาน หรือใช้ฟังก์ชันต่างๆ ของบริการไหนสักบริการ เราก็จะต้องดาวน์โหลดตัวไฟล์ หรือตัวแอปพลิเคชันนั้นๆ ให้เข้ามาอยู่ในเครื่องของเรา เราถึงจะใช้งานสิ่งที่เราต้องการได้อย่างสะดวก

ข้อดีของระบบนี้ก็คือ ข้อมูลส่วนต่างๆ อยู่ภายในเครื่องของเราเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการทั้งหมด ดังนั้นการใช้งานจึงตอบสนองได้เร็ว อีกทั้งเรายังสามารถใช้งานฟังฟ์ชันบางอย่างได้ ทั้งที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต หากยังไม่เห็นภาพ ก็ให้เรานึกถึงการใช้งานแมสเซ็นเจอร์หรือไลน์ ที่แม้ว่าจะไม่มีเน็ต แต่เราก็ยังกดเข้าไปอ่านข้อความต่างๆ ได้ เพียงแค่ข้อมูลจะไม่ได้เป็นเรียลไทม์ และจะไม่สามารถรับข้อมูลการแจ้งเตือนใหม่ๆ เพิ่มเติมได้

แต่ข้อเสียของระบบนี้ก็เห็นได้ชัดเจนมาก นั่นคือกินเนื้อที่ในอุปกรณ์ของเรา ยิ่งแอปพลิเคชันมีข้อมูลมาก ก็ยิ่งกินพื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่องเรามาก ซึ่งสำหรับบางคน ถ้ามีแอปพลิเคชันในเครื่องไม่เยอะ ก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร แต่สำหรับหลายๆ คนที่ชอบสะสมแอปพลิเคชันเยอะๆ ก็จะมองเห็นปัญหากันชัดเจนขึ้น กล่าวคือพื้นที่ก็มีจะไม่พอ แต่ไม่ว่าแอปตัวไหนก็อยากเก็บไว้

ข้อเสียอีกอย่างที่อาจจะไม่เกี่ยวกับคนใช้งานโดยตรง แต่ผู้ให้บริการรับไปเต็มๆ เลยนั่นก็คือ จะต้องคอยหมั่นอัปเดตแอปพลิเคชันของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย หรืออัปเดตให้ตามระบบปฏิบัติการหลักในมือถือ อาทิระบบแอนดรอยและ IOS ซึ่งถ้าทุนไม่หนาพอ ก็ลำบากแน่นอน อีกอย่างก็ต้องคอยจ้างบริษัทนักพัฒนามาคอยตามดูให้ตลอด (ในแง่ธุรกิจเล็กๆ ที่ไม่มีนักพัฒนาของตัวเอง) แค่นึกถึงก็สาหัสแล้ว

แต่ข้อเสียที่ไล่ๆ มาข้างต้นจะหายไป เมื่อเราพัฒนาระบบเว็บไซต์ของเราให้เป็นโปรเกรสซีฟเว็บแอป

ในส่วนของโปรเกรสซีฟเว็บแอป ระบบการทำงานจะยืนพื้นอยู่บนเว็บไซต์ แต่ที่ต่างจากเว็บไซต์ทั่วไปก็คือ ตัวระบบจะสามารถทำงานฟังก์ชันบางฟังก์ชันได้แทบไม่ต่างจากแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือน การใช้งานกล้อง การใช้งานไมโครโฟน การใช้งานแบบออฟไลน์ หรือแม้กระทั่งการใช้งานตำแหน่งที่อยู่ของเรา โดยส่งข้อมูลต่างๆ ผ่านเบราว์เซอร์ในอุปกรณ์ของเรา แถมเข้าใช้งานได้ทุกระบบปฏิบัติการ ไม่มีแบ่งแอนดรอย วินโด หรือ IOS เรียกได้ว่าพัฒนาครั้งเดียว ครอบคลุมทุกระบบปฏิบัติการกันเลย การติดตั้งก็ง่ายแสนง่าย แค่เรากดเพิ่มทางลัดเพิ่มเข้าไปไว้ในเครื่อง ก็ถือว่าเป็นการติดตั้งและพร้อมใช้งานแล้ว

แต่แน่นอนว่าไม่มีระบบใดที่ไม่มีข้อเสีย เจ้าระบบโปรเกรสซีฟเว็บแอปก็เช่นเดียวกัน

แม้ว่าฟังก์ชันบางอย่างจะทำได้เกือบเท่าเทียมกับแอปพลิเคชัน แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่โปรเกรสซีฟเว็บแอปไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะฟังก์ชั่นใดๆ ก็ตาม ที่จะเป็นต้องใช้ทรัพยากรจากเครื่องเราเป็นหลัก ก็อาจจะทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่สะดวกเท่าแอปพลิเคชัน เพราะตัวเว็บไซต์ไม่สามารถเข้าถึงเนื้อที่ในเครื่องของเราได้นั่นเอง แต่จะทำงานบนเบราว์เซอร์เป็นหลัก

อีกทั้งเมื่อเราไม่มีเน็ตในเครื่อง เราเองก็จะไม่สามารถใช้ฟังก์ชันหลายอย่างได้ เพราะการใช้งานบางคุณลักษณะ มันจำเป็นจะต้องทำผ่านเซิร์ฟเวอร์ เมื่อตัวเบราว์เซอร์ไม่สามารถส่งคำสั่งถึงเซิร์ฟเวอร์ได้ เราจึงไม่สามารถใช้งานได้นั่นเอง

เรียกได้ว่าแต่ละระบบก็มีข้อดีข้อเสียในตัวของมันเอง

แล้วทำไมผมถึงคิดว่าในอนาคตโปรเกรสซีฟมีแนวโน้มที่จะมาแทนที่แอปพลิเคชันน่ะเหรอ

นั่นก็เพราะว่า ทุกวันนี้แอปพลิเคชันมันล้นตลาดไปหมด เอะอะอะไร บริการอะไรก็แห่กันไปทำระบบแอปพลิเคชันกัน ทั้งที่จริงแล้ว บริการหลายๆ ตัว ไม่จำเป็นที่จะต้องทำระบบเป็นแอปพลิเคชันเลยก็ได้ จะเรียกว่ามันเกินความจำเป็นก็ไม่ผิดเท่าไหร่นัก ให้ยกตัวอย่างก็เช่นแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการอ่าน อาทิบทความ ข่าว หรือ นิยายออนไลน์ ซึ่งฟังชันอย่างมากก็แค่การแจ้งเตือน การอ่านแบบออฟไลน์ (ยกเว้นพวกอีบุ๊คไว้นะ เพราะอันนี้เขามีโหลดไฟล์มาเก็บไว้ในเครื่องได้ อันนี้ต้องเป็นแอปพลิเคชัน โปรเกรสซีฟยังทำไม่ได้) แต่ถ้าเป็นส่วนอื่นๆ โปรเกรสซีฟตอบโจทย์ได้สบาย

เพราะเหตุนี้ บริการต่างๆ ที่มองว่าการทำแอปพลิเคชันเกินความจำเป็น และดูจะใช้ต้นทุนสูงเกินไป ก็จะหันมาทำระบบเวบไซต์ของตัวเองที่มีอยู่เดิม ให้กลายเป็นโปรเกรสซีฟเว็บแอป และแน่นอนว่าแอปพลิเคชันก็จะมีส่วนสำคัญน้อยลงไป ผู้ใช้งานอย่างเราๆ ก็จะมีทางเลือกมากขึ้น ว่าบริการไหน เราควรจะโหลดแอปพลิเคชัน บริการไหน เราควรจะใช้เป็นโปรเกรสซีฟเว็บแอป แล้วพอเราลดจำนวนแอปพลิเคชันที่จำเป็นต้องโหลดมาติดตั้งในเครื่องลงไปได้ พื้นที่ในเครื่องของเราก็จะเยอะขึ้นด้วยนั่นเอง เราก็จะได้พื้นที่เก็บไฟล์วิดีโอ ไฟล์ภาพ ฯลฯ เพิ่มขึ้นมา

หากถามว่า ทั้ง 2 ระบบนี้ ระบบไหนดีกว่ากัน คำตอบก็คือไม่มี เพราะทั้ง 2 ระบบต่างก็มีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับเราแล้วละว่า เราจะเลือกใช้ยังไงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของเรามากที่สุด

Tags: #Pwa#โปรเกรสซีฟเว็บแอป#แอปพลิเคชัน#เว็บไซต์#Application#ProgressiveWebApps

ทักษะการสรุปความ ตีความ ใครว่าไม่จำเป็น

เสาร์, 05/07/2022 - 10:06
Shared:  (function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/en_US/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs);}(document, "script", "facebook-jssdk")); !function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0];if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src="//platform.twitter.com/widgets.js";fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document,"script","twitter-wjs"); !function(d,s,id){var js,ajs=d.getElementsByTagName(s)[0];if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src="https://secure.assets.tumblr.com/share-button.js";ajs.parentNode.insertBefore(js,ajs); }}(document, "script", "tumblr-js"); !function(d,i){if(!d.getElementById(i)){var j=d.createElement("script");j.id=i;j.src="https://widgets.getpocket.com/v1/j/btn.js?v=1";var w=d.getElementById(i);d.body.appendChild(j);}}(document,"pocket-btn-js"); ! ( d, i) {ถ้า (! d.getElementById (i)) {var j = d.createElement ("สคริปต์"); j.id = i; j.src = "https://widgets.getpocket.com/v1 /j/btn.js?v=1";var w = d.getElementById (i); d.body.appendChild (j);}} (เอกสาร, "pocket-btn-js"); category: Stories

ผมว่าปัญหาของคนไทยยุคใหม่ที่ชัดเจนคือ เวลาอ่านขาดการสรุปความและตีความ ขาดการทำความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองอ่าน

ทำไมผมถึงคิดแบบนั้น? นั่นเพราะหลายครั้งที่ผมเห็นใครหลายคนมักตั้งกระทู้หรือโพสต์ในเชิงขอความช่วยเหลือประมาณว่า อ่านแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจ อ่านแล้วยังงงๆ อ่านแล้วเนื้อหาเยอะเกิน สรุปให้เข้าใจง่ายๆ หน่อยได้ไหม

หรือบางคนเล่นอ่านแค่บันทัดแรก แล้วมาสอบถามรายละเอียดต่างๆ เอาทีหลัง (อันนี้หน้าเบื่อ) ตัวอย่างง่ายๆ เช่นโพสต์รับสมัครงาน ในโพสต์ก็แจ้งรายละเอียดชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ เวลาทำงาน ฯลฯ ที่เกี่ยวกับการทำงาน แต่ก็เล่นไม่อ่านกัน เวลาสอบถาม ก็มาถามอะไรซ้ำๆ กับที่ตัวโพสต์เองได้อธิบายไปแล้ว คนไทยใช้คำถามกันสิ้นเปลืองจริงๆ

ปกติ การตั้งคำถามคือ ต้องเป็นเรื่องที่ไม่มีรายละเอียดระบุเอาไว้ หรือรายละเอียดระบุเอาไว้ไม่ชัดเจนพอ จึงจำเป็นจะต้องสอบถามเพิ่มเติม ไม่ใช่มาตั้งคำถามเหมือนกับคนไม่เคยอ่านเงื่อนไขการรับสมัครมาก่อนแบบนี้ ถ้าผมเป็นบริษัทที่ต้องการคน บอกเลยว่าผมจะตัดคนประเภทนี้ออกเป็นอันดับแรก เพราะแค่อ่านโพสต์ให้จบอ่านแล้ว สรุปความทำความเข้าใจยังทำไม่ได้ จะมาทำงานยากๆ ได้ยังไง

ทักษะพวกนี้มันฝึกกันได้ เรียนมาตั้งแต่ประถมยันมหา'ลัย แต่คนที่เข้าใจและใช้เป็นในสังคมจริงๆ หายาก ผมว่ามีทักษะพวกนี้ไว้ดีกว่าไม่มี เพราะไม่ใช่ทุกครั้ง ที่เวลาคุณตั้งคำถามแล้วจะมีคนตอบให้ทุกครั้ง บางเรื่องบางอย่างมันก็ต้องอ่านเอง ทำความเข้าใจเอง ใครก็ช่วยคุณไม่ได้

อย่าว่าแต่การอ่านเลย เพราะบางทีแม้กระทั่งการฟัง ก็ยังฟังกันไม่เข้าใจ คนอธิบายก็พูดแล้วพูดอีก คนถามก็ถามแล้วถามอีก แต่บทสนทนาดันไม่ขยับ เพราะถามแต่เรื่องเดิมๆ

ข้อมูลมันมีอยู่ทุกที่ ถ้าเราเข้าใจได้ด้วยตัวเองมันก็สะดวกเรา มันไม่มีใครจะมาคอยอธิบายให้เราเข้าใจได้ทุกครั้งหรอก

Tags: #ทักษะการอ่าน#ทักษะการฟัง#ทักษะการสรุปความ#ทักษะการตีความ#การทำงาน#การสมัครงาน

จุดเปลี่ยนในช่วงหนึ่งของชีวิต

จันทร์, 05/02/2022 - 10:41
Shared:  (function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/en_US/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs);}(document, "script", "facebook-jssdk")); !function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0];if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src="//platform.twitter.com/widgets.js";fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document,"script","twitter-wjs"); !function(d,s,id){var js,ajs=d.getElementsByTagName(s)[0];if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src="https://secure.assets.tumblr.com/share-button.js";ajs.parentNode.insertBefore(js,ajs); }}(document, "script", "tumblr-js"); !function(d,i){if(!d.getElementById(i)){var j=d.createElement("script");j.id=i;j.src="https://widgets.getpocket.com/v1/j/btn.js?v=1";var w=d.getElementById(i);d.body.appendChild(j);}}(document,"pocket-btn-js"); ! ( d, i) {ถ้า (! d.getElementById (i)) {var j = d.createElement ("สคริปต์"); j.id = i; j.src = "https://widgets.getpocket.com/v1 /j/btn.js?v=1";var w = d.getElementById (i); d.body.appendChild (j);}} (เอกสาร, "pocket-btn-js"); category: Stories

มานั่งนึกดู ผมว่า ผมก็มีจุดเปลี่ยนในช่วงชีวิตของผมไม่น้อยเหมือนกัน แถมจุดเปลี่ยนในแต่ละครั้ง ยังเปลี่ยนการดำเนินชีวิตไปเป็นส่วนใหญ่อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสังคม กลุ่มเพื่อน หรือแม้กระทั่งการเรียน รวมถึงสายงานที่ทำ

แต่ก่อนจะเปลี่ยนสาย ก็จะมีวางแผนไว้บ้างเล็กๆ น้อยๆ ส่วนหนึ่งที่กล้าทำ เพราะภาระความรับผิดชอบยังไม่มีด้วยนั่นแหละ (แน่ละ ยังวัยรุ่นอยู่ 55)

เริ่มแรกอยากจะเป็นนักดนตรี ตอนนั้นอายุอยู่ระหว่าง ม.ต้น ก็ลุยเลยเต็มที่ ทั้งไปซื้อแผ่นซีดีมาเรียน หาดูวิดีโอตามเน็ต รวมถึงเข้าไปเรียนที่วิทยาลัยนาฏสิลป์

แต่พอเข้าไปอยู่ได้สองปีกว่า รู้สึกว่ามันไม่ใช่ หลักสูตรที่เขาสอนก็ไม่ใช่ตัวเรา เราเป็นนักดนตรีเล่นเพลงตลาด ทำไมไม่สอนอะไรที่มันเอาไปใช้กับการเล่นงานข้างนอกได้ เช่นการโซโล่ เทคนิคการแกะเพลง ฯลฯ ทั้งวันสอนแต่เพลงคลาสสิค เทคนิคต่างๆ ก็เป็นของสายคลาสสิค ซึ่งจะเอามาเล่นให้ใครฟังก็ไม่ได้ ชีวิตจริงของนักดนตรีมันคือเพลงตลาด ตอนนั้นผมคิดแบบนี้

อีกอย่างหลักสูตรเหมือนปูไปทางเป็นครูดนตรีมากกว่านักดนตรีอาชีพ พอจบ ม.สาม ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนสายเลยทันที บวกกับช่วงหลังๆ ติดนิยายมาก (ช่วงบูมของเว็บเด็กดี) เลยคิดไปว่า สายงานเขียนนี่แหละ คงเหมาะกับตัวข้าแน่ๆ

ออกจากสายดนตรี ก็เปลี่ยนเป็นสายวิชาการ ซึ่งตอนนั้นความรู้อ่อนมาก เพราะตอน ม.ต้น ก็ไปทางดนตรีซะเยอะ วิชาการพื้นฐานนี่แทบไม่ได้ใส่ใจ เรียกได้ว่าเรียนเอาแบบ "พอรู้" จริงๆ แต่สุดท้ายก็ดื้อจนจบ ม.หก สายภาษาไทยสังคมเอาจนได้ ที่เรียนสายนี้ก็ไม่ใช่อะไร คิดง่ายๆ ว่าการเขียนมันต้องเรียนไทย เพราะใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเป็นหลัก เลยเรียนสายนี้ ส่วนสายสังคมเป็นของแถม เพราะมันต้องเลือกเรียนควบกัน

ต่อมาก็ไปต่อสายมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาไทย อาจารย์ที่สาขาก็ดีมากๆ แต่ละท่านสุดยอดกันทั้งนั้น ก็ถือว่าผมโชคดี ช่วงนั้นก็มีงานเขียนบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดเรื่องรายได้อะไร อยากเขียนก็เขียน มีคนอ่านหรือไม่มีก็ช่างมัน

จุดเปลี่ยนอีกช่วงมาเริ่มต้นเอาตอนปีสาม ตอนนั้นรู้สึกว่าแค่งานเขียนอย่างเดียวมันไม่ตอบโจทย์ ในเมื่อเราเขียนได้ ทำไมไม่ทำที่เผยแพร่งานของตัวเองเลยละ เราไม่หวังเรื่องรายได้อะไรอยู่แล้ว จะไปลงพวกเว็บใหญ่ๆ ทำไม คิดได้แบบนั้น ก็ลงมือศึกษาเกี่ยวกับการทำเว็บเลยในนาทีนั้น งมไปงมมา สุดท้ายเข็นออกมาได้เว็บหนึ่ง ทำๆ หยุดๆ ตามประสาคนไม่มีความรู้ทางเว็บ ทำอยู่ร่วมสองปี จนออกมาเป็นเว็บที่ใช้งานได้ (ก็เว็บเขียนกันดอทคอมนั่นแล) งานเขียนก็มีออกมาเรื่อยๆ หลักๆ ก็เขียนลงเว็บตัวเองเป็นการเพิ่มเนื้อหาให้เว็บไซต์ไปในที

ระหว่างนั้นก็มีได้รู้จักกับเพื่อนทางไอทีหลายคน ได้มีส่วนร่วมหลายอย่าง จนตอนนี้ได้ทำงานเกี่ยวกับสายโปรแกรมเมอร์ ถึงจะเป็นเพียงการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาโปรแกรมและเอไออีกทีก็เถอะ ส่วนเว็บก็ยังทำอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้เก่งจนสุดทาง แต่ผมว่าผมมีความสุขกับมันนะ อย่างน้อยก็ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ส่วนในอนาคตจะเป็นยังไง จะทำเว็บไปได้ถึงไหน หรือจะทำงานสายไอทีได้ตลอดรอดฝั่งไหม อันนั้นก็ค่อยมาว่ากันอีกที

ที่จริงผมลังเลอยู่ว่า จะเอาบทความนี้ไปลงในเว็บเขียนกันหมวดสตอรี่ดีไหม แต่คิดไปคิดมา บทความนี้มันถือว่าเป็นตัวตนของผม เป็นบันทึกช่วงชีวิตหนึ่งของผม ในเมื่อมีบล็อกส่วนตัวเป็นของตัวเอง เอามาลงในนี้จะโอเคกว่า เพราะเว็บเขียนกันมันเป็นคอมมูนิตี้เกินไป

ผมว่าใครที่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในชีวิต คุณวางแผนแล้วเริ่มทำเลย อย่าไปลังเล เพราะชีวิตคนเรามันไม่ได้มากมายอะไร อย่างมากสุดก็แค่ 80 กว่าปี ดังนั้นรีบทำจะดีกว่าครับ อย่างน้อยๆ ก็ได้พูดว่าลองทำแล้ว จะได้ไม่ต้องนึกเสียใจภายหลัง

Tags: #บันทึก#เรื่องเล่า#ประสบการณ์ชีวิต